'ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : วันสิ้นโลก' (1)
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
ปี 2025 ที่เพิ่งผ่านไปเป็นปีที่ศาสนจักรคาทอลิกได้ประมุขพระองค์ใหม่คือสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ผู้ทรงเป็นชาวอเมริกันที่ได้ขึ้นเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรก
เป็นปีที่ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐตัดสินใจทำสงครามการค้ากับทั้งโลก และพบปะกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซียซึ่งหน้าอีกครั้ง
เป็นปีที่อิสราเอลกับอิหร่าน, อินเดียกับปากีสถาน, ประเทศไทยกับกัมพูชาเผชิญหน้าขัดแย้งรบพุ่งกัน
และก็เป็นปีที่คำว่า “brain rot” (สมองเน่า) ซึ่งบัญญัติขึ้นโดย เฮนรี เดวิด ธอโร นักเขียนกวี นักปรัชญานิยมธรรมชาติชาวอเมริกัน (1817-62) ในงานเรื่องวอลเดน (1854 พากย์ไทยโดยสุริยฉัตร ชัยมงคล) และถูกนำมาเวียนใช้ในความหมาย “การสูญเสียสติปัญญาหรือทักษะการคิดวิจารณ์ในลักษณะที่สังเกตเห็นได้โดยเฉพาะ เนื่องจากบริโภคเนื้อหามึนชางี่เง่าเหลวไหลไร้สาระที่โพสต์ออนไลน์จนล้นเกิน” (Apple dictionary) ได้แพร่เข้ามาสิงสู่ในชีวิตผู้คน
ในปีที่ชวนตะลึงลานตาลายเมื่อกฎกติกาต่างๆ ในโลกดูเหมือนจะถูกโยนทิ้งล้มเลิกไปหน้าตาเฉยนั้น ลึกๆ แล้วอะไรกันแน่ที่เปลี่ยนไปในทางเป็นจริง?
ท่ามกลางความพลิกผันเปลี่ยนแปรของเทคโนโลยี AI, เศรษฐกิจการค้าโลก, ฟองสบู่แตกในจีน, แนวรบ ยูเครน, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา, หรือแม้กระทั่งการเรียกร้องระบอบราชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา (ราชาทรัมป์) ฯลฯ วารสารดิจิทัลฝรั่งเศส Le Grand Continent (https://legrandcontinent.eu/fr/) ได้ลงบทความโดย Steven Forti & Sergi Soler López สรุปรวบยอดปีขวาสุดโต่งที่ผ่านมาด้วยศัพท์สามคำ ได้แก่ Apocalypse (วันสิ้นโลก), Monarchie (ระบอบราชาธิปไตย), และ Remigration (การอพยพออก) ไว้อย่างรวบรัดคมคาย
ผมขอนำมาเล่าต่อเพื่อรู้ทันกระแสอุดมการณ์ขวาจัดที่เข้าเบียดขับเสรีนิยมในระดับโลก
เริ่มที่คำว่า Apocalypse หรือวันสิ้นโลก
ปี 2025 เปิดฉากด้วยบทความของปีเตอร์ เทียล ซึ่งยืนยันว่าการหวนกลับสู่ทำเนียบขาวของทรัมป์บ่งชี้ถึง “วันสิ้นโลกแห่งระบอบเก่า” (https://www.ft.com/content/a46cb128-1f74-4621-ab0b-242a76583105)
ในทัศนะของ Peter Thiel ผู้ประกอบการอภิมหาเศรษฐีไฮเทคแห่งซิลิคอน แวลลีย์และนักเคลื่อนไหว การเมืองสากลชาวเยอรมัน-อเมริกันที่ร่วมก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีบริการการเงินระดับโลก PayPal และบริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ Palantir Technologies คนนี้ (ดูภาพของเขาด้านบน) การที่โจ ไบเดน ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันไปเมื่อปี 2020 เป็นแค่ “ความเบี่ยงเบนผิดปกติ” หรือนัยหนึ่ง “ปฏิบัติการระวังหลังของระบอบที่ตกที่นั่งลำบาก” ซึ่งก็ล้มเหลวไปในที่สุด
การกลับสู่อำนาจของทรัมป์จึงเป็นการประกาศชัยชนะเด็ดขาดของอินเตอร์เน็ตในสงครามกับสิ่งที่เทียลเรียกว่าระบอบเก่านั่นเอง
บทความที่เกลื่อนไปด้วยทฤษฎีสมคบคิดพิสดารเกี่ยวกับการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี หรือบ่อเกิดของโรคระบาดโควิด-19 ข้างต้น ได้วาดวางแนวคิดเรื่อง “วันสิ้นโลก” ไว้ตรงใจกลางวิวาทะสาธารณะอย่างน่าตื่นใจ โดยเทียลตีความศัพท์คำนี้ในเชิงนิรุกติศาสตร์ว่ามันหมายถึง “วิวรณ์” (Revelation หรือการเปิดเผยจากพระเจ้า) อันเป็นบรรพสุดท้ายในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่นั่นเอง
สำหรับพวกที่ใส่ใจสังเกตติดตามกิจกรรมและวาทกรรมของนักเคลื่อนไหวขวาจัดซึ่งร่ำรวยระดับโลกผู้นี้ มันอาจไม่น่าตื่นใจนัก ค่าที่แนวคิด “วันสิ้นโลก” ได้กลายเป็นความหมกมุ่นของเทียลมานมนานแล้ว (ดูอาทิ https://www.hoover.org/research/apocalypse-now-peter-thiel-ancient-prophecies-and-modern-tech) แต่มันกลายเป็นเรื่องร้อนแรงและใหญ่โตขึ้นเมื่อเขาสามารถส่งอิทธิพลโดยตรงต่อรัฐบาลทรัมป์ #2 ผ่านรองประธานาธิบดี เจ. ดี. แวนซ์ ซึ่งเขาสนิทสนมด้วย
ในรอบหลายปีหลัง เทียลได้ทุ่มเทเข้าร่วมการประชุม สัมมนาและเขียนงานมากมายหลายหลากเกี่ยวกับ “วันสิ้นโลก” และแนวคิดเชิงเทววิทยาอีกสองประการซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดได้แก่ “แอนตี้ไครสต์” (ศัตรูของพระคริสต์) กับ “คาตาคอน” (katechon)
เริ่มแต่ปี 2011 เทียลได้เขียนบทความเรื่อง “The End of the Future” ลงพิมพ์ในวารสารอนุรักษนิยม อเมริกัน National Review (https://www.nationalreview.com/2011/10/end-future-peter-thiel/) ซึ่ง ขึ้นต้นด้วยการอ้างอิงข้อความเรื่อง “วันสิ้นโลก” จากพระธรรมยอห์นในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ว่า :
“เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สาม ข้าพเจ้าก็ได้ยินสิ่งมีชีวิตที่สามร้องว่า “มาเถอะ” แล้วข้าพเจ้าเห็น และนี่แน่ะ ม้าสีดำตัวหนึ่งเข้ามา และผู้ที่ขี่ม้าตัวนี้ถือตราชู แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเหมือนอย่างเสียงพูดดังออกมาจากท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทั้งสี่นั้นว่า “ข้าวสาลีราคาลิตรละหนึ่งเดนาริอัน ข้าวบาร์เลย์สามลิตรต่อหนึ่งเดนาริอัน แต่เจ้าอย่าทำอันตรายน้ำมันและเหล้าองุ่น” (วิวรณ์ 6: 5-6 ; https://www.bible.com/th/bible/174/REV.6.THSV11)
เทียลตีความยืนกรานตามพระคัมภีร์ว่าโลกกำลังประสบภาวะชะงักงันทางเทคโนโลยีอย่างไม่มีอนาคต เขายังกล่าวยืนยันประเด็นนี้ซ้ำในคำให้สัมภาษณ์ยาวเหยียดแก่ podcast “Uncommon Knowledge” ของสถาบันฮูเวอร์ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2024 ด้วย (https://www.hoover.org/research/apocalypse-now-peter-thiel-ancient-prophecies-and-modern-tech)
หนึ่งปีให้หลัง เมื่อเดือนกันยายนถึงตุลาคมศกก่อน เทียลก็บรรยายในการประชุมวงปิด 4 ครั้งในประเด็น “แอนตี้ไครสต์” จัดโดยสมาคม ACTS 17 แห่งนครซานฟรานซิสโก สหรัฐ (https://www.theguardian.com/us-news/2025/oct/10/peter-thiel-lectures-antichrist อนึ่ง ACTS ย่อจาก Acknowledging Christ in Technology and Society ซึ่งมุ่งเผยแพร่การเชื่อมโยงพระคริสตศาสนากับเทคโนโลยีและสังคมการเมือง)
หากประมวลสังเคราะห์การกล่าวอ้างอิงถึงพระคริสตธรรมคัมภีร์ ทีวีซีรีส์ วิดีโอเกม และวรรณกรรมเรื่องต่างๆ บ่อยครั้งเข้าด้วยกัน (โดยเฉพาะนิยายเรื่อง The Lord of the Rings เขียนโดย J. R. R. Tolkien อันเป็นที่มา ของชื่อบริษัท Palantir ของเขา) บททดลองเสนอพื้นฐานของปีเตอร์ เทียล ก็คือ :
โลกเรากำลังเข้าใกล้วันสิ้นโลกเข้าไปทุกที ซึ่งหมายถึงการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติเนื่องจากสงครามโลก ครั้งที่สามซึ่งจะเป็นสงครามนิวเคลียร์ ปัญหาภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รวมทั้งโรคระบาดใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ก็แลความหวาดกลัววันสิ้นโลกที่ว่านี้อาจขับดันให้ปรากฏ “แอนตี้ไครสต์” ขึ้นในรูปทรราชหรือราชาผู้ชั่วร้ายซึ่งจะเผยโฉมออกมาเมื่อถึงกาลอวสาน ภาวะภายใต้แอนตี้ไครสต์ดังกล่าวอาจกระทั่งย่ำแย่เลวร้ายกว่าวัน สิ้นโลกเองเสียอีก ทั้งนี้แอนตี้ไครสต์อาจแทนตนโดยบุคคลหรือความคิดที่ผนึกโลกเข้าด้วยกันเป็นปึกแผ่นและยั่วยวนโลกให้ลุ่มหลงด้วยการนำเสนอลู่ทางสันติภาพและความมั่นคงจอมปลอม
กล่าวเฉพาะภูมิภาคยุโรป ลู่ทางจอมปลอมที่ปรากฏได้แก่ความคิดเรื่องนิเวศวิทยา, กฎหมายชารีอะห์ของอิสลาม, และรัฐคอมมิวนิสต์เบ็ดเสร็จ
เทียลประเมินว่าในสามแนวคิดใหญ่นี้ นิเวศวิทยาน่าจะทรงพลังที่สุด และฉะนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะจินตนาการแอนตี้ไครสต์ว่าจะมาปรากฏในร่างทรงของเกรตา ธันเบิร์ก สาวน้อยนักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนชื่อก้องโลก (https://www.the101.world/greta-thunberg/) ผู้เป็นตัวแทนจุดยืนแบบลาไดต์ (Luddite) ที่แตกหักกับวิทยาศาสตร์และคัดค้านเทคโนโลยีใหม่ๆ
รวมทั้งเอเลียเซอร์ ยัดเคาสกี นักวิจัย AI รุ่นบุกเบิกชาวอเมริกัน เจ้าของแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นมิตร (https://encyclopedia.pub/entry/33978) ซึ่งทุกวันนี้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้วิพากษ์โจมตีการพัฒนา AI ตัวกลั่นที่สุด (ดูหนังสือเขียนร่วมเล่มล่าสุดของเขา Eliezer Yudkowsky & Nate Soares, If Anyone Builds It, Everyone Dies : Why Superhuman AI Would Kill Us All, 2025)
เทียลเชื่อว่า สิ่งเดียวที่ช่วยสกัดขัดขวางการมาถึงของแอนตี้ไครสต์พวกนี้และยับยั้งความรุนแรงที่อาจขับดันไปสู่วันสิ้นโลกเอาไว้ได้แก่ “คาตาคอน” (katechon) อันเป็นศัพท์กรีกที่อาจแปลได้ว่า “ผู้ยับยั้ง” หรือ “ผู้หน่วงเหนี่ยว” ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาใหม่
ในทางประวัติศาสตร์ นักเทววิทยาพากันตีความไปต่างๆ นานาว่า “คาตาคอน” หมายถึงใครหรือพลังอะไร? อาทิ จักรวรรดิโรมัน, พระจิต, การเผยแผ่ข่าวประเสริฐ, หรือคริสตจักร เป็นต้น
ส่วนในปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ คาร์ล ชมิตต์ นักนิติศาสตร์และนักทฤษฎีการเมืองอำนาจนิยม-อนุรักษนิยม ชาวเยอรมัน ผู้คัดค้านลัทธิเสรีนิยม-รัฐธรรมนูญนิยม และเข้าสังกัดรับใช้พรรคนาซี (1888-1985) ตีความว่า “คาตาคอน” ได้แก่พลังใดๆ ในประวัติศาสตร์ที่ช่วยป้องกันโลกไว้ไม่ให้ตกต่ำเสื่อมถอยไปสู่ความโกลาหลวุ่นวายเบ็ดเสร็จหรือ “สุญญากาศทางอำนาจทั่วสากลโลก”
ชมิตต์เห็นว่า เพื่อให้ระเบียบการเมืองหนึ่งๆ มีความหมายจริง มันเรียกร้องต้องการให้มี “ผู้ยับยั้ง” เพื่อหน่วงเหนี่ยว “สภาวะยกเว้น” หรือนัยหนึ่งความไม่มีขื่อมีแปอย่างเบ็ดเสร็จของบ้านเมืองเอาไว้
ซึ่งในเยอรมนีสมัยสาธารณรัฐไวมาร์ (1918-1933) ที่เพิ่งฟื้นตัวแบบคลอนแคลนซวนเซจากการแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น ก็อาจตีความในกรอบของคาร์ล ชมิตต์ ได้ว่า “คาตาคอน” คือรัฐกับผู้นำที่เข้มแข็งอย่างระบอบนาซีของฮิตเลอร์นั่นเอง
ในทำนองเดียวกัน สมัยสงครามเย็นระหว่างค่ายทุนนิยมเสรีกับค่ายคอมมิวนิสต์ (1945-1991) ความคิดที่เป็น ตัวแทน “คาตาคอน” ย่อมได้แก่ลัทธิแอนตี้คอมมิวนิสต์
ที่น่าสนใจก็คือตกลงแล้วปีเตอร์ เทียล เห็นว่าใคร/พลังใดเป็นตัวแทน “คาตาคอน” ในปัจจุบันกันแน่? ประธานาธิบดีทรัมป์ หรือรองประธานาธิบดี เจ. ดี. แวนซ์?
(ต่อสัปดาห์หน้า)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : วันสิ้นโลก’ (1)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly