นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน’ กลไกพาคนเข้าระบบรัฐได้ Big Data ดูแลประชาชนได้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
“เราจะไม่บังคับใครให้เข้าสู่ระบบ แต่เราจะใช้รางวัล และความภาคภูมิใจนำ”
ในการปราศรัยใหญ่พรรคเพื่อไทย ณ ลาน Parc Paragon ใจกลางสยาม ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน’ นับเป็นการเปิดตัวนโยบายที่สร้างแรงกระเพื่อม และถือว่าย้ำจุดเด่นของพรรคเพื่อไทยซึ่งสานต่อมาจากไทยรักไทย ในฐานะพรรคการเมืองที่มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมด้านนโยบาย คิดต่อยอดนโยบายที่สำเร็จผลในต่างประเทศโดยนำมาปรับให้เข้ากับบริบทของคนไทย ทำให้นโยบายนั้นๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงและได้ผลแบบทวีคูณ
กรณีของ ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน’ หากเรามองทะลุไฮไลต์สร้างโอกาสได้เงินล้านผ่านระบบสุ่ม พูดอย่างง่ายคือคนไทยมีโอกาส ‘ถูกหวย’ แต่การได้สิทธิในรางวัลที่รัฐจะแจกวันละ 9 ล้านบาท แก่ คน 9 คน คือเราต้องอยู่ในระบบภาษีก่อน ต้องยื่นภาษี หรือจับจ่ายใช้สอยโดยมีใบเสร็จในระบบ ทำกิจการก็รายงานรายได้ตามระบบ เราทำหน้าที่พลเมืองของเราไป และในระหว่างนั้นก็มีโอกาสได้รางวัลจากทางรัฐ
นอกจากผู้ที่จ่ายภาษีแล้ว นโยบายนี้ยังสนับสนุนกลุ่มที่รัฐควรดูแล อย่างเกษตกร ผู้สูงอายุ และผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคม อย่าง อสม. และทหารผ่านศึก
นอกจากกลไกการมอบเงินล้านสร้างเศรษฐีใหม่ นโยบายนี้ถือเป็นกุศโลบายพาให้ผู้คนเห็นค่าของการทำหน้าที่พลเมือง ‘จุลพันธ์’ ยังกล่าวถึงแกนนโยบายในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการยกระดับประเทศไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูง การแก้หนี้ การสร้างบ้านเพื่อคนไทย การดูแลค่าโดยสาร ค่าไฟ ไปจนถึงการดูแลเกษตรกร รวมถึงการดูแลผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง ว่าสิ่งที่รัฐไม่มีคือ ‘ข้อมูล’ ที่ถี่ถ้วน ตรงเป้า และมีขนาดใหญ่เพียงพอ
ข้อมูลจากนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน’ จะทำให้รัฐมองเห็นแผนที่ขนาดมหึมาทั้งในเชิงกายภาพและในมิติที่สลับซับซ้อนอื่นๆ เป็นข้อมูลที่จะนำมาใช้เพื่อการตัดสินใจ เพื่อจัดสรรงบประมาณ และเพื่อออกแบบนโยบายต่างๆ ให้ตรงเป้า เข้าใจ และสามารถไปสู่เป้าหมายคือดูแลประชาชนได้อย่างถี่ถ้วนและมีประสิทธิภาพ
1. ให้รางวัลประชาชนเพื่อเป็นแรงจูงใจเข้าระบบ คือการอุดรูโหว่ยักษ์ของระบบภาษีไทย
โดยเนื้อหาของนโยบายสร้างเศรษฐีใหม่ คือการคิดต่อยอดจากนโยบาย Uniform Invoice Lottery System นโยบายนวัตกรรมซึ่งถือเป็นอีกหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่ริเริ่มโดยประเทศไต้หวันในปี 1951 วิธีการของไต้หวันคือการจูงใจให้ร้านค้าเข้าระบบภาษี ด้วยการทำให้ใบเสร็จที่อยู่ในระบบภาษี ลุ้นรางวัลได้ โดยรัฐจะออกรางวัลทุกสัปดาห์ มูลค่ารางวัลอยู่ที่ราว 500,000 บาทไทย
ผลคือนโยบายไต้หวันได้ผลในหลายมิติ ประการแรกคือการจูงใจร้านค้าต่างๆ ให้เข้าสู่ระบบภาษี มีรายงานว่าหนึ่งปีหลังจากเริ่มใช้นโยบาย ไต้หวันเก็บภาษีเกี่ยวกับการค้าได้มากขึ้นถึง 75% โดยเพิ่มจาก 1.5 ล้าน ไปสู่ 2.6 ล้าน
หากย้อนกลับมาดูประเด็นปัญหาที่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลของไทย ตัวเลขสูง 9 ล้านล้านบาท คือมูลค่าของเศรษฐกิจไทยที่อยู่นอกระบบภาษี และหากย้อนดูมูลค่าภาษีทางอ้อมในปีภาษี 2567 ซึ่งส่วนใหญ่คือภาษีมูลค่าเพิ่ม คือภาษีที่เก็บจากการบริโภค มีตัวเลขรายได้สูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท
ด้วยความเข้าใจและการคิดต่อยอดกลไกจากการทำสลากของไต้หวันในทศวรรษ 1950 พรรคเพื่อไทยต่อยอดการออกรางวัล โดยให้มีรางวัลในทุกๆ วัน หากเราคำนวณงบประมาณโดยคร่าวของนโยบายนี้จะพบว่า งบประมาณในการสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน คือเอา 9 ล้านบาท คูณ 365 ตีเป็นงบประมาณ 3.3 พันล้านบาท หากประเมินว่า รายได้จากการจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี เฉพาะรายได้จาก VAT เพิ่มขึ้น 10% รัฐอาจเก็บรายได้เพิ่มขึ้นถึง 160,000 ล้านบาท
หากเทียบกับการลงทุนของรัฐที่ 3 พันล้านบาท พบว่าคิดเป็นผลตอบแทนที่สูงถึง 45 เท่า
2. มองเห็นเส้นทางภาษีที่ประชาชนจ่ายไป ผ่านนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน’
จุดเด่นที่สุดของพรรคเพื่อไทย อยู่ในสโลแกน ‘หัวใจคือประชาชน’ อาจด้วยหลักการของการทำนโยบายโดยคิดถึงประชาชนเป็นแก่นแกน หรืออาจด้วยการยืนระยะ ทั้งประสบการณ์การบริหารและการทำงานกับพื้นที่ประชาชนอยู่เสมอ ทำให้หัวใจของนโยบายนี้เองก็ยืนอยู่บนหลักการนี้เช่นเดียวกัน
เพียงแค่คุณเป็นคนไทย ซื้อของกินของใช้ กินอาหาร อยู่ในประเทศไทย ก็รู้สึกว่าได้รางวัลแล้ว และสำหรับเราๆ ท่านๆ ที่ทำหน้าพลเมืองพื้นฐานคือการยื่นภาษี เท่านี้ 365 วันของปีภาษีนั้น เราก็มีสิทธิที่จะได้รางวัลพิเศษจากรัฐ
ในกรณีนโยบายต้นแบบของไต้หวันนั้นมีงานศึกษาพบว่า ตัวนโยบายแต่เดิมเองก็เกิดผลเชิงบวกต่อสังคมในแง่ต่างๆ อย่างเช่น รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องขึ้นภาษี การใช้กลไกเพื่อให้อำนาจผู้ซื้อในการเลือกและผู้ค้าต้องเข้าสู่ระบบ ซึ่งคือสิ่งควรทำ ทั้งหมดนี้ทำให้นโยบายเดียวส่งผลเชิงบวกในหลายมิติ ไม่ใช่เพียงมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองและบทบาทของประชาชน
กรณีข้อเสนอของเพื่อไทย คือการเสนอให้มีรางวัลพิเศษซึ่งมอบให้กับกลุ่มที่เรามองและเข้าใจร่วมกันควรได้รับรางวัลเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น เช่น เกษตกร อาสาสมัครที่ดูแลหรือทำประโยชน์รวมถึงเป็นกลุ่มหน้าด่านในการดูแลทั้งในยามวิกฤติและยามปกติ และผู้สูงอายุ ทั้งหมดหากอ้างอิงจากกรณีไต้หวัน แรงจูงใจเชิงบวกอาจนำไปสู่การที่ทำให้เรามองเห็นการไหลไปของเงินที่เราจ่ายให้รัฐ ไปสู่กลุ่มที่สังคมพึงดูแล ทั้งหมดนี้ประชาชนไม่ได้เสียอะไร ร้านค้าก็ไม่ได้เสียอะไร
กลไกใหม่ที่เพื่อไทยนำเสนอ จึงเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการอยู่ในระบบภาษี เราเห็นตัวกลไกที่ดูแลโอบอุ้มคนทุกกลุ่ม ทั้งยังให้รางวัลที่เรามีสิทธิได้ด้วย เมื่อนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน’ เชื่อมโยงเป็นระบบกับนโยบายอื่นๆ เห็นการทำงานกับเงินภาษีที่มีประสิทธิภาพ กลายเป็นการลงทุน กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนที่เคยยากลำบาก ทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่การลบมายาคติเรื่องจ่ายภาษีแล้ว ‘มองไม่เห็น’
3. กลไกที่ทำให้รัฐมองเห็นผู้คนเพื่อดูแลประชาชนได้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ คำตอบว่าทำไมต้องมีนโยบายนี้
ข้อความหนึ่งที่ถูกพูดถึงในเวทีปราศรัยโดย ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ คือการกล่าวถึงประเทศไทยในปี 2030
การเสนอนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน’ จึงสอดคล้องกับการชูธงของ ‘ยศชนัน’ ที่มุ่งใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการนำพาประเทศไปสู่ความฝันของอนาคต โดยคำปราศรัยของ ‘จุลพันธ์’ เองก็ได้กล่าวถึงความสำคัญของการมีชุดข้อมูลหรือ Big Data ที่จะเป็นกระดูกสันหลังของทุกนโยบาย และเป็นแกนกลางของการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน
การปรับเอานโยบายนวัตกรรมจากเกือบ 80 ปีก่อน มาปรับใช้ในปี 2026 จึงเป็นอีกจังหวะที่เพื่อไทยได้ใช้หลักการเดิม เพิ่มเติมคืออัพเกรดให้เข้ากับคนไทย ประกอบกับความพร้อมด้านเทคโนโลยี ที่เทคโนโลยีอย่าง AI และการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เริ่มมีราคาเหมาะสม มีความน่าเชื่อถือและมีหลายประเทศนำมาใช้งานได้จริง อย่างการทำรัฐบาลดิจิทัลในประเทศเอสโทเนีย (e-Government) ที่เป็นทั้งการทำให้ระบบบริหารและการบริการของรัฐโปร่งใส เข้าถึงง่าย เชื่อมข้อมูลได้จริง
ประเทศไทยเองจึงอยู่ในจังหวะที่เทคโนโลยีของโลกพร้อมทำในสิ่งที่ไม่เคยทำได้ให้เป็นจริง ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้เก็บข้อมูลจากใบเสร็จจำนวนมหาศาลในทุกๆ วัน และเทคโนโลยีในการออกรางวัลและจ่ายรางวัล
กรณีนี้ ‘กำไร’ ที่รัฐจะได้ คือ ‘ข้อมูล’ จำนวนมหาศาลที่จะทำให้รัฐมองเห็นในสิ่งที่ไม่เคยมองเห็น รัฐจะมองเห็นความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชนิดเรียลไทม์ รัฐบาลด้วยนโยบายเช่น AI for All อาจมีระบบวิเคราะห์และรายงานบางข้อมูลที่จะทำให้มองเห็นและเข้าใจประเทศไทยทั้งในเชิงพื้นที่ และในเชิงมิติที่เราอาจไม่เคยเข้าใจความเป็นไปต่างๆ มาก่อน เพื่อรัฐเองจะได้ดูแลพื้นนี้นั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
หรือกรณีพี่น้องเกษตรกรที่รัฐไม่เคยมีข้อมูล การให้แรงจูงใจและชวนพี่น้องเกษตรกรเข้ามาลงทะเบียน เพียงแค่ระบุตัวตนและฐานรายได้ว่าพี่น้องเกษตรกรอยู่ที่ไหนบ้าง อาจนำไปสู่การมองเห็นบริบทอื่นๆ ผ่านข้อมูลมิติอื่นๆ ที่รายล้อม เพียงเท่านี้รัฐก็จะมองเห็นผู้คนของตัวเองได้ถี่ถ้วนขึ้น เข้าใจประชาชนได้มากขึ้น
นอกจากกรณีพี่น้องชาวนา การจัดเก็บข้อมูลการซื้อขายจำนวนมหาศาลในทุกๆ พื้นที่ ในทุกๆ วินาที คือการ ‘สร้างความเจริญได้โดยไม่ต้องคาดเดา’ คือการเห็นข้อมูลทั้งหมด เรียกว่าเห็นทั้งเมือง ทั้งคนไปพร้อมๆ กัน
หากมองในมุมของการตลาด ข้อมูลความเคลื่อนไหวของเมือง ของผู้คน ของทุกธุรกรรม นับเป็นข้อมูลที่มากกว่าคำว่าล้ำค่า ด้วยข้อมูลที่จะมองเห็นจากนโยบายนี้ เราอาจเข้าใจเงื่อนไขหรือบริบทที่ไม่เคยมองเห็นและเข้าใจมาก่อน อย่างเงื่อนไขที่ย่านหนึ่งเติบโตหรือซบเซา การมีตัวเลขที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขตายตัวของพลเมือง ทำให้เราอาจเห็นไปถึงรสนิยม ไลฟ์สไตล์ และอิทธิพลอื่นๆ ของทั้งสิ่งแวดล้อม บริการของรัฐ และอีกร้อยพันเงื่อนไขที่อาจทำให้รัฐมองเห็นจุดบอดหรือโอกาสที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนและประเทศไทยได้
ในที่สุดข้อมูลจากนโยบายนี้จะทำหน้าที่เหมือนจิ๊กซอว์สำคัญที่เชื่อมต่อไปถึงนโยบายสำคัญทั้งหมดของพรรคเพื่อไทย รถไฟฟ้า 20 บาท การวางโครงข่าย Feeder ไปจนถึงการสร้างบ้านเพื่อคนไทย บ้านราคาเข้าถึงได้
ด้วยความเข้าใจพฤติกรรมจาก Big Data ที่ได้จากการทำนโยบายนี้ นโยบายที่ว่าดีอยู่แล้ว อาจยกระดับให้ดียิ่งขึ้นได้อีก รถไฟฟ้า 20 บาท อาจได้รับการวางผังและเส้นทางการพัฒนา การออกแบบและลงทุนที่พักอาศัยด้วยบ้านเพื่อคนไทยที่มีรายละเอียดมากขึ้น ออกแบบเพื่อรองรับและขับเคลื่อนย่านที่มีระบบรางเป็นหัวใจ หรือการมองเห็นบริบทรอบๆ ที่เราอาจเข้าใจว่ากลุ่มคนที่เราอยากให้เติบโตแข็งแรง จะเติบโตได้ด้วยอะไร เราต้องการพื้นที่สันทนาการแบบไหน จะบ่มเพาะกิจการแบบไหน อย่างไร กระทั่งจะออกแบบหน้าตาของเมือง ของอาคาร ของสนามกีฬา ที่จะการันตีว่าเมืองจะกระจายตัวออกไป และมีหน้าตาเงื่อนไขที่ผู้อยู่อาศัยจะมีความสุข ไม่กลายเป็นเมืองร้าง
และไม่แน่ว่า Big Data จากนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน’ อาจพาประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางที่เราติดหล่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 กลายมาเป็นประเทศที่มีรายได้สูงอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ในอนาคต
อ้างอิงข้อมูลจาก