บุกรวบแก๊งคอลฯ หลอกลงทุน พบเชื่อมโยงเครือข่ายขนคนข้ามแดน
แชร์ไปเตือนคนที่เรารัก อย่าโหลดแอปจากลิงก์แปลก อย่าหลงเชื่อกำไรง่าย ๆ
ล่าสุด ตำรวจปูพรม 5 จังหวัด บุก 9 จุด รวบเครือข่ายหลอกลงทุนผ่านแอปฯ ปลอม ที่หน้าตาเหมือนของจริง ชวนขายของออนไลน์
ไม่ต้องสต็อก ไม่ต้องส่ง แค่โอนเงิน…ก็หมดตัว
ตำรวจ บก.ปอท ร่วมกับ บก.ป. , ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานกองปราบ และตำรวจอีกหลายหน่วยงานรวมกว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 9 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร , ปทุมธานี , พิษณุโลก , กำแพงเพชร และ ตาก
ร่วมกันจับเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์เซ็นเตอร์ 4 ราย คือ น.ส.สุภาณี อายุ 55 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 450/2569 ลงวันที่ 26 ม.ค.2569 ทำหน้าที่ดูแลเรื่องฟอกเงินจัดหาสถานที่และอำนวยความสะดวกให้ขบวนการหลอกลวง , นางธัญญารัตน์ อายุ 49 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 451/2569 ลงวันที่ 26 ม.ค.69 ทำหน้าที่ดูแลเรื่องฟอกเงิน , นายวีรเทพ อายุ 51 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 452/2569 ลงวันที่ 26 ม.ค.2569 ทำหน้าที่ดูแลเรื่องฟอกเงิน จัดหาสถานที่และอำนวยความสะดวกให้ขบวนการหลอกลวง และ
นายหลิว อายุ 49 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 453/2569 ลงวันที่ 26 ม.ค.2569 ทำหน้าที่ผู้รับผลประโยชน์ ในความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น , ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน , สมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน , ร่วมกันฟอกเงิน”
การจับครั้งนี้ สืบเนื่องจากปัจจุบันกลุ่มคอลเซนเตอร์ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลาย โดยพบรูปแบบการหลอกลวงที่มีประชาชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก คือ การหลอกให้ลงทุนหรือขายสินค้าออนไลน์ผ่าน แอปพลิเคชันปลอมที่แอบอ้างชื่อแพลตฟอร์ม “TikTokshop”
พฤติการณ์ของกลุ่มคนร้าย คือ จะมีการติดต่อผู้เสียหาย โดยใช้ชื่อและรูปโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือ พูดคุยจนเกิดความสนิทสนมและความไว้วางใจ ก่อนจะชักชวนให้ผู้เสียหายประกอบอาชีพขายสินค้าออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม โดยไม่ต้องสต็อกสินค้า ไม่ต้องจัดส่งเอง และสามารถสร้างรายได้ง่าย
ต่อมา คนร้ายจะส่งลิงก์เว็บไซต์ให้ผู้เสียหายติดตั้งแอปพลิเคชันปลอม ที่ไม่ได้ดาวน์โหลดจาก App Store หรือ Play Store โดยแอปพลิเคชัน ดังกล่าวถูกออกแบบให้มีชื่อ หน้าตา และระบบการทำงานคล้ายกับแพลตฟอร์มของจริง เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายเชื่อถือ ภายในแอปพลิเคชันปลอม คนร้ายได้สร้างภาพผลตอบแทนปลอม แสดงยอดขายและกำไรในระบบ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่ามีรายได้จริง ก่อนจะหลอกให้โอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นเงินลงทุน ค่าสินค้า หรือค่าดำเนินการต่าง ๆ ให้โอนเข้าบัญชีธนาคารหลายบัญชี
ซึ่งเป็นบัญชีในเครือข่ายของกลุ่มคนร้าย เมื่อผู้เสียหายประสงค์จะถอนเงินหรือผลตอบแทน ปรากฏว่าไม่สามารถถอนเงินได้ คนร้ายจะอ้างว่าผู้เสียหายทำผิดกฎ ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ จะต้องโอนเงินเพิ่มเติมเพื่อเป็นการปลดล็อคและแก้ไขในส่วนที่ผิดกฎ
จากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบแจ้งความออนไลน์และฐานข้อมูลพบว่า มีผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้ลงทุนในรูปแบบดังกล่าวข้างต้น จำนวน 88 เคส มูลค่าความเสียหาย กว่า 25 ล้านบาท อีกทั้ง ยังพบว่ากลุ่มบัญชีม้าที่ใช้ในกลุ่มนี้ ถูกแจ้งความไว้แล้ว จำนวน 67 ราย มูลค่าความเสียหาย กว่า 15 ล้านบาท จนนำไปสู่การตรวจค้น 9 จุดในพื้นที่ 5 จังหวัด จับผู้ต้องหาชาวไทย 3 คน ชาวจีน 1 คน
จากการสืบสวนขยายผลพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีบทบาทสำคัญในการรับ – ส่งและขนย้ายคนทั้งขาเข้าและขาออกนอกประเทศ ตลอดจนการขนย้ายอุปกรณ์ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถเช่าเป็นพาหนะในการเคลื่อนย้ายคนและอุปกรณ์จากพื้นที่ภายในประเทศไปยังบริเวณแนวชายแดน โดยมีการจัดหาที่พัก อาหาร และควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ให้บุคคลภายนอกหรือเจ้าหน้าที่สังเกตเห็น ก่อนส่งต่อให้เครือข่ายอีกกลุ่มทำหน้าที่ลำเลียงข้ามชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้เส้นทางธรรมชาติหรือช่องทางที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ไปยังสถานที่ซึ่งกลุ่มคอลเซนเตอร์ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ
พฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหาถือเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนขบวนการคอลเซนเตอร์ เนื่องจากเป็นผู้จัดหาและขนย้ายกำลังคนและอุปกรณ์เข้าสู่ระบบ ทำให้ขบวนการคอลเซ็นเตอร์สามารถดำเนินกิจกรรมหลอกลวงได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีลักษณะการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาคนอื่น ในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดทรัพย์สินนำส่ง ปปง. เป็นเงินสด ประมาณ 4 ล้านบาท , รถยนต์ 13 คัน มูลค่าประมาณ 22 ล้านบาท , รถแทรกเตอร์ (รถไถ) 31 คัน มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท , รถขุด (แบคโฮ) 1 คัน มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท , บ้านหรู 1 หลัง มูลค่าประมาณ 31 ล้านบาท , ทองคำแท่ง 40 บาท มูลค่าประมาณ 3.2 ล้านบาทสินค้าแบรนด์เนม/เครื่องประดับ หลายรายการ มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท , โฉนดที่ดิน 28 แปลง ราคาประมาณ 22 ล้าน อายัดเงินในบัญชี ธนาคาร ประมาณ 1 ล้าน บาท รวมมูลค่ากว่า 114 ล้านบาท
จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท. ดำเนินคดีตามกฎหมายและจะได้สืบสวนขยายผล เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับผู้ร่วมขบวนการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย