โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เก็บ 'ภาษี AI' ไปสร้าง 'รัฐสวัสดิการ'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 02.34 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 02.33 น.

บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน

เก็บ ‘ภาษี AI’ ไปสร้าง ‘รัฐสวัสดิการ’

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI (Artificial Intelligence) หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” สามารถทำงานแทนมนุษย์

ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เมื่อแรงงานมนุษย์ถูกแทนที่ด้วย AI แล้ว รัฐควรมีมาตรการใดเพื่อรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจและสังคม

หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือการจัดเก็บ “ภาษี AI”

การจัดเก็บ “ภาษี AI” เป็นแนวคิดที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์ในยุโรป เพื่อนำรายได้จาก “ภาษี AI” ไปสร้างเป็น Universal Basic Income (UBI) หรือ “สวัสดิการถ้วนหน้า” ในยุคสังคมสูงวัย

แนวคิดนี้มีรากฐานจากการถกเถียงเรื่อง “ภาษีหุ่นยนต์” หรือ Robot Tax ที่ Bill Gates เคยเสนอไว้

โดย Bill Gates มองว่า หาก “หุ่นยนต์” หรือ AI เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ บริษัทที่ใช้ Technology เหล่านี้ควรถูกเก็บภาษีในอัตราที่ใกล้เคียงกับภาษีแรงงาน เพื่อชดเชยรายได้ภาษีที่รัฐสูญเสียไปจากการลดลงของแรงงานมนุษย์ และเพื่อสร้างกองทุนสวัสดิการสังคมใหม่

แนวคิดนี้ถูกต่อยอดไปสู่การจัดเก็บ “ภาษี AI” โดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้รัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานในอนาคต

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโลกของเราก้าวเข้าสู่ยุค “สังคมสูงวัย” การจัดเก็บ “ภาษี AI” จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ขณะที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐจึงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ และการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น

หากปล่อยให้บริษัทสร้างผลกำไรจาก AI โดยไม่ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม ความเหลื่อมล้ำทางรายได้จะยิ่งขยายตัว และรัฐจะขาดทรัพยากรในการดูแลประชาชนที่ไม่มีงานทำ หรือมีรายได้ลดลงจากการถูกแทนที่ด้วย AI

การจัดเก็บ “ภาษี AI” เพื่อนำไปสู่ UBI จึงเป็นการสร้าง “สัญญาสังคมใหม่” (New Social Contract) ที่สอดคล้องกับแนวคิดของ LSE Business Review ซึ่งชี้ว่า UBI ไม่ใช่เพียงมาตรการทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมและจิตใจให้กับประชาชน

เมื่อมนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเหมือนเดิม แต่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยรัฐจัดสรรรายได้พื้นฐานให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม

หากภาษี AI ถูกนำมาใช้จริง รายได้จาก “ภาษี AI” จะถูกจัดสรรไปใช้ในหลายด้าน เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า (UBI) : มนุษย์ทุกคนจะมีรายได้ขั้นต่ำ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

สวัสดิการด้านสุขภาพ : ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย, ด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะใหม่ : เพื่อให้มนุษย์สามารถปรับตัว และทำงานร่วมกับ AI ได้ในอนาคต

ด้านการพักผ่อน และการท่องเที่ยว : มนุษย์สามารถใช้ชีวิตเพื่อความสุข และการเติมเต็ม ไม่ใช่เพียงเพื่อการทำงานหาเลี้ยงชีพ

อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมาย “ภาษี AI” ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การกำหนดนิยามว่า “AI” ที่ต้องเสียภาษีคืออะไร?

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดเก็บ “ภาษี AI” แบบ “ข้ามชาติ” เมื่อบริษัท Technology มีฐานอยู่ทั่วโลก และการป้องกันไม่ให้ “ภาษี AI” กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม

ซึ่งเป็นข้อถกเถียงที่นักเศรษฐศาสตร์จาก IZA Policy Paper ได้ชี้ให้เห็นว่า การออกแบบระบบภาษีต้องมีความสมดุลระหว่างการสร้างรายได้ให้รัฐกับการส่งเสริมการลงทุนด้าน Technology

หากมองในภาพรวม การจัดเก็บ “ภาษี AI” เพื่อสร้าง UBI ในยุคสังคมสูงวัย เป็นแนวคิดที่สะท้อนถึงการปรับตัวของมนุษยชาติต่อการเปลี่ยนแปลงทาง Technology และประชากร

เป็นการสร้างโลกที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อความอยู่รอด แต่สามารถใช้ชีวิตเพื่อความสุข ความสร้างสรรค์ และการพัฒนาตนเอง โดยมี “รัฐสวัสดิการ” ที่มั่นคงรองรับ ซึ่งเงินได้จาก “ภาษี AI” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้วิสัยทัศน์นี้ปรากฏเป็นจริงได้

ในยุโรป การถกเถียงเรื่อง “ภาษีหุ่นยนต์” (ภาษี AI) เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ เสนอให้มีการเก็บภาษีจากบริษัทที่ใช้หุ่นยนต์หรือ AI แทนแรงงานมนุษย์ เพื่อชดเชยรายได้ภาษีแรงงานที่หายไป และนำเงินไปใช้ในระบบสวัสดิการ

แนวคิดนี้สะท้อนถึงความพยายามของยุโรปในการรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมกับการปกป้องสิทธิของประชาชน

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา แม้จะยังไม่มีการจัดเก็บ “ภาษี AI” โดยตรง แต่ก็มีการทดลองโครงการ UBI ในหลายรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย และนิวยอร์ก โดยใช้เงินจากงบประมาณ หรือภาษีท้องถิ่น เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ของการจัดสรรรายได้พื้นฐานให้ประชาชน

การเปรียบเทียบทั้ง 2 ภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า ยุโรปเน้นการสร้างระบบภาษีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ขณะที่สหรัฐเน้นการทดลองเชิงนโยบายเพื่อหาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

หากกล่าวในแง่ของผลกระทบที่ AI มีต่อแรงงาน สามารถพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันไป

เช่น ภาคการผลิต และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจาก “หุ่นยนต์” สามารถทำงานแทนแรงงานทักษะต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ภาค Logistics และขนส่ง ก็กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยระบบอัตโนมัติ และยานยนต์ไร้คนขับ ได้เข้ามาลดความต้องการคนขับรถที่เป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการคลังสินค้า

ส่วนภาคบริการทางการเงิน ก็กำลังถูก AI เข้ามาแทนที่ในงานวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดการธุรกรรม ชนิดที่เรียกว่า เกือบ 100% แล้ว อย่างไรก็ดี ภาคการเงินยังคงต้องการแรงงานมนุษย์ในงานเชิงกลยุทธ์ และการตัดสินใจที่ซับซ้อนอยู่ในปัจจุบัน

ขณะที่ภาคสาธารณสุข แม้จะได้รับประโยชน์จาก AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย และช่วยวินิจฉัยโรค อย่างไรก็ดี AI ยังไม่สามารถแทนแรงงานมนุษย์ได้ เช่น งานดูแลผู้สูงอายุ หรือจิตบำบัด

ส่วนภาคการศึกษา แม้ AI จะสามารถช่วยสอน และประเมินผลได้ แต่ครูยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างทักษะทางสังคม และการคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็กๆ อยู่

ดังนั้น การออกแบบระบบ UBI เพื่อรองรับ “ภาษี AI” ที่เหมาะสมกับสังคมสูงวัยทั่วโลก จึงต้องคำนึงถึงหลายมิติ นอกจาก “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” หรือ UBI ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ประชาชนทุกคนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลา รัฐต้องจัดสรรงบประมาณจาก “ภาษี AI” เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และการดูแลระยะยาว

ดังนั้น การดูแลผู้สูงอายุควรถูกบูรณาการเข้ากับระบบ UBI ผ่านบริการสังคม เช่น บ้านพักผู้สูงอายุ การดูแลที่บ้าน และการสนับสนุนผู้ดูแล เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นอกจากนี้ UBI ยังควรสนับสนุนการศึกษา และการพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อให้แรงงานวัยกลางคนสามารถปรับตัว และทำงานร่วมกับ AI ได้ในอนาคต

ทั้งนี้ การออกแบบระบบดังกล่าวต้องมีความยืดหยุ่นตามบริบทของแต่ละประเทศ โดยคำนึงถึงระดับรายได้ประชาชาติ โครงสร้างประชากร และระบบภาษีเดิมที่มีอยู่

การจัดเก็บ “ภาษี AI” เพื่อสร้าง UBI ในยุคสังคมสูงวัย จึงถือเสมือนเป็นการ “สร้างสัญญาสังคมใหม่” ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก

เมื่อมนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อความอยู่รอด แต่สามารถใช้ชีวิตเพื่อความสุข ความสร้างสรรค์ และการพัฒนาตนเอง โดยมี “รัฐสวัสดิการ” ที่มั่นคงรองรับ

รายได้จาก “ภาษี AI” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง แม้จะมีความท้าทายในการออกแบบระบบภาษี และการจัดสรรงบประมาณมากก็ตาม

หากโลกของเราใบนี้ สามารถสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมกับการปกป้องสิทธิของประชาชนได้ โลกก็จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่

ที่มนุษย์ และ AI สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล และยั่งยืนนั่นเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เก็บ ‘ภาษี AI’ ไปสร้าง ‘รัฐสวัสดิการ’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...