วิกฤตพนักงานออฟฟิศ? หาก AI แทนที่คนเร็วขึ้น ปี 2030 ตำแหน่งงานไหนเสี่ยงสุด
ก่อนหน้านี้ ซีอีโอฝ่าย AI ของ Microsoft เคยออกมาเตือนว่า ภายใน 12 หรือ 18 เดือนข้างหน้ากลุ่มงาน White-collar (ตำแหน่งงานที่นั่งออฟฟิศ) จะถูกแทนที่ด้วยระบบ AI และล่าสุด Goldman Sachs ประเมินย้ำอีกว่า อัตราการว่างงานในสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศจะพุ่งทะยานเพราะ AI
แม้ว่ามีการถกเถียงกันตลอดว่า AI จะสามารถแทนที่มนุษย์ได้จริงหรือไม่ แต่ครั้งนี้ข้อมูลของกลุ่มสถาบันและบริษัทที่เชื่อถือได้ต่างพูดเหมือนกันว่า การว่างงานจะรุนแรงขึ้น เพราะ AI ซึ่งไม่ได้เข้ามาแทนที่เฉพาะ ‘blue collar’ หรือกลุ่มแรงงานมีฝีมือ แต่กลุ่มที่นั่งออฟฟิศหน้าคอมก็อาจโดนไปด้วย
[ AI แทนที่ได้หลายตำแหน่ง ตั้งแต่ทนายความ ยันนักบัญชี ]
มุสตาฟา สุไลมาน ซีอีโอฝ่าย AI ของบริษัท Microsoft ได้ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าเขาคาดการณ์ว่างานส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมดในสายงานออฟฟิศ จะถูกแทนที่ด้วย AI ไม่เกิน 1 ปีครึ่งข้างหน้า
เหตุผลก็คือ AI ได้รับการพัฒนาจนตอนนี้มีประสิทธิภาพใน ‘ระดับมนุษย์’ เขามองว่า ไม่ว่าจะเป็นทนายความ นักบัญชี ผู้จัดการโครงการ หรือฝ่ายการตลาด งานเหล่านี้จะถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติโดย AI อย่างสมบูรณ์ หรือพูดได้ว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทำงานในระดับ ‘มืออาชีพ’ ภายในปลายปี 2027
ในฝั่งของ Goldman Sachs นักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้ล่าสุดช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ว่า เทคโนโลยีนี้เป็นสาเหตุของการสูญเสียงานกว่า 5,000 ถึง 10,000 ตำแหน่งงานต่อเดือนในปีที่ผ่านมา และในปีนี้อัตราการว่างงานจะรุนแรงขึ้นอีก ทั้งในสหรัฐฯ และหลายๆ ประเทศ
[ ตัวอย่างบริษัทในสหรัฐฯ ที่จะลดพนักงานเพราะ AI ]
ผลสำรวจของ Challenger, Gray & Christmas บริษัทจัดหางานระดับโลก เผยว่า AI เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลิกจ้างพนักงานโดยรวมถึง 7% โดยหลายบริษัทในอุตสาหกรรมที่ต่างกันในสหรัฐฯ ให้เหตุผลชัดเจนว่า AI มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจเลิกจ้างพนักงาน เช่น
- ALLIANZ กลุ่มบริษัทประกันภัยของเยอรมนีวางแผนจะลดงานมากถึง 1,800 ตำแหน่งในแผนกประกันภัยการเดินทาง โดยนำ AI เข้ามาแทนที่กระบวนการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ
- AMAZON ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีมุ่งหน้าลดตำแหน่งงานในองค์กรสูงสุด 16,000 ตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มกราคม พร้อมประกาศจะปรับปรุงองค์กรโดยใช้ AI และเพิ่มประสิทธิภาพงานด้วยระบบอัตโนมัติ
- HP INC ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ เผยว่าบริษัทจะลดจำนวนพนักงานทั่วโลก 4,000 ถึง 6,000 ตำแหน่งภายในปีงบประมาณ 2028 พร้อมแทนที่ด้วยระบบ AI เพิ่มประสิทธิภาพงาน
แม้แต้ NIKE ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้ากีฬา เผยกับ Reuters กำลังจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 775 คน เพราะบริษัทต้องการเพิ่มผลกำไรและเร่งการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อประสิทธิภาพในการขาย
อย่างไรก็ตาม Karan Girotra ศาสตราจารย์ด้านการจัดการจากวิทยาลัยธุรกิจ Cornell University มองว่า AI อาจจะมีข้อดีเรื่องระบบที่เสถียรภาพกว่า แม่นยำกว่า หรือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพงานได้มากขึ้น
แต่องค์กรต้องมีการปรับตัวอย่างมาก ตั้งแต่โครงสร้างบริษัท ไปจนถึงผลประโยชน์อื่นๆ หากลดจำนวนพนักงาน และเพิ่ม AI เข้าไป ซึ่งกว่าที่องค์กรจะมีกำไร ก็หลังจากที่ลงทุนปรับปรุงโครงสร้างเหล่านี้ไปพอสมควร
แล้วทำไมธุรกิจถึงยอมจ่ายเพื่อใช้ AI? ในโลกธุรกิจเราเรียกกันว่า ‘Variable cost’ หรือต้นทุนผันแปร ซึ่งจะเปลี่ยนไปจาก ‘Fixed cost’ (ต้นทุนคงที่) หรือค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานคน แม้ว่าการลงทุนในส่วนเทคโนโลยีจะสูงกว่า แต่เทรนด์ในหลายๆ องค์กรตอนนี้ยอมจ่าย เพื่อให้ได้ความประหยัดในระยะยาว เช่น
จุดคุ้มทุนในระยะยาว (Scalability) เพราะแรงงานคนยังมีข้อจำกัดด้านเวลาและแรงงาน ระบบ AI จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานที่ให้จุดคุ้มทุนช้าที่สุดกับองค์กร หรือ ‘ต้นทุนแฝง’ ที่มาในรูปแบบ สวัสดิการ, เวลาพัก, ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ช่วงเทรนพนักงานใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงกว่าใช้ AI สำหรับหลายองค์กร
นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ให้เหตุผลเรื่องความแม่นยำและการลดความสูญเสีย (Reduction of human error) เหมือนกัน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงอีกแบบหนึ่ง โดยเทียบให้ชัดก็คือ AI ไม่มีความเหนื่อยล้า หรือห้วงอารมณ์ในการทำงาน ขณะที่มนุษย์ สามารถเกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่า
[ ในปี 2030 มีตำแหน่งไหนบ้างเสี่ยงถูกแทนที่ด้วย AI ]
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Techspot เปิด 10 ตำแหน่งงานที่คาดว่าอาจถูก AI แย่งงานในปี 2030 โดยอ้างมาจากทั้ง Goldman Sachs และ McKinsey ดังนี้
- พนักงานคีย์ข้อมูล เสี่ยง 95%
- พนักงานขายทางโทรศัพท์ เสี่ยง 94%
- พนักงานบัญชี เสี่ยง 94%
- พนักงานต้อนรับ เสี่ยง 92%
- แคชเชียร์ เสี่ยง 89%
- แรงงานในภาคการผลิต เสี่ยง 88%
- พนักงานเคาน์เตอร์ของธนาคาร เสี่ยง 88%
- พนักงานพิสูจน์ตัวอักษร เสี่ยง 86%
- พนักงานบริการลูกค้า เสี่ยง 80%
- ล่าม เสี่ยง 71%
แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ทุกบริษัทที่มีแผนจะลดจำนวนพนักงาน แล้วหันมาใช้ระบบ AI แบบชัดเจนเหมือนที่ยกตัวอย่าง แต่นักเศรษฐศาสตร์ Goldman Sachs มองว่าจำนวนคนที่ถูกเลิกจ้างในปี 2026 นี้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ พวกเขาจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่มีความคล่องตัวมากกว่า และให้ผลกำไรกับองค์กรได้มากกว่า
ดังนั้น แทนที่จะมานั่งกังวลว่า ขาเก้าอี้จะถูกเลื่อยด้วย AI เมื่อไหร่ เปลี่ยนมาอัพเกรดตัวเองให้เวอร์ชั่นที่ใหม่ขึ้นดีกว่า คนที่ว่างงานก็อาจจะไม่ได้ถูกแทนที่ด้วย AI เสมอไป แต่อาจเป็นคนที่ใช้ AI ไม่เป็น หรือไม่ยอมปรับตัวก็ได้