“เศรษฐกิจจีน” Q4 ชะลอแรงสุดในรอบ 3 ปี แม้ทั้งปีโตเข้าเป้า 5%
"เศรษฐกิจจีน" Q4 ชะลอแรงสุดในรอบ 3 ปี ขยายตัวเพียง 4.5% จากแรงกดดันอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อ แม้ทั้งปีโตเข้าเป้า 5%
วันที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 09.18 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงสู่ระดับอ่อนแอที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ในไตรมาส 4 เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศซบเซา แม้ว่าอัตราการเติบโตตลอดทั้งปีจะยังทำได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐ และภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ
ข้อมูลจาก National Statistics Bureau ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนขยายตัว 4.5% ในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม ลดลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3 และถือเป็นอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566 ซึ่งขยายตัวในระดับเดียวกัน อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจจีนทั้งปี 2568 ขยายตัว 5% ตรงตามเป้าหมายอย่างเป็นทางการที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ราว 5%
ข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนในเดือนธันวาคมสะท้อนภาพที่หลากหลาย โดยการบริโภคภายในประเทศอ่อนแรงลง การลงทุนหดตัวรุนแรงขึ้น ขณะที่ภาคการผลิตมีสัญญาณฟื้นตัว ยอดค้าปลีก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการบริโภค ขยายตัวเพียง 0.9% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 1.2% และชะลอลงจาก 1.3% ในเดือนก่อนหน้า
ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% ในเดือนธันวาคม สูงกว่าคาดการณ์ที่ 5% และเร่งตัวขึ้นจาก 4.8% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ซึ่งรวมภาคอสังหาริมทรัพย์ หดตัว 3.8% ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา แย่กว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ในแบบสำรวจของ Reuters คาดว่าจะลดลงราว 3% อัตราการว่างงานในเขตเมืองทรงตัวที่ 5.1% ในเดือนธันวาคม
แม้เผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลกยังแสดงความยืดหยุ่นในปี 2568 ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าคาด และความพยายามของผู้ส่งออกจีนในการกระจายตลาดออกจากสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถชะลอการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้
จีนรายงานดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่ผ่านมา จากการส่งออกไปยังตลาดนอกสหรัฐที่พุ่งขึ้น หลังผู้ผลิตปรับทิศทางการส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐที่สูงขึ้น
ทอมมี เซียะ กรรมการผู้จัดการของ OCBC Bank ระบุว่า ผลกระทบเชิงลบจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า การควบคุมการถ่ายโอนสินค้า และการแข็งค่าของค่าเงินยังอยู่ในวงจำกัด พร้อมคาดว่าการส่งออกของจีนจะเติบโตราว 3% ในปี 2569
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเรียกร้องให้จีนเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อหันไปกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและลดการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน โดยเตือนว่าโมเดลการเติบโตในปัจจุบันมีความเสี่ยงในระยะยาว
เอสวาร์ ปราซาด ศาสตราจารย์ด้านนโยบายการค้าและเศรษฐศาสตร์จาก Cornell University กล่าวว่า “การลงทุนที่ร่วงลงอย่างหนักและการบริโภคของครัวเรือนที่อ่อนแอ กำลังทำให้เศรษฐกิจจีนพึ่งพาการส่งออกมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ยั่งยืนทั้งต่อจีนและเศรษฐกิจโลก”
รัฐบาลจีนพยายามควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมและลดการแข่งขันตัดราคาที่รุนแรง โดยเงินเฟ้อผู้บริโภคเร่งตัวขึ้นเป็น 0.8% ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่ราคาผู้ผลิตยังลดลง 1.9%
อย่างไรก็ตาม ดัชนี GDP deflator ซึ่งสะท้อนระดับราคาสินค้าและบริการในภาพรวมของเศรษฐกิจจีน ยังคงติดลบต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 และคาดว่าจะลดลงอีก 0.5% ในปี 2569 ซึ่งจะเป็นช่วงติดลบยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตามการประเมินของแลร์รี ฮู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนจาก Macquarie
เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแอ ภาวะซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ และแรงกดดันเงินฝืดที่ยืดเยื้อ โดยสินเชื่อใหม่ของธนาคารลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี ที่ 16.27 ล้านล้านหยวน หรือราว 2.33 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2568 สะท้อนความต้องการกู้ยืมที่ซบเซา และเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา People’s Bank of China ประกาศมาตรการผ่อนคลายสินเชื่อชุดใหม่ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเครื่องมือปล่อยกู้หลายรายการลง 0.25% และเพิ่มวงเงินโครงการปล่อยกู้ให้กับภาคส่วนสำคัญ เช่น เกษตรกรรม เทคโนโลยี และภาคเอกชน
นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs คาดว่า ธนาคารกลางจีนจะปรับลดอัตราส่วนเงินสำรองของธนาคาร (RRR) ลง 0.50% และลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.10% ภายในไตรมาสแรกของปีนี้
อ้างอิง : www.cnbc.com