ปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" กระทบไทย น้ำมันเสี่ยงบวก 20 บาท สำรองแค่ 2 เดือนอาจไม่พอ ?
ราคาน้ำมันไทย มีสิทธิ บวกขึ้นอีก 20 บาทต่อลิตร หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด 100% สถานการณ์พลังงานในไทยจะเป็นยังไงจากนี้ ทางรอดที่รัฐบาลควรเร่งมีอะไรบ้าง
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ วิเคราะห์สถานการณ์ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถึงผลกระทบต่อคนไทย
“สิ่งที่คนไทยจะกระทบ ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่กระทบราคาข้าวทุกจาน และค่าไฟแพงขึ้น” รศ.ดร.อัทธ์ ระบุ
“เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องไหลผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 52.6% จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นหลัก ตามมาด้วยซาอุดีอาระเบียและกาตาร์”
ประเทศเหล่านี้” ไม่มีทางออกทะเลอื่น" นอกจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเราไม่ได้นำเข้าแค่น้ำมันดิบ แต่ไทยนำเข้า ปุ๋ยเคมี และ ก๊าซธรรมชาติ จากตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน
ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงแค่ไหน
ดร.อัทธ์ วิเคราะห์เลยว่าเราจะได้เห็นราคาน้ำมันดิบโลก มีโอกาสพุ่งขึ้นไปแตะถึง 120-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถเปิดได้ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์อาจเป็นแบบนี้อย่างน้อย 4 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน
ราคาน้ำมันไทยจะเป็นอย่างไร ?
อาจบวกได้อีก 20 บาท หรือ ราคาอาจทะลุไปถึง 60 บาทต่อลิตร กรณีที่ ช่องแคบยังปิดอยู่ตลอด 1 เดือนนี้ แต่กรณีหากสถานการณ์คลี่คลาย หรือ มีการเปิดช่องแคบได้หลังจากนี้
ราคาน้ำมันดิบโลกก็อาจอยู่แถวๆ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันในไทย ก็อาจจะบวกเพิ่ม 5-10 บาทต่อลิตร ได้
นานแค่ไหน?
ตามที่ทรัมป์ประกาศเพราะหากลากยาว จะยิ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และเข้าทาง อิหร่าน ที่ต้องการเล่นเกมยาว และ กดดันสหรัฐฯ ให้เป็นสงครามที่ราคาแพง
ด้วยการ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้ได้นานที่สุด แต่จะปิดได้นานแค่ไหน ก็อยู่ที่ ความอึดของอิหร่านเช่นกัน
เพราะการปิดช่องแคบ ส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของอิหร่านเช่นกัน ที่ต้องส่งออกน้ำมันไปขายจีน ที่นำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน สูงถึง 80% แต่อิหร่านอาจยังพอส่งออกน้ำมันได้มากกว่าชาติอื่น เพราะมีอีกช่องทาง โดยไม่ต้องผ่าน ฮอร์มุซ คือ ท่อส่งน้ำมัน ไปยังเมืองจัสก์ (Jask) หากท่อเหล่านั้นยังไม่ถูกทำลาย
ไทยกระทบอะไรอีก?
- ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น จากการนำเข้า ก๊าซธรรมชาติ ไม่ได้ ไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจาก กาตาร์ มาผลิตเป็นไฟฟ้าถึง 60-70% เมื่อช่องแคบถูกปิด ค่าไฟจะปรับตัวสูงขึ้น 1.50 - 2.50 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟรวม มีโอกาสพุ่งไปแตะระดับ 5 บาทกว่าต่อหน่วยได้
- ราคาปุ๋ยเคมีสูงขึ้น: กระทบ "ต้นทุนจานข้าวคนไทย" เรานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางสูงถึง 42% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด การปิดช่องแคบนี้ส่งผลทำให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้น กระทบราคา ข้าว ผัก และอาหารทุกอย่างบนโต๊ะคนไทยแพงขึ้น
- ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ตามไปอีกประมาณ 5-10 บาท ผลจากราคา ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง น้ำมัน ไฟฟ้า ปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 1 - 2 เดือนนี้
"น้ำมันสำรองของไทย" อยู่ได้อีกนานแค่ไหน
ก่อนข่าวช่องแคบถูกเปิดทางพฤตินัยจะเผยออกมา
ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า เรามีน้ำมันสำรองใช้อย่างอุ่นใจได้รวม 60 วัน แบ่งเป็นน้ำมันที่เก็บอยู่ในคลัง 4,877 ล้านลิตร (ใช้ได้ 38 วัน) และยังมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งผ่านจุดเสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซมาแล้ว บวกกับแหล่งอื่นอีกรวม 2,783 ล้านลิตร (ใช้ได้อีก 22 วัน)
จากการลงพื้นที่สุ่มตรวจวัดปริมาณน้ำมันจริงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มั่นใจได้ว่าปริมาณน้ำมันสำรองของไทยยังคงเพียงพอ
แต่ รศ.ดร.อัทธ์ตอบว่า ปริมาณเท่านี้เพียงพอสำหรับสถานการณ์ปกติ 2 เดือน แต่ขณะนี้สถานการณ์ไม่ปกติ การมีน้ำมันสำรองเพียง 2 เดือนถือว่าเสี่ยงมาก ตัวเลขที่เหมาะสม ควรมีสำรองไว้ 6 เดือน แต่ถามว่า จะหมดหรือไม่ ถือว่าเสี่ยง
แต่ยังมีสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำและทำได้
- ห้ามส่งออกน้ำมันเด็ดขาด: การประกาศระงับส่งออกเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว แต่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวดทุกประเทศ แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะส่วนต่างกำไรที่สูงอาจทำให้เกิดการลักลอบได้
- กระจายแหล่งซื้อน้ำมันด่วน: ต้องรีบเจรจาซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลาง เช่น อาเซียน (มาเลเซีย, อินโดนีเซีย), แอฟริกา, สหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งพิจารณาน้ำมันจากรัสเซีย (แบบที่อินเดียทำ) เพื่อป้องกันน้ำมันขาดแคลนใน 1-2 เดือนนี้
- รัฐบาลควรออกกฎกติกา จำกัดปริมาณการซื้อน้ำมัน เพื่อป้องกันการแห่กักตุนน้ำมัน
- ควบคุมราคาสินค้า: รัฐต้องเข้าไปดูแลไม่ให้มีพ่อค้าฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าขึ้นเกินจริงเพื่อซ้ำเติมประชาชน
- ออกมาตรการเยียวยา: เช่น การอุดหนุนค่าเดินทาง รถเมล์ หรือรถสาธารณะฟรี เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน
ประชาชน ไม่แนะนำให้ตื่นตระหนกและไปซื้อน้ำมันมาเก็บตุน เพราะนอกจากจะอันตรายแล้ว ยังเป็นการเร่งให้น้ำมันสำรองของประเทศลดลงและหมดเร็วยิ่งขึ้น
เป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐฯ ชัดเจนเลยคือ America first การเจรจาเป็นแค่ พิธีกรรมบังหน้า แต่ใจจริง ทรัมป์ ต้องการให้เกิดสงคราม เพื่อนำไปสู่ "การเปลี่ยนระบอบการปกครองในอิหร่าน" เป็นประธานาธิบดี
ทรัมป์เล่นเกมเสี่ยง เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง โดยมียุทธศาสตร์ลึก ๆ คือ ช่วยอิสราเอลก่อน (Israel First) เพื่อปูทางกลับมาสู่ผลประโยชน์ของอเมริกา (America First)
หากสหรัฐฯ ล้มล้างรัฐบาลอิหร่านได้ บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะเข้าไปลงทุนได้ ได้น้ำมัน ได้แร่หายาก
และชาวอเมริกันจะได้ใช้น้ำมันราคาถูก และทรัมป์จะได้ผลงานชิ้นโบแดง เคลมได้ว่า หารายได้เข้าประเทศได้เพิ่ม ทำให้ชาวอเมริกันใช้น้ำมันราคาถูก กำจัดภัยคุกคามของชาวอเมริกันได้สำเร็จ และ อาจช่วยเพิ่มคะแนนนิยมในตัวเขาช่วงปลายปีนี้ได้อีก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- อิหร่านให้คำมั่นกับทางการจีนจะทำทุกวิถีทางปกป้องชาวจีนในอิหร่าน
- "โบรกฯ" เปิด Upside หุ้นพลังงานต้นน้ำ "ช่องแคบฮอร์มุส" ชี้ชะตาพลังงานโลก
- "เนทันยาฮู" ย้ำถึงสงครามอิหร่าน "ไม่ยืดเยื้อแต่ใช้เวลา"
- ฉายภาพ "สงครามอิหร่าน" ผ่านอินโฟกราฟิก จากปิดช่องแคบฮอร์มุซ-คนไทยต่างแดนอยู่ไหนบ้าง
- ประเทศเอเชียเสี่ยงสูงสุด หากเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกรบกวน