“พรรค ปชน.” ส่อแววอ่อนแรง! คะแนนหด 5 ล้านเสียง ชี้จุดอ่อน “เข้าไม่ถึงพื้นที่-ทุ่มทรัพยากรไม่ทัน”
สรุปข่าว: อาจารย์มหาวิทยาลัยชี้จุดอ่อนพรรค ปชน. หลังพ่ายเลือกตั้ง เผยคะแนนหดจาก 14 ล้านเหลือ 9 ล้านเสียง ชี้ผู้สมัคร ส.ส. เขตขาดการเข้าถึงประชาชนอย่างต่อเนื่องในระยะยาวตามวิถีสังคมไทย ขณะที่การเลือกตั้งในเขตเมืองยังคงได้รับความนิยมสูง เนื่องจากปัจจัยด้านทรัพยากรที่ "กระสุนยิงไม่ถึง"
ผศ.นพพร ขุนค้า อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ วิเคราะห์บทเรียนจากการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ประสบความพ่ายแพ้ในเชิงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยคะแนนบัญชีรายชื่อลดลงจากกว่า 14 ล้านเสียง เหลือเพียงประมาณ 9 ล้านเสียง คาดว่าจะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อประมาณ 30-32 ที่นั่ง ส่วน ส.ส. แบบแบ่งเขตลดลงจาก 112 ที่นั่ง เหลือ 87 ที่นั่ง ซึ่งสะท้อนถึงคะแนนนิยมในตัวพรรคที่ลดลงอย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจากอีกฝ่ายสามารถแกะเกมของพรรค ปชน. ได้ โดยเฉพาะการรวมกลุ่มบ้านใหญ่ในบางพื้นที่เพื่อป้องกันคะแนนเสียงไม่ให้ตัดกันเองเหมือนครั้งก่อน ประกอบกับตัวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค ปชน. เอง ยังขาดความเชื่อมโยงและเข้าถึงประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การหาเสียงในระยะยาวตามวิถีสังคมไทยทำได้ยาก แม้จะมีความพยายามดึงกระแสด้วยการนำนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยหาเสียง หรือประเด็นประกันสังคม ก็ยังไม่สามารถดึงคะแนนกลับคืนมาได้เท่าเดิม นอกจากนี้ ยังมีการใช้ทรัพยากรทางการเมืองจำนวนมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้ ส.ส. แบบแบ่งเขตในบางพื้นที่ เช่น ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี จะไม่ได้ ส.ส. เลย แต่พรรค ปชน. ยังคงได้รับคะแนนบัญชีรายชื่อชนะในภาพรวมของภาคตะวันออก สะท้อนว่าคะแนนนิยมในตัวพรรคยังคงมีอยู่ โดยประชาชนยังคงเลือกพรรค ปชน. ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่เลือกผู้สมัคร ส.ส. เขตของพรรคอื่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีตัวตนและความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ สำหรับการตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร (อสส.) หรือ "อาสาส้ม" ทั่วประเทศนั้น ผศ.นพพร มองว่าเป็นสิ่งที่ดีในการสร้างความใกล้ชิดกับพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของพรรค ปชน. ที่มักจะห่างเหินจากพื้นที่และส่งผู้สมัครที่ประชาชนไม่คุ้นเคย ทำให้การทำงานเพื่อรับฟังปัญหาและนำไปสู่การแก้ไขยังไม่เป็นรูปธรรมมากนัก แม้พรรคจะต้องเป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนงานในสภาได้ หากนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง
📰 อ่านข่าวฉบับเต็มพร้อมภาพประกอบทั้งหมด
👉 คลิกอ่านต่อที่ 77kaoded.news