พัฒนาการศึกษา นักเรียนนอก นักเรียนทุน ความคิดการเมือง
บทความพิเศษ
พัฒนาการศึกษา
นักเรียนนอก นักเรียนทุน
ความคิดการเมือง
Batson ระบุว่า สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเพราะนโยบาย “ปลดข้าราชการ” ในต้นรัชกาล ทำให้บัณฑิตที่มีการศึกษาดีว่างงานมากขึ้น หนทางที่รัฐบาลคิดได้วิธีหนึ่งคือ เพิ่มค่าเล่าเรียนในระดับมัธยมและอุดมศึกษา
พร้อมกับลดค่าเล่าเรียนในระดับประถม เพื่อจะได้ขยายฐานทางการศึกษาระดับล่างให้กว้างขึ้นและระดับบนให้แคบลง
และได้ทำเชิงอรรถลงลึกไปยังรายละเอียดผ่านรายงานการประชุมของที่ประชุมสภาเสนาบดี วันที่ 22 February 1927 ใน กจช. ร.7 ศ.1/36 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตคัดค้านเรื่องนี้
โดยอ้างว่า ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลควรจัดการเรื่องการศึกษาให้ฟรี
ในขณะที่คนอื่นๆ ตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลต้องขึ้นราคาในหลายๆ เรื่องอยู่แล้ว
ในที่สุด ก็ได้ทิ้งค่าเล่าเรียนให้อยู่ในอัตราเดิมต่อไป
พัฒนาการทางการศึกษาอีกด้านหนึ่งคือ ผู้หญิงมีโอกาสมากขึ้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเริ่มรับผู้หญิงเข้าศึกษา และผู้หญิงก็เริ่มเข้าทำงานในอาชีพต่างๆ เช่น กฎหมาย
เดิมทีนั้นเก็บไว้ให้ผู้ชาย ผู้หญิงได้รับอนุญาตเป็นครั้งแรกให้เข้าแข่งขันชิงทุนที่ทรงเกียรติ คือ ทุนคิงส์
พัฒนาการการศึกษา
พัฒนาสังคมความคิด
จํานวนโรงเรียนก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในทุกระดับ โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเปลี่ยนเป็นโรงเรียนวชิราวุธ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทย ก็ได้เริ่มขยายหลักสูตร และเริ่มกลายเป็นสถาบันที่มีผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่แท้จริง
ไม่ใช่เป็นแต่เพียงในนามเท่านั้น
เชิงอรรถของ Batson เท้าความให้รู้ด้วยว่า ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการรวมโรงเรียนหลายแห่งเข้าด้วยกัน สถาปนาขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 1924 นาย W.A.Graham ที่ปรึกษาทางด้านการศึกษาของรัฐบาลได้เขียนถึงมหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้ว่า
“ข้อผิดพลาดใดๆ อันที่จะเกิดจากความโง่เขลาหรือขาดประสบการณ์ได้ถูกขจัดไปจนหมดสิ้น” (Siam 3rd (London,1924))
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการทางการศึกษาที่น่าสนใจกลับมิใช่ที่เกิดขึ้นในสยาม
แต่เกิดขึ้นในหมู่พวกนักเรียนไทยในต่างแดน และกลายมามีผลที่สำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของสยาม
ปลายสมัยรัชกาลที่ 6 มีรายงานว่า มีนักเรียนทุน 301 คน ในอังกฤษ 47 คน สหรัฐอเมริกา และ 24 คนในฝรั่งเศส ที่เหลือนอกนั้นกระจัดกระจายกันอยู่ตามประเทศต่างๆ
นอกเหนือจากพวกนักเรียนทุนก็มีนักเรียนที่ไปโดยทุนส่วนตัว
ส่วนใหญ่แล้วนักเรียนที่อยู่ในต่างประเทศมาจากพระราชวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่
Batson อ้างข้อมูลจาก กจช. ร.7 ด.99/4 ว่า
รายชื่อที่จัดไว้ในปี 1928 ของนักเรียนไทย 169 คนในประเทศอังกฤษ มี 50 ชื่อที่เป็นเชื้อพระวงศ์ในระดับฐานันดรต่างๆ
นอกนั้นก็มีมาจากครอบครัวที่จัดว่าอยู่ในลำดับผู้นำในจังหวัดอยู่หลายนาม
อังกฤษยังคงเป็นสถานที่ที่คนไทยชอบไปศึกษามากที่สุด แต่สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสที่เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ค่อยจะมีใครไปเพราะระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ
ก็เริ่มมีคนสนใจมากขึ้นของกลุ่มที่เมื่อก่อนเคยไปรัสเซีย เยอรมัน หรือประเทศอื่นๆ ในยุโรป
ดังปรากฏหลักฐานในหนังสือพิมพ์ Bangkok Times ฉบับประจำวันที่ 2 มีนาคม และฉบับประจำวันที่ 16 มกราคม 1929 ยืนยันว่า ในปี 1929 สมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกามีสมาชิก 17 คน
ในขณะที่การประชุมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในกรุงเทพมหานครมีผู้เข้าร่วมประชุม 125 คน
สถานการณ์ทางการเงินที่ฝืดเคืองในช่วงกลางทศวรรษ 1920 เริ่มทำให้จำนวนนักเรียนทุนรัฐบาลไปต่างประเทศน้อยลง และเริ่มมีการทบทวนปัญหาของการศึกษาในต่างประเทศเพราะค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
ได้มีการตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วยหม่อมเจ้าไตรทศประพันธ์ (กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย) พระองค์เจ้าศุภโยค และพระองค์เจ้าธานีนิวัตขึ้นเพื่อพิจารณาปัญหานี้
และต้นรัชกาลที่ 7 ได้มีการขอคำแนะนำจากผู้รู้ในสาขานี้ รวมทั้งจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ มหิดลอดุลยเดช พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ นายดับบลิว.เอ. เกรแฮม
นายนอร์แมน ซัทตัน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาในกรุงเทพมหานคร และกรมพระกำแพงเพ็ชรฯ Batson ได้อ้างอิงแฟ้มบันทึกการประชุมของคณะกรรมการสภาเสนาบดี ข้อสังเกตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใน กจช. ร.7 รล.10/1 ซึ่งมีความหนาถึง 365 หน้า
พร้อมกับอรรถาธิบายเพิ่มเติม
พัฒนาการนักเรียนนอก
พัฒนาการนักเรียนทุน
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงได้รับการศึกษาทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
เริ่มแรกทรงศึกษาทางด้านการทหาร ต่อมาเปลี่ยนเป็นทางการแพทย์
พระองค์เป็นพระอนุชาแท้ๆ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปี 1895 ก่อนที่จะได้ขึ้นครองราชย์
และตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 1924 นับว่าทรงเป็นองค์รัชทายาทตราบใดที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชโอรส อย่างไรก็ตาม กฎมณเฑียรบาลนี้จะใช้ได้เฉพาะในกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้แต่งตั้งองค์รัชทายาท
และเนื่องจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ยังทรงพระเยาว์ มีประสบการณ์ด้านการปกครองน้อย และเป็นที่รู้ๆ กันว่ามีพระทัยเอนเอียงไปทางด้านความคิดทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกัน
จึงเป็นที่คาดกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคงจะแต่งตั้งสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นรัชทายาทแทน
ในปี 1926 ทูตอังกฤษตั้งข้อสังเกตว่า แม้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ จะเป็นผู้สืบสันตติวงศ์โดยถูกต้อง “แต่ไม่เคยมีใครคิดว่าพระองค์จะได้ครองราชย์ พระองค์เป็นบุคคลที่เฉลียวฉลาด ไม่อยู่กับร่องกับรอย
และแสดงออกว่าทรงนิยมความคิดก้าวหน้าแบบอเมริกัน”
ในปี 1927 ทูตอังกฤษอีกคนหนึ่งรายงานว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงพระองค์คงเป็นคนที่จะต้องนำความคิดให้มีการใช้สิทธิเลือกตั้งเข้ามาใช้ทันที”
เป็นที่น่าสงสัยว่าการขึ้นครองราชย์ของพระองค์จะเป็นสิ่งที่ดีต่อสยามหรือไม่
Batson อ้างหลักฐานจาก GB, F 1298/78/40 19 February 41926 Greg to Chamberlain และ GB, F 1903/1903/40 28 February 1927 Waterlow to Chamberlain
ทั้งยังอ้างเอกสาร US, 892.00 P.R./11 11 February 1928 ระบุว่า ในปี 1928 ทูตอเมริกันได้รายงานว่าเป็นที่คาดกันว่า สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต จะเป็นรัชทายาท
ขณะเดียวกัน เชิงอรรถให้ความเห็นด้วยว่า หนังสือพิมพ์มักจะอ้างถึง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงเป็นรัชทายาท
พระองค์มีความสนพระทัยและประสบความสำเร็จในทางการแพทย์และสาธารณสุขของสยาม
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์สิ้นพระชนม์ก่อนเวลาอันควรในปี 1929 ทำให้ข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานภาพของพระองค์หมดสิ้นไป และทำให้สถานภาพของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตดูจะมั่นคงขึ้น
หรืออาจจะเป็นพระองค์เจ้าจุมภฎพงษ์บรพัตร พระโอรสก็ได้ที่น่าจะเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พัฒนาการศึกษา นักเรียนนอก นักเรียนทุน ความคิดการเมือง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly