โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอกชนคาดหวังรัฐบาลใหม่ หยุดคอร์รัปชั่น-ตัดทิ้งกฎหมายอุปสรรคลงทุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 23.44 น.

นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วัน การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะมาถึง ระหว่างนี้ช่วงเฮือกสุดท้ายของการหาเสียง แต่ละพรรคงัดทีเด็ดมาใช้หวังแซงโค้งเข้าป้าย

แต่หากมองในมุมโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ปัญหารากลึกจริง ๆ ของเศรษฐกิจที่กำลังพังทลาย ไม่ได้เกิดจากความยากจนหรือเงินในกระเป๋าที่ลดน้อยถอยลงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัญหา “คอร์รัปชั่น” ระบบราชการที่เปิดทางให้ทุนเทาเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ร้านค้ารายเล็กย่อย บวกกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี การเข้ามาของ AI อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาสังคม การตกงาน อาชญากรรม

ขณะที่อีกนัยหนึ่ง กฎหมายที่ล้าหลัง ระบบอุปถัมป์ที่ก่อให้เกิดการเอื้อประโยชน์เฉพาะคน แม้วันนี้จะเห็นตัวเลขการลงทุนที่สูงเป็นประวัติการณ์ และผลผลิตอุตสาหกรรมเริ่มดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่จุดที่สามารถวางใจได้ จนกว่าการลงทุนนั้น ๆ จะมั่นคงยั่งยืนและเพิ่มขึ้นในระยะยาวอย่างมีเสถียรภาพจริง ๆ

ชี้ถึงเวลาปรับใหญ่ประเทศไทย

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาแต่ละพรรคการเมือง เดินสายเข้าพบปะพูดคุยกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ใช้เวลาหารือกับแต่ละพรรคถึงแนวทางการเดินหน้าและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่มีความเห็นที่ตรงกันกับแนวนโยบายการปราบทุนเทา แก้ปัญหาสินค้าต่างประเทศที่ทะลักเข้ามา โดยเฉพาะสินค้าด้อยคุณภาพ การสนับสนุน Made in Thailand (MiT)

ขณะเดียวกัน นายเกรียงไกรมองว่า ทั้งหมดทั้งมวลหากสาเหตุที่แท้จริงไม่ถูกแก้ ต่อให้มีมาตรการมากมายเพียงใด ภาคอุตสาหกรรมก็ไม่สามารถใส่คันเร่งไปได้ ด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไข วันนี้ “การคอร์รัปชั่นเชิงระบบ” และความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงกฎระเบียบที่ล้าสมัย กำลังทำให้โครงสร้างทั้งประเทศถดถอยจนน่ากังวล จึงต้องเริ่มติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง

ภาคเอกชนพูดมาเสมอว่า ประเทศไทยมีกฎหมายล้าหลังกว่าแสนฉบับ นับเป็นปัญหาที่ไม่เคยถูกแก้ไขอย่างแท้จริงและสะท้อนให้เห็นต่อเนื่องมาหลายปี จนเกิดการสะสมของปัญหากลายเป็นต้นทุนแฝง และบั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะเดียวกันกลับเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่ไม่สุจริต ส่งผลให้ประเทศชะงักงัน เสื่อมถอย และไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้

“เพื่อยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ เอกชนฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลชุดใหม่ ต้องการให้ทุกคนอยู่รอด ประเทศอยู่รอด ประเทศไทยต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand และหวังว่า Reinvent Thailand จะไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น การที่ภาคเอกชนไม่ยอมทนต่อสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป ด้วยต้องการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศที่ทุกคนคาดหวัง นักลงทุนเลือกที่จะไม่หนีตายไปซบเพื่อนบ้าน”

การผลิตฟื้นตัวแต่ต้องเฝ้าระวัง

ปี 2569 หลายสถาบันได้วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยก็คงคล้ายกับเศรษฐกิจโลก ที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าไรนัก แต่ก็มีปัจจัยบวกจากนโยบายรัฐมาช่วย ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนธันวาคม 2568 ดูเหมือนจะส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน “นายศุภกิจ บุญศิริ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุว่า เราได้เห็นดัชนี MPI มาอยู่ที่ระดับ 93.27 ขยายตัว 2.52% จากที่เคยหดตัวมาหลายเดือน อัตราการใช้กำลังการผลิตขยับมาอยู่ที่ 57.6% จากเดือนก่อนหน้านี้อยู่ที่ 55.49% เท่านั้น เป็นผลมาจากการผลิตยานยนต์ขยายตัวต่อเนื่องที่ผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถ EV นำเข้ามาจำหน่ายในปีที่ผ่านมา

รวมถึงการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเป็นเดือนที่ 18 ประชาชนมีการเร่งใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัส และยังมีมาตรการสำคัญอื่นอย่างเที่ยวดีมีคืน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนปีนี้แนวโน้มยังถือว่าเป็นบวก แม้ สศอ.จะ “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” แต่ที่เห็นได้ชัดคือ การลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ สอดคล้องกับตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่แสดงให้เห็นว่าตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมานั้นบรรยากาศการลงทุนยังคงคึกคักได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก จากตัวเลขยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท

ลงทุนนอก 1.8 ล้าน ล.รอเข้าไทย

และการจะเห็นการลงทุนได้เป็นรูปธรรมมากที่สุด ไม่ใช่ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ แต่คือ “การออกบัตรส่งเสริม” ซึ่ง นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า หลังจากที่บีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เป็นสัญญาณที่ดีว่า ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ

แล้วสิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมไว้รองรับ ไม่ใช่คือ การนั่งรอดูอยู่เฉย ๆ แต่คือ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรทักษะสูง ความพร้อมในการ Go Digital และ Go Green สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับ Expatriate นอกจากนี้ ยังต้องดำเนินการเร่งด่วนเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุน เช่น การใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การพัฒนาประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบและคืนภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง

ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุน 1.8 ล้านล้านบาท หลายคนอาจยังไม่เชื่อเพราะมองในมุมที่ว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียนนั้นน่าสนใจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงสะท้อนจากนักลงทุนกลับบอกในสิ่งที่คนในประเทศอาจยังไม่รู้ โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น แชมป์ลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับ 1

เพราะไทยมีตลาดที่มีศักยภาพสูง แค่ประชากรในประเทศ 70 ล้านคน บวกกับตลาดอาเซียนอีก 600 ล้านคน มีห่วงโซ่การผลิตในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ถึง 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศ-เขตเศรษฐกิจ มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี และไม่ใช่ภาษี และการสนับสนุนด้านการเงิน ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภคและโลจิสติกส์

จึงไม่แปลกที่บริษัทญี่ปุ่นกว่า 6,000 บริษัททำธุรกิจอยู่ในไทย พร้อมทั้งขยายการลงทุนจากอุตสาหกรรมพื้นฐานที่เก่งและเชี่ยวชาญอยู่แล้วอย่างรถยนต์สันดาป ต่อยอดไปสู่รถยนต์ไฮบริด ขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ อย่างเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิ้นส่วนอากาศยาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน โดยยังคงมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกปีนี้ว่าจะปรับตัวดีขึ้น

เมื่อสัญญาณบวกบ่งชี้ว่า ปี 2569 ประเทศไทยยังไม่หมดหวัง แม้จะไม่ได้ทำให้เห็นตัวเลข GDP เติบโตได้สูงอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่อย่างน้อยบรรยากาศการลงทุน มาตรการที่เคยเกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้น มันคือ ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ที่ว่ารัฐบาลเลือกที่จะไปทางไหน เพราะเดิมพันมันไม่ได้มีแค่ประชาชนเท่านั้น แต่คือประเทศโดยรวม ถ้าประเทศเดินต่อไม่ได้ ถูกสกัดตั้งแต่เริ่มต้นจากนโยบาย ปลายทางก็คงไม่เหลือความหวังอะไร ดังนั้นการที่เราเห็นจุดแข็งของตัวเอง และนำออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์

และต้องมั่นใจได้ว่า เป็นจุดแข็งที่นักลงทุนต่างชาติมองเห็นในศักยภาพ และเป็นจุดแข็งที่ประเทศไทยต้องรักษาเอาไว้ให้ได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกชนคาดหวังรัฐบาลใหม่ หยุดคอร์รัปชั่น-ตัดทิ้งกฎหมายอุปสรรคลงทุน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...