โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘ทูตพิศาล’ ชี้ไทยวางหมากตะวันออกกลางยังไม่ดีพอ แนะยึดกฎบัตรยูเอ็น

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ขยายวงจนกระทบเส้นทางเดินเรือและความมั่นคงด้านพลังงานของโลก นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา แคนาดา อินเดีย และอดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป สะท้อนมุมมองต่อท่าทีของไทยว่า การวางจุดยืนทางการทูตของรัฐบาลไทย “ยังไม่ดีพอ” และควรทำได้ดีมากกว่านี้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อพลเรือน ผู้บริสุทธิ์ และผลประโยชน์ของไทยโดยตรง

นายพิศาลกล่าวว่า ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านมาโดยตลอด แต่แถลงการณ์ของไทยต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงฉบับล่าสุดนั้น ถือว่าหน่อมแน้ม มีลักษณะกว้างและเบาเกินไป ไม่สะท้อนน้ำหนักทางการทูตมากพอ ทั้งที่ไทยควรแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายใดก็ตาม

ประเทศไทยพลาดโอกาสสำคัญในการส่งสัญญาณเชิงมนุษยธรรมต่อเหตุโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน โดยเฉพาะกรณีที่มีเด็กนักเรียนหญิงในอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมากจากเหตุโจมตีโรงเรียน ซึ่งในมุมของของตน ไทยไม่จำเป็นต้องระบุหรือประณามว่าใครเป็นผู้ลงมือ แต่ควรแสดงจุดยืนให้ชัดว่า รัฐบาลไทยและคนไทยรับไม่ได้ ต่อการละเมิดหลักมนุษยธรรมและการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

“เราไม่จำเป็นต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นมิตรกับไทย แต่ความเป็นกลางไม่ได้แปลว่าเงียบหรือไร้น้ำหนัก ไทยต้องกล้ายืนบนหลักการ โดยเฉพาะกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ” นายพิศาลระบุ

ในมุมมองของอดีตนักการทูตผู้นี้ การที่ไทยไม่กล้าสื่อสารหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน ทำให้ไทยไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เต็มที่ ทั้งต่ออิหร่านและต่อกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ พร้อมเห็นว่าหากไทยสามารถแสดงท่าทีที่สง่างามและยึดหลักมนุษยธรรมได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ ภาพลักษณ์การต่างประเทศไทยจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ

นายพิศาลยังวิจารณ์ว่า แถลงการณ์ของไทยกรณีเรือสินค้าติดธงไทยถูกโจมตี แม้จะสะท้อนความห่วงใยต่อคนไทยและลูกเรือ 23 คน แต่ยังเป็นการมองจากมุมผลกระทบต่อตัวเองมากเกินไป โดยไทยควรใช้โอกาสนี้ขยายบทบาททางการทูตให้มากกว่าเพียงการแสดงความกังวลหรือรอรับฟังข้อเท็จจริง

พร้อมเสนอว่า ไทยควรสื่อสารกับอิหร่านอย่างตรงไปตรงมา ว่า ประเทศไทยรับไม่ได้กับการโจมตีเรือสินค้าที่ติดธงไทย เพราะไทยเป็นมิตรกับอิหร่าน และไม่ใช่ลูกไล่ ของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน ไทยควรแสดงท่าทีอย่างจริงใจว่า ยังต้องการรักษามิตรภาพ และพร้อมยืนหยัดในหลักมนุษยธรรมท่ามกลางสงคราม

ข้อเสนออีกด้านหนึ่งที่นายพิศาลหยิบยกขึ้นมา คือการใช้ “การทูตมนุษยธรรม” เป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์ของไทย โดยเสนอว่าไทยควรถามอิหร่านโดยตรงว่า ขณะนี้กำลังขาดแคลนสิ่งใดในด้านมนุษยธรรม เช่น เวชภัณฑ์ ถุงมือยาง เข็มฉีดยา หรือยา ซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งมอบความช่วยเหลือได้ หากมีโอกาสเปิดเส้นทางขนส่งทางอากาศ

อดีตทูตท่านนี้เห็นว่า แนวทางเช่นนี้ไม่เพียงช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ไทยในสายตาอิหร่าน แต่ยังเป็นการแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานของมนุษยธรรม โดยไม่จำเป็นต้องโจมตีหรือเผชิญหน้ากับสหรัฐแต่อย่างใด เพราะไทยเพียงยืนยันหลักการว่าการโจมตีพลเรือนและเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหารเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

นอกจากนี้ นายพิศาลยังเสนอให้ไทยใช้เครือข่ายนักเรียนไทยในอิหร่าน และบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองอิหร่าน เข้ามาช่วยประสานความเข้าใจและสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อประเทศไทย เพื่อให้การทูตไทยทำงานเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการออกแถลงการณ์ตามสถานการณ์

สำหรับกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศเชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง นายพิศาลกล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามต่อว่า รัฐบาลไทยจะขยับระดับท่าทีไปมากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะในระดับการประท้วงทางการทูต หรือการประสานในกรอบที่กว้างขึ้น เช่น ระดับอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ได้ย้ำถึงการปกป้องผลประโยชน์ของไทยในวิกฤตครั้งนี้ว่า จำเป็นต้องอาศัยการต่างประเทศที่ละเอียดและเฉียบคมมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะไทยต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายพร้อมกัน ทั้งอิหร่าน กลุ่มประเทศอ่าว และสหรัฐอเมริกา

นายพิศาลยังระบุด้วยว่า หากสหรัฐมีความไม่พอใจต่อการที่ไทยแสดงจุดยืนในเชิงมนุษยธรรม ไทยก็ยังมีแต้มต่อทางยุทธศาสตร์ที่สามารถใช้เจรจาได้ โดยยกตัวอย่าง ฐานทัพอู่ตะเภา ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สหรัฐฯยังต้องให้ความสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...