โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปั้นแบรนด์ดังก่อนรู้ใครเป็นเจ้าของ แนวคิด TWENTYWENDY ฉบับ ‘เลิฟ ภัทรานิษฐ์’

TODAY

อัพเดต 14 ก.พ. เวลา 02.58 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. เวลา 02.55 น. • TODAY

ตอนนี้มองไปทางไหนจะเริ่มเห็นนักแสดงและศิลปินรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มมองโลกธุรกิจอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การรับงานพรีเซ็นเตอร์ แต่คือการลงมือสร้างแบรนด์ของตัวเองด้วยโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน

สำหรับคนมีชื่อเสียงบางคน ธุรกิจไม่ใช่บทบาทเสริม หากเป็นอีกเส้นทางของการเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน และสามารถสร้างสินค้าที่ดีมีคุณภาพจนคนลืมว่าใครเป็นเจ้าของ

‘ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร’ หรือ ‘เลิฟ’ นักแสดงจาก GMMTV ที่นอกจากมีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเริ่มต้นทำธุรกิจเครื่องสำอางควบคู่ไปกับอาชีพนักแสดงตั้งแต่ช่วงแรกของการทำงาน ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างแบรนด์ที่สามารถยืนด้วยตัวเอง เติบโตอย่างยั่งยืน และไม่ยึดติดเพียงกระแสชื่อเสียงระยะสั้น

TWENTYWENDY คือแบรนด์ธุรกิจที่ ‘เลิฟ’ ค่อยๆ ปั้นมาเป็นเวลากว่า 5 ปี จนวันนี้แบรนด์มีโปรเจกต์และทิศทางที่ชัดเจน ที่สำคัญคือสามารถดำเนินธุรกิจและสร้างยอดขายได้ด้วยความแข็งแรงของแบรนด์เอง มากกว่าการพึ่งพาชื่อเสียงของผู้ก่อตั้ง

TODAY Bizview มีโอกาสได้พูดคุยกับ ‘ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร’ (เลิฟ) เจ้าของแบรนด์ TWENTYWENDY เพื่อถอดมุมมองและวิธีคิดในการสร้างแบรนด์เครื่องสำอางในแบบของเธอ ผ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้

[ เริ่มต้นจากการอยากทำธุรกิจ เห็นโอกาส และหยิบ Paint Point ของตัวเองมาปั้นแบรนด์ ]

‘เลิฟ’ เล่าย้อนให้ฟังว่า เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน TWENTYWENDY เริ่มต้นขึ้นในช่วงที่เธอเพิ่งก้าวเข้าสู่อาชีพนักแสดง และเริ่มมีรายได้จากการทำงานในวงการบันเทิง ด้วยความตั้งใจอยากลองสร้างธุรกิจของตัวเองควบคู่ไปกับงานแสดง

ในช่วงเวลานั้น กระแสเครื่องสำอางเกาหลีและจีนกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย แต่จากประสบการณ์การใช้งานจริง เลิฟ ได้นำ Pain Point ของตนเองที่เป็นคนแพ้ง่ายมาปรับใช้ จึงผลิต Makeup ที่อ่อนโยน สอดคล้องกับสภาพอากาศ เเละสภาพผิวของคนไทย

“ณ ตอนนั้น มันยังไม่ Red Ocean เท่าปัจจุบันค่ะ เพราะเทรนด์เครื่องสำอางเกาหลีและจีน ก็ค่อนข้างมีผลกับคนไทยมากๆ และซึ่งแบรนด์ไทยมีไม่ค่อยเยอะ ทำให้รู้สึกว่า ณ ตอนที่เริ่ม ยังไม่ Red Ocean ค่ะ”

จากจุดสังเกตนี้เอง กลายเป็นจุดตั้งต้นของแนวคิดในการทำธุรกิจ เลิฟต้องการพัฒนาเครื่องสำอางที่มีคุณภาพในระดับสากล และมีกลิ่นอายความเป็นเทรนด์และเป็นที่นิยม แต่ปรับรายละเอียดเรื่องสีและเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับผิวและการใช้งานของคนไทยมากขึ้น และแบรนด์ก็ออกมาในชื่อ TWENTYWENDY ที่หยิบชื่อมาจากช่วงอายุที่ ‘เลิฟ’ 20 ปี และเริ่มต้นธุรกิจคือปี 2020 พร้อมกับเติมคำว่า Wendy ลงไปให้มีความเป็นเด็กผู้หญิงสดใส

ทำให้หลังจากนั้น ‘เลิฟ’ ได้เริ่มหาโรงงานในประเทศไทย (OEM) เป็นผู้ผลิตให้ ก่อนจะขยายไปใช้โรงงานระดับสากลในปัจจุบัน และสินค้าชิ้นแรกที่ออกมาก็คือ ‘ลิปทิ้นท์’ นั่นเอง

[ ปั้นแบรนด์ให้สินค้าขายได้ด้วยคุณภาพ ]

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา TWENTYWENDY เปิดตัวสินค้ารวมแล้วมากกว่า 60 SKUs (ปัจจุบันสินค้า Sold Out คงเหลือราว 21 SKUs) พร้อมกับการปรับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการตลาดและการเล่าเรื่องของแบรนด์

‘เลิฟ’ เล่าว่า ในช่วงแรกเธอใช้ตัวเองเป็นคนโปรโมทหลัก เพื่อสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ แต่ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เธอเริ่มค่อยๆ ถอยตัวเองออกจากภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อให้ TWENTYWENDY สามารถขับเคลื่อนและเติบโตได้ด้วยตัวตนของมันเอง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ปัจจุบันฐานลูกค้าที่เป็นแฟนคลับของเธอมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10-15% เท่านั้น ส่วนอีกมากกว่า 90% เป็นลูกค้าทั่วไปที่ตัดสินใจซื้อจากคุณภาพและตัวสินค้าจริง

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนจากการใช้ตัวเองเป็นนางแบบหลัก มาเป็นการเลือกนางแบบหรือนักแสดงที่มีคาแรคเตอร์สอดคล้องกับแบรนด์ เพื่อสร้างภาพจำใหม่ๆ ให้กับสินค้าแต่ละชิ้น

[ เล่าเรื่องผ่านสินค้า ไม่ได้ขายแค่คุณสมบัติ ]

TWENTYWENDY วางตำแหน่งแบรนด์ภายใต้แนวคิด “ An Ordinary Girl Loving who she is ” เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดที่ช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการตั้งชื่อสินค้าที่สื่ออารมณ์ร่วมกับคุณสมบัติทางเทคนิค

ตัวอย่างเช่น Twentywendy Be Kind To Cry Mascara มาสคาร่าที่มาในคอนเซปต์สื่อว่าแม้ในวันที่ร้องไห้ยังไงก็ไม่หลุดและยังสวยได้ หรือชื่อรุ่นลิปสติกอย่าง TWENTYWENDY So Matte Soul Mate ที่ตั้งใจสร้างความผูกพันระหว่างผู้ใช้กับสินค้า

ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังโฟกัสการสร้าง Hero Product อย่างมาสคาร่าหัวหวี ซึ่งกลายเป็นสินค้าขายดีจากคุณภาพของตัวมันเอง เกิดการเติบโตแบบ Organic Growth จากการบอกต่อของผู้ใช้ โดยแทบไม่ต้องพึ่งงบการตลาดหรือชื่อเสียงของนักแสดงมาช่วยผลักดัน

“อย่างมาสคาร่าหัวหวีกลายเป็นกระแสและ Sold out อย่างรวดเร็วด้วยการบอกต่อของผู้ใช้จริง โดยที่แบรนด์แทบไม่ได้ลงเงินกับ Marketing เลย เพราะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสูตรนาน 1-2 ปีเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพ”

[ ขยายฐานลูกค้าด้วย Collaboration และออฟไลน์ ตั้งราคาสมเหตุสมผล ]

อีกหนึ่งกลยุทธ์คือการขยายฐานลูกค้าผ่านการ Collaboration ทั้งกับผู้เชี่ยวชาญและแบรนด์ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น การทำงานร่วมกับช่างแต่งหน้ามืออาชีพอย่าง “คุณโฮม” (Homeless Makeup) เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพงานผิว รวมถึงการ Collab ข้ามอุตสาหกรรมกับแบรนด์อย่าง Daddy and the Muscle Academy เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่นในวงกว้าง

นอกจากนี้ ทางแบรนด์ก็ยังมีการเปิด Pop-up Store อยู่เรื่อยๆ ช่วยให้ผู้บริโภคที่ไม่รู้จักทั้งตัวเลิฟหรือแบรนด์มาก่อน ได้มีโอกาสทดลองสินค้าและตัดสินใจจากประสบการณ์จริง

รวมถึงเรื่องของราคาสินค้าที่แบรนด์ค่อนข้างทำได้ดี ออกมาเป็นแบรนด์ไทยในราคาหลักร้อย ทำให้สามารถเข้ากลุ่มลูกค้าหลักอย่าง Frist Jobber นักเรียนนักศึกษาได้ และยังมีการร่วมมือกับ E-Commerce แพลตฟอร์มหาส่วนลดเพิ่มเติมให้ลูกค้าด้วย

‘เลิฟ’ ย้ำว่า หัวใจของแบรนด์คือการลงทุนกับ “คุณภาพสินค้า” และ “ทีมงาน” มากกว่าการทุ่มงบการตลาด โดยเลือกใช้โรงงานผลิตระดับเคาน์เตอร์แบรนด์ และใช้เวลาพัฒนาสูตรเฉลี่ย 1–2 ปีต่อสินค้าแต่ละชิ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าดีพอที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน เธอเปิดพื้นที่ให้ทีมงานราว 12 คนสามารถแสดงความคิดเห็นและโต้แย้งได้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้การตัดสินใจของแบรนด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเธอเพียงคนเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันของทั้งทีม

“เลิฟไม่ได้มองว่าความคิดของตัวเองจะถูกต้องเสมอไปแบบ 100% การมีทีมเข้ามาช่วยคิด ช่วยแลกเปลี่ยนมุมมอง ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่รอบด้านและดีที่สุด มากกว่าการตัดสินใจเพียงลำพัง เพราะทุกๆ ตำแหน่งในทีมล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น”

[ ปีนี้มีปรับภาพลักษณ์ให้ดู “โตขึ้น” พร้อมต่อยอดสินค้า Hero Product ]

สำหรับทิศทางของแบรนด์ในปีนี้ เลิฟรักเผยว่า TWENTYWENDY มีแผนปรับภาพลักษณ์ให้ดู “โตขึ้น” และ “แข็งแรงขึ้น” เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากกว่าเดิม แม้จะไม่ได้ใช้ภาพของเธอเป็นจุดขายหลักเหมือนในช่วงแรก แต่แบรนด์ยังคงรักษา DNA สำคัญเอาไว้อย่างเหนียวแน่น นั่นคือการเป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่ช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกรักและมั่นใจในตัวเอง ภายใต้แนวคิด An Ordinary Girl Loving Who She Is

ในแง่ของสินค้า เลิฟเล่าว่า แบรนด์มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอในทุกไตรมาส พร้อมกับมีโปรดักต์ย่อยออกมาตลอดทั้งปี โดยยังคงโฟกัสหมวด “งานตา” “งานผิว” และ “งานคัลเล่อ”เป็นหลัก เธอเตรียมต่อยอดจากสินค้าเรือธงอย่างมาสคาร่า ไปสู่การพัฒนาไลน์ “งานตา” ภายใต้คอลเลกชัน Be Kind To Cry ให้ครบวงจรมากขึ้น เช่น อายไลเนอร์ ขณะเดียวกันก็ขยายเข้าสู่หมวด “งานผิว” อย่างแป้งและโทนอัพ ซึ่งเริ่มได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

ด้านการพัฒนาสินค้า แบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอันดับแรก โดยเลือกทำงานร่วมกับโรงงานผลิตระดับสากลและนักพัฒนาสูตรจากต่างประเทศ เช่น เกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น เพื่อคงมาตรฐานคุณภาพในระดับเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่ยังอยู่ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้

ขณะเดียวกัน TWENTYWENDY ยังมีแผนขยายช่องทางการจำหน่ายไปสู่ Modern Trade และCollaboration ที่สากลมากขึ้นในอนาคต เสริมความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในวงกว้างมากขึ้น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ก็คงสรุปได้ง่ายๆ ว่าแนวคิดของ ‘เลิฟ’ คือการสร้าง “สินค้าที่ดีจนคนลืมว่าใครเป็นเจ้าของ” โดยใช้คุณภาพและการสื่อสารที่เข้าถึงใจผู้หญิงเป็นตัวนำทาง

สุดท้ายแล้ว ‘เลิฟ’ ทิ้งท้ายแนวคิดสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ไว้ว่า “ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ต้องเจออยู่แล้วในการทำธุรกิจ “อย่าไปกลัวความล้มเหลมหรือผิดพลาด คือถ้าเกิดแบรนด์นี้มันไม่ success ไม่เป็นไร แบรนด์ต่อไปมันต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน หากอยากทำอะไรให้ลองทำไปก่อน เพราะไม่ว่าจะเริ่มวันนี้หรือวันหน้าก็ต้องเจอสิ่งที่ต้องแก้ไขอยู่ดี ในวันที่ล้มหรือผิดพลาด ให้กลับมารักตัวเองและให้กำลังใจตัวเองเพื่อที่จะทำให้พรุ่งนี้ดีขึ้นกว่าเดิม”

“ทุกคนเป็นคนธรรมดา ที่ต้องมีการเรียนรู้ในทุกๆวันหากเกิดข้อผิดพลาด แค่ให้กำลังใจตัวเอง และอย่าลืมรักตัวเองเพื่อพรุ่งนี้ที่เราจะทำมันให้ดีขึ้น” เลิฟ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...