โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แดงเดือด! หุ้นไทยดิ่งเหว -61.75 จุด ร่วงต่ำสุดรอบ 16 เดือน กูรูชี้โอกาสย่อจำกัด เน้นปรับพอร์ตรับสงคราม

PostToday

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 03.16 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 10.08 น.

ความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันนี้(2 มี.ค.69) อยู่ที่ 1,466.51 จุด ลดลง -61.75 จุด คิดเป็น -4.04% มูลค่าการซื้อขาย 113,076.76 ล้านบาท

ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,515.99 จุด ลดลงต่ำสุด 1,466.51 จุด ร่วงต่ำสุดในรอบ 16 เดือน

ภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า สถานการณ์ในอิหร่านและตะวันออกกลางยังตึงเครียด หลังจากหัวหน้าหน่วยความมั่นคงของอิหร่านปฏิเสธเจรจากับสหรัฐฯ พร้อมกับการโจมตีด้วยโดรนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย

ขณะที่ อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลอเลาะห์ในเลบานอน หนุนให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง เพิ่มขึ้น +9%, ราคาทองคำ +3%, VIX Index +9%, ตลาดหุ้นยุโรป -2.5%, Index Futures ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลดลง -1.6% จากแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน

ดังนั้นทิศทางตลาดระยะสั้นยังผันผวน จนกว่าจะมีกำนดการเจรจาของสหรัฐฯและอิหร่านอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามที่ระดับ SET Index ต่ำกว่า 1,480 จุดลงมา ทำให้ Dividend Yield กลับมายืนเหนือ 4% ได้อีกครั้ง อิงคาดการณ์เงินปันผลต่อหุ้นที่ 60 บาท Payout Ratio 65%

ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าการปรับฐานหลังจากนี้จะเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ปันผลสูง ที่ปรับฐานลงมาแรงกว่าปันผลที่จ่าย เช่น GULF, HMPRO, BJC, TU เป็นต้น

ตลท. เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดและปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยตลาดหลักทรัพย์ และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า มีมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้น

และพร้อมที่จะนำมาใช้หากมีความจำเป็น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการทบทวนข้อมูลและตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ โดยจะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และพร้อมประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตลาดทุนไทยดำเนินงานได้อย่างมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพ

ในระหว่างนี้ ขอให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจลงทุนด้วยข้อมูลรอบด้านภายใต้สถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน

ปรับพอร์ตเดือนมีนาคม

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2568 สงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะทำให้ Global risk sentiment ได้รับผลกระทบเชิงลบในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ด้วย คาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายโดยเฉพาะหุ้นมีโอกาสที่จะถูดลดสถานะโดยนักลงทุน

ส่วนสินทรัพย์ที่อาจได้รับการโยกย้ายเงินลงทุนเข้ามาแทน มองไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตร ทองคำ รวมถึงการเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความกังวลด้านอุปทาน เช่น น้ำมัน ซึ่งน่าจะทำให้กลุ่มน้ำมันของไทยโดยเฉพาะ Upstream อย่าง PTTEP ปรับตัวขึ้นในวันนี้ได้

ในสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น ผู้ที่ยังคงถือครองหุ้นไทยในระดับสูง เรายังคงแนะนำให้ใช้จังหวะนี้ในการขายทำกำไร และลดพอร์ตการลงทุนลง แต่หากต้องการลงทุนจริง มองไปยังกลยุทธ์ Mix & Match ระหว่างหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่ยังพอมี Upside ทางด้าน Valuation หลงเหลืออยู่บ้าง

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มที่ใช้กลยุทธ์ Mix & Match ประกอบด้วย

  • กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPAXT, HMPRO
  • กลุ่มไฟแนนซ์ ได้แก่ KTC
  • กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ CCET
  • กลุ่มธนาคาร ได้แก่ KKP
  • กลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ได้แก่ COCOCO, ILM, KLINIQ, SABINA, TFM

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม ประเมินว่า Upside ของ SET Index อยู่ในระดับที่จำกัดด้วยเรื่องของ Valuation แล้ว โดยที่ระดับ 1,530 จุด นั้นถือเป็นระดับดัชนีที่เหมาะสมตามวิธี PE Model ในกรณีดีสุดที่รวมผลของปรากฏการณ์ PE Expansion จากการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดไปเป็นที่เรียบร้อย

ประเมินข่าวดีที่เคยคาดหวังมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ได้เกิดขึ้นและสะท้อนอยู่ในราคาดัชนีปัจจุบันเรียบร้อยหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ คำพิพากษายกเลิกภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ตามกฎหมาย IEEPA หรือการลดดอกเบี้ยนโยบายที่น่าจะเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวของปี

ขณะที่การลงทุนในเดือนมีนาคม นักลงทุนจะต้องติดตามปัจจัยสำคัญอื่นๆ อีก ได้แก่การประชุมของธนาคารกลางประเทศต่างๆ เช่น การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 17-18 มีนาคม ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Fed จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อไป

การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในวันที่ 18-19 มีนาคม ซึ่งล่าสุดนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า BoJ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.75% ส่วนในวันที่ 19 มีนาคม จะมีการประชุม

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ล่าสุดนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม และการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า BoE จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 3.50%

สำหรับปัจจัยในประเทศ ให้จับตาการจัดตั้งรัฐบาลไทยหลังการเลือกตั้ง ว่าจะเกิดขึ้นได้เร็วและมีอุปสรรคใดหรือไม่ และความเสี่ยงที่หุ้น DELTA อาจถูกขึ้นบัญชี Trading alert หากราคายังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...