โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตพนักงานออฟฟิศ? หาก AI แทนที่คนเร็วขึ้น ปี 2030 ตำแหน่งงานไหนเสี่ยงสุด

TODAY

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 07.38 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 07.38 น. • TODAY

ก่อนหน้านี้ ซีอีโอฝ่าย AI ของ Microsoft เคยออกมาเตือนว่า ภายใน 12 หรือ 18 เดือนข้างหน้ากลุ่มงาน White-collar (ตำแหน่งงานที่นั่งออฟฟิศ) จะถูกแทนที่ด้วยระบบ AI และล่าสุด Goldman Sachs ประเมินย้ำอีกว่า อัตราการว่างงานในสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศจะพุ่งทะยานเพราะ AI

แม้ว่ามีการถกเถียงกันตลอดว่า AI จะสามารถแทนที่มนุษย์ได้จริงหรือไม่ แต่ครั้งนี้ข้อมูลของกลุ่มสถาบันและบริษัทที่เชื่อถือได้ต่างพูดเหมือนกันว่า การว่างงานจะรุนแรงขึ้น เพราะ AI ซึ่งไม่ได้เข้ามาแทนที่เฉพาะ ‘blue collar’ หรือกลุ่มแรงงานมีฝีมือ แต่กลุ่มที่นั่งออฟฟิศหน้าคอมก็อาจโดนไปด้วย

[ AI แทนที่ได้หลายตำแหน่ง ตั้งแต่ทนายความ ยันนักบัญชี ]

มุสตาฟา สุไลมาน ซีอีโอฝ่าย AI ของบริษัท Microsoft ได้ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าเขาคาดการณ์ว่างานส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมดในสายงานออฟฟิศ จะถูกแทนที่ด้วย AI ไม่เกิน 1 ปีครึ่งข้างหน้า

เหตุผลก็คือ AI ได้รับการพัฒนาจนตอนนี้มีประสิทธิภาพใน ‘ระดับมนุษย์’ เขามองว่า ไม่ว่าจะเป็นทนายความ นักบัญชี ผู้จัดการโครงการ หรือฝ่ายการตลาด งานเหล่านี้จะถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติโดย AI อย่างสมบูรณ์ หรือพูดได้ว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทำงานในระดับ ‘มืออาชีพ’ ภายในปลายปี 2027

ในฝั่งของ Goldman Sachs นักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้ล่าสุดช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ว่า เทคโนโลยีนี้เป็นสาเหตุของการสูญเสียงานกว่า 5,000 ถึง 10,000 ตำแหน่งงานต่อเดือนในปีที่ผ่านมา และในปีนี้อัตราการว่างงานจะรุนแรงขึ้นอีก ทั้งในสหรัฐฯ และหลายๆ ประเทศ

[ ตัวอย่างบริษัทในสหรัฐฯ ที่จะลดพนักงานเพราะ AI ]

ผลสำรวจของ Challenger, Gray & Christmas บริษัทจัดหางานระดับโลก เผยว่า AI เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลิกจ้างพนักงานโดยรวมถึง 7% โดยหลายบริษัทในอุตสาหกรรมที่ต่างกันในสหรัฐฯ ให้เหตุผลชัดเจนว่า AI มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจเลิกจ้างพนักงาน เช่น

  • ALLIANZ กลุ่มบริษัทประกันภัยของเยอรมนีวางแผนจะลดงานมากถึง 1,800 ตำแหน่งในแผนกประกันภัยการเดินทาง โดยนำ AI เข้ามาแทนที่กระบวนการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ
  • AMAZON ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีมุ่งหน้าลดตำแหน่งงานในองค์กรสูงสุด 16,000 ตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มกราคม พร้อมประกาศจะปรับปรุงองค์กรโดยใช้ AI และเพิ่มประสิทธิภาพงานด้วยระบบอัตโนมัติ
  • HP INC ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ เผยว่าบริษัทจะลดจำนวนพนักงานทั่วโลก 4,000 ถึง 6,000 ตำแหน่งภายในปีงบประมาณ 2028 พร้อมแทนที่ด้วยระบบ AI เพิ่มประสิทธิภาพงาน

แม้แต้ NIKE ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้ากีฬา เผยกับ Reuters กำลังจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 775 คน เพราะบริษัทต้องการเพิ่มผลกำไรและเร่งการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อประสิทธิภาพในการขาย

อย่างไรก็ตาม Karan Girotra ศาสตราจารย์ด้านการจัดการจากวิทยาลัยธุรกิจ Cornell University มองว่า AI อาจจะมีข้อดีเรื่องระบบที่เสถียรภาพกว่า แม่นยำกว่า หรือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพงานได้มากขึ้น

แต่องค์กรต้องมีการปรับตัวอย่างมาก ตั้งแต่โครงสร้างบริษัท ไปจนถึงผลประโยชน์อื่นๆ หากลดจำนวนพนักงาน และเพิ่ม AI เข้าไป ซึ่งกว่าที่องค์กรจะมีกำไร ก็หลังจากที่ลงทุนปรับปรุงโครงสร้างเหล่านี้ไปพอสมควร

แล้วทำไมธุรกิจถึงยอมจ่ายเพื่อใช้ AI? ในโลกธุรกิจเราเรียกกันว่า ‘Variable cost’ หรือต้นทุนผันแปร ซึ่งจะเปลี่ยนไปจาก ‘Fixed cost’ (ต้นทุนคงที่) หรือค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานคน แม้ว่าการลงทุนในส่วนเทคโนโลยีจะสูงกว่า แต่เทรนด์ในหลายๆ องค์กรตอนนี้ยอมจ่าย เพื่อให้ได้ความประหยัดในระยะยาว เช่น

จุดคุ้มทุนในระยะยาว (Scalability) เพราะแรงงานคนยังมีข้อจำกัดด้านเวลาและแรงงาน ระบบ AI จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานที่ให้จุดคุ้มทุนช้าที่สุดกับองค์กร หรือ ‘ต้นทุนแฝง’ ที่มาในรูปแบบ สวัสดิการ, เวลาพัก, ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ช่วงเทรนพนักงานใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงกว่าใช้ AI สำหรับหลายองค์กร

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ให้เหตุผลเรื่องความแม่นยำและการลดความสูญเสีย (Reduction of human error) เหมือนกัน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงอีกแบบหนึ่ง โดยเทียบให้ชัดก็คือ AI ไม่มีความเหนื่อยล้า หรือห้วงอารมณ์ในการทำงาน ขณะที่มนุษย์ สามารถเกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่า

[ ในปี 2030 มีตำแหน่งไหนบ้างเสี่ยงถูกแทนที่ด้วย AI ]

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Techspot เปิด 10 ตำแหน่งงานที่คาดว่าอาจถูก AI แย่งงานในปี 2030 โดยอ้างมาจากทั้ง Goldman Sachs และ McKinsey ดังนี้

  • พนักงานคีย์ข้อมูล เสี่ยง 95%
  • พนักงานขายทางโทรศัพท์ เสี่ยง 94%
  • พนักงานบัญชี เสี่ยง 94%
  • พนักงานต้อนรับ เสี่ยง 92%
  • แคชเชียร์ เสี่ยง 89%
  • แรงงานในภาคการผลิต เสี่ยง 88%
  • พนักงานเคาน์เตอร์ของธนาคาร เสี่ยง 88%
  • พนักงานพิสูจน์ตัวอักษร เสี่ยง 86%
  • พนักงานบริการลูกค้า เสี่ยง 80%
  • ล่าม เสี่ยง 71%

แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ทุกบริษัทที่มีแผนจะลดจำนวนพนักงาน แล้วหันมาใช้ระบบ AI แบบชัดเจนเหมือนที่ยกตัวอย่าง แต่นักเศรษฐศาสตร์ Goldman Sachs มองว่าจำนวนคนที่ถูกเลิกจ้างในปี 2026 นี้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ พวกเขาจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่มีความคล่องตัวมากกว่า และให้ผลกำไรกับองค์กรได้มากกว่า

ดังนั้น แทนที่จะมานั่งกังวลว่า ขาเก้าอี้จะถูกเลื่อยด้วย AI เมื่อไหร่ เปลี่ยนมาอัพเกรดตัวเองให้เวอร์ชั่นที่ใหม่ขึ้นดีกว่า คนที่ว่างงานก็อาจจะไม่ได้ถูกแทนที่ด้วย AI เสมอไป แต่อาจเป็นคนที่ใช้ AI ไม่เป็น หรือไม่ยอมปรับตัวก็ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...