ปั้นแบรนด์ดังก่อนรู้ใครเป็นเจ้าของ แนวคิด TWENTYWENDY ฉบับ ‘เลิฟ ภัทรานิษฐ์’
ตอนนี้มองไปทางไหนจะเริ่มเห็นนักแสดงและศิลปินรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มมองโลกธุรกิจอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การรับงานพรีเซ็นเตอร์ แต่คือการลงมือสร้างแบรนด์ของตัวเองด้วยโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน
สำหรับคนมีชื่อเสียงบางคน ธุรกิจไม่ใช่บทบาทเสริม หากเป็นอีกเส้นทางของการเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน และสามารถสร้างสินค้าที่ดีมีคุณภาพจนคนลืมว่าใครเป็นเจ้าของ
‘ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร’ หรือ ‘เลิฟ’ นักแสดงจาก GMMTV ที่นอกจากมีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเริ่มต้นทำธุรกิจเครื่องสำอางควบคู่ไปกับอาชีพนักแสดงตั้งแต่ช่วงแรกของการทำงาน ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างแบรนด์ที่สามารถยืนด้วยตัวเอง เติบโตอย่างยั่งยืน และไม่ยึดติดเพียงกระแสชื่อเสียงระยะสั้น
TWENTYWENDY คือแบรนด์ธุรกิจที่ ‘เลิฟ’ ค่อยๆ ปั้นมาเป็นเวลากว่า 5 ปี จนวันนี้แบรนด์มีโปรเจกต์และทิศทางที่ชัดเจน ที่สำคัญคือสามารถดำเนินธุรกิจและสร้างยอดขายได้ด้วยความแข็งแรงของแบรนด์เอง มากกว่าการพึ่งพาชื่อเสียงของผู้ก่อตั้ง
TODAY Bizview มีโอกาสได้พูดคุยกับ ‘ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร’ (เลิฟ) เจ้าของแบรนด์ TWENTYWENDY เพื่อถอดมุมมองและวิธีคิดในการสร้างแบรนด์เครื่องสำอางในแบบของเธอ ผ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้
[ เริ่มต้นจากการอยากทำธุรกิจ เห็นโอกาส และหยิบ Paint Point ของตัวเองมาปั้นแบรนด์ ]
‘เลิฟ’ เล่าย้อนให้ฟังว่า เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน TWENTYWENDY เริ่มต้นขึ้นในช่วงที่เธอเพิ่งก้าวเข้าสู่อาชีพนักแสดง และเริ่มมีรายได้จากการทำงานในวงการบันเทิง ด้วยความตั้งใจอยากลองสร้างธุรกิจของตัวเองควบคู่ไปกับงานแสดง
ในช่วงเวลานั้น กระแสเครื่องสำอางเกาหลีและจีนกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย แต่จากประสบการณ์การใช้งานจริง เลิฟ ได้นำ Pain Point ของตนเองที่เป็นคนแพ้ง่ายมาปรับใช้ จึงผลิต Makeup ที่อ่อนโยน สอดคล้องกับสภาพอากาศ เเละสภาพผิวของคนไทย
“ณ ตอนนั้น มันยังไม่ Red Ocean เท่าปัจจุบันค่ะ เพราะเทรนด์เครื่องสำอางเกาหลีและจีน ก็ค่อนข้างมีผลกับคนไทยมากๆ และซึ่งแบรนด์ไทยมีไม่ค่อยเยอะ ทำให้รู้สึกว่า ณ ตอนที่เริ่ม ยังไม่ Red Ocean ค่ะ”
จากจุดสังเกตนี้เอง กลายเป็นจุดตั้งต้นของแนวคิดในการทำธุรกิจ เลิฟต้องการพัฒนาเครื่องสำอางที่มีคุณภาพในระดับสากล และมีกลิ่นอายความเป็นเทรนด์และเป็นที่นิยม แต่ปรับรายละเอียดเรื่องสีและเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับผิวและการใช้งานของคนไทยมากขึ้น และแบรนด์ก็ออกมาในชื่อ TWENTYWENDY ที่หยิบชื่อมาจากช่วงอายุที่ ‘เลิฟ’ 20 ปี และเริ่มต้นธุรกิจคือปี 2020 พร้อมกับเติมคำว่า Wendy ลงไปให้มีความเป็นเด็กผู้หญิงสดใส
ทำให้หลังจากนั้น ‘เลิฟ’ ได้เริ่มหาโรงงานในประเทศไทย (OEM) เป็นผู้ผลิตให้ ก่อนจะขยายไปใช้โรงงานระดับสากลในปัจจุบัน และสินค้าชิ้นแรกที่ออกมาก็คือ ‘ลิปทิ้นท์’ นั่นเอง
[ ปั้นแบรนด์ให้สินค้าขายได้ด้วยคุณภาพ ]
ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา TWENTYWENDY เปิดตัวสินค้ารวมแล้วมากกว่า 60 SKUs (ปัจจุบันสินค้า Sold Out คงเหลือราว 21 SKUs) พร้อมกับการปรับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการตลาดและการเล่าเรื่องของแบรนด์
‘เลิฟ’ เล่าว่า ในช่วงแรกเธอใช้ตัวเองเป็นคนโปรโมทหลัก เพื่อสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ แต่ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เธอเริ่มค่อยๆ ถอยตัวเองออกจากภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อให้ TWENTYWENDY สามารถขับเคลื่อนและเติบโตได้ด้วยตัวตนของมันเอง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ปัจจุบันฐานลูกค้าที่เป็นแฟนคลับของเธอมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10-15% เท่านั้น ส่วนอีกมากกว่า 90% เป็นลูกค้าทั่วไปที่ตัดสินใจซื้อจากคุณภาพและตัวสินค้าจริง
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนจากการใช้ตัวเองเป็นนางแบบหลัก มาเป็นการเลือกนางแบบหรือนักแสดงที่มีคาแรคเตอร์สอดคล้องกับแบรนด์ เพื่อสร้างภาพจำใหม่ๆ ให้กับสินค้าแต่ละชิ้น
[ เล่าเรื่องผ่านสินค้า ไม่ได้ขายแค่คุณสมบัติ ]
TWENTYWENDY วางตำแหน่งแบรนด์ภายใต้แนวคิด “ An Ordinary Girl Loving who she is ” เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดที่ช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการตั้งชื่อสินค้าที่สื่ออารมณ์ร่วมกับคุณสมบัติทางเทคนิค
ตัวอย่างเช่น Twentywendy Be Kind To Cry Mascara มาสคาร่าที่มาในคอนเซปต์สื่อว่าแม้ในวันที่ร้องไห้ยังไงก็ไม่หลุดและยังสวยได้ หรือชื่อรุ่นลิปสติกอย่าง TWENTYWENDY So Matte Soul Mate ที่ตั้งใจสร้างความผูกพันระหว่างผู้ใช้กับสินค้า
ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังโฟกัสการสร้าง Hero Product อย่างมาสคาร่าหัวหวี ซึ่งกลายเป็นสินค้าขายดีจากคุณภาพของตัวมันเอง เกิดการเติบโตแบบ Organic Growth จากการบอกต่อของผู้ใช้ โดยแทบไม่ต้องพึ่งงบการตลาดหรือชื่อเสียงของนักแสดงมาช่วยผลักดัน
“อย่างมาสคาร่าหัวหวีกลายเป็นกระแสและ Sold out อย่างรวดเร็วด้วยการบอกต่อของผู้ใช้จริง โดยที่แบรนด์แทบไม่ได้ลงเงินกับ Marketing เลย เพราะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสูตรนาน 1-2 ปีเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพ”
[ ขยายฐานลูกค้าด้วย Collaboration และออฟไลน์ ตั้งราคาสมเหตุสมผล ]
อีกหนึ่งกลยุทธ์คือการขยายฐานลูกค้าผ่านการ Collaboration ทั้งกับผู้เชี่ยวชาญและแบรนด์ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น การทำงานร่วมกับช่างแต่งหน้ามืออาชีพอย่าง “คุณโฮม” (Homeless Makeup) เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพงานผิว รวมถึงการ Collab ข้ามอุตสาหกรรมกับแบรนด์อย่าง Daddy and the Muscle Academy เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่นในวงกว้าง
นอกจากนี้ ทางแบรนด์ก็ยังมีการเปิด Pop-up Store อยู่เรื่อยๆ ช่วยให้ผู้บริโภคที่ไม่รู้จักทั้งตัวเลิฟหรือแบรนด์มาก่อน ได้มีโอกาสทดลองสินค้าและตัดสินใจจากประสบการณ์จริง
รวมถึงเรื่องของราคาสินค้าที่แบรนด์ค่อนข้างทำได้ดี ออกมาเป็นแบรนด์ไทยในราคาหลักร้อย ทำให้สามารถเข้ากลุ่มลูกค้าหลักอย่าง Frist Jobber นักเรียนนักศึกษาได้ และยังมีการร่วมมือกับ E-Commerce แพลตฟอร์มหาส่วนลดเพิ่มเติมให้ลูกค้าด้วย
‘เลิฟ’ ย้ำว่า หัวใจของแบรนด์คือการลงทุนกับ “คุณภาพสินค้า” และ “ทีมงาน” มากกว่าการทุ่มงบการตลาด โดยเลือกใช้โรงงานผลิตระดับเคาน์เตอร์แบรนด์ และใช้เวลาพัฒนาสูตรเฉลี่ย 1–2 ปีต่อสินค้าแต่ละชิ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าดีพอที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน เธอเปิดพื้นที่ให้ทีมงานราว 12 คนสามารถแสดงความคิดเห็นและโต้แย้งได้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้การตัดสินใจของแบรนด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเธอเพียงคนเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันของทั้งทีม
“เลิฟไม่ได้มองว่าความคิดของตัวเองจะถูกต้องเสมอไปแบบ 100% การมีทีมเข้ามาช่วยคิด ช่วยแลกเปลี่ยนมุมมอง ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่รอบด้านและดีที่สุด มากกว่าการตัดสินใจเพียงลำพัง เพราะทุกๆ ตำแหน่งในทีมล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น”
[ ปีนี้มีปรับภาพลักษณ์ให้ดู “โตขึ้น” พร้อมต่อยอดสินค้า Hero Product ]
สำหรับทิศทางของแบรนด์ในปีนี้ เลิฟรักเผยว่า TWENTYWENDY มีแผนปรับภาพลักษณ์ให้ดู “โตขึ้น” และ “แข็งแรงขึ้น” เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากกว่าเดิม แม้จะไม่ได้ใช้ภาพของเธอเป็นจุดขายหลักเหมือนในช่วงแรก แต่แบรนด์ยังคงรักษา DNA สำคัญเอาไว้อย่างเหนียวแน่น นั่นคือการเป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่ช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกรักและมั่นใจในตัวเอง ภายใต้แนวคิด An Ordinary Girl Loving Who She Is
ในแง่ของสินค้า เลิฟเล่าว่า แบรนด์มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอในทุกไตรมาส พร้อมกับมีโปรดักต์ย่อยออกมาตลอดทั้งปี โดยยังคงโฟกัสหมวด “งานตา” “งานผิว” และ “งานคัลเล่อ”เป็นหลัก เธอเตรียมต่อยอดจากสินค้าเรือธงอย่างมาสคาร่า ไปสู่การพัฒนาไลน์ “งานตา” ภายใต้คอลเลกชัน Be Kind To Cry ให้ครบวงจรมากขึ้น เช่น อายไลเนอร์ ขณะเดียวกันก็ขยายเข้าสู่หมวด “งานผิว” อย่างแป้งและโทนอัพ ซึ่งเริ่มได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค
ด้านการพัฒนาสินค้า แบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอันดับแรก โดยเลือกทำงานร่วมกับโรงงานผลิตระดับสากลและนักพัฒนาสูตรจากต่างประเทศ เช่น เกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น เพื่อคงมาตรฐานคุณภาพในระดับเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่ยังอยู่ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้
ขณะเดียวกัน TWENTYWENDY ยังมีแผนขยายช่องทางการจำหน่ายไปสู่ Modern Trade และCollaboration ที่สากลมากขึ้นในอนาคต เสริมความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในวงกว้างมากขึ้น
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ก็คงสรุปได้ง่ายๆ ว่าแนวคิดของ ‘เลิฟ’ คือการสร้าง “สินค้าที่ดีจนคนลืมว่าใครเป็นเจ้าของ” โดยใช้คุณภาพและการสื่อสารที่เข้าถึงใจผู้หญิงเป็นตัวนำทาง
สุดท้ายแล้ว ‘เลิฟ’ ทิ้งท้ายแนวคิดสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ไว้ว่า “ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ต้องเจออยู่แล้วในการทำธุรกิจ “อย่าไปกลัวความล้มเหลมหรือผิดพลาด คือถ้าเกิดแบรนด์นี้มันไม่ success ไม่เป็นไร แบรนด์ต่อไปมันต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน หากอยากทำอะไรให้ลองทำไปก่อน เพราะไม่ว่าจะเริ่มวันนี้หรือวันหน้าก็ต้องเจอสิ่งที่ต้องแก้ไขอยู่ดี ในวันที่ล้มหรือผิดพลาด ให้กลับมารักตัวเองและให้กำลังใจตัวเองเพื่อที่จะทำให้พรุ่งนี้ดีขึ้นกว่าเดิม”
“ทุกคนเป็นคนธรรมดา ที่ต้องมีการเรียนรู้ในทุกๆวันหากเกิดข้อผิดพลาด แค่ให้กำลังใจตัวเอง และอย่าลืมรักตัวเองเพื่อพรุ่งนี้ที่เราจะทำมันให้ดีขึ้น” เลิฟ กล่าวทิ้งท้าย