โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บุกรวบแก๊งคอลฯ หลอกลงทุน พบเชื่อมโยงเครือข่ายขนคนข้ามแดน

อีจัน

อัพเดต 10 ก.พ. เวลา 17.24 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. เวลา 10.24 น. • อีจัน

แชร์ไปเตือนคนที่เรารัก อย่าโหลดแอปจากลิงก์แปลก อย่าหลงเชื่อกำไรง่าย ๆ

ล่าสุด ตำรวจปูพรม 5 จังหวัด บุก 9 จุด รวบเครือข่ายหลอกลงทุนผ่านแอปฯ ปลอม ที่หน้าตาเหมือนของจริง ชวนขายของออนไลน์

ไม่ต้องสต็อก ไม่ต้องส่ง แค่โอนเงิน…ก็หมดตัว

ตำรวจ บก.ปอท ร่วมกับ บก.ป. , ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานกองปราบ และตำรวจอีกหลายหน่วยงานรวมกว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 9 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร , ปทุมธานี , พิษณุโลก , กำแพงเพชร และ ตาก

ร่วมกันจับเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์เซ็นเตอร์ 4 ราย คือ น.ส.สุภาณี อายุ 55 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 450/2569 ลงวันที่ 26 ม.ค.2569 ทำหน้าที่ดูแลเรื่องฟอกเงินจัดหาสถานที่และอำนวยความสะดวกให้ขบวนการหลอกลวง , นางธัญญารัตน์ อายุ 49 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 451/2569 ลงวันที่ 26 ม.ค.69 ทำหน้าที่ดูแลเรื่องฟอกเงิน , นายวีรเทพ อายุ 51 ปี สัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 452/2569 ลงวันที่ 26 ม.ค.2569 ทำหน้าที่ดูแลเรื่องฟอกเงิน จัดหาสถานที่และอำนวยความสะดวกให้ขบวนการหลอกลวง และ

นายหลิว อายุ 49 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 453/2569 ลงวันที่ 26 ม.ค.2569 ทำหน้าที่ผู้รับผลประโยชน์ ในความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น , ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน , สมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน , ร่วมกันฟอกเงิน”

การจับครั้งนี้ สืบเนื่องจากปัจจุบันกลุ่มคอลเซนเตอร์ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลาย โดยพบรูปแบบการหลอกลวงที่มีประชาชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก คือ การหลอกให้ลงทุนหรือขายสินค้าออนไลน์ผ่าน แอปพลิเคชันปลอมที่แอบอ้างชื่อแพลตฟอร์ม “TikTokshop”

พฤติการณ์ของกลุ่มคนร้าย คือ จะมีการติดต่อผู้เสียหาย โดยใช้ชื่อและรูปโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือ พูดคุยจนเกิดความสนิทสนมและความไว้วางใจ ก่อนจะชักชวนให้ผู้เสียหายประกอบอาชีพขายสินค้าออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม โดยไม่ต้องสต็อกสินค้า ไม่ต้องจัดส่งเอง และสามารถสร้างรายได้ง่าย

ต่อมา คนร้ายจะส่งลิงก์เว็บไซต์ให้ผู้เสียหายติดตั้งแอปพลิเคชันปลอม ที่ไม่ได้ดาวน์โหลดจาก App Store หรือ Play Store โดยแอปพลิเคชัน ดังกล่าวถูกออกแบบให้มีชื่อ หน้าตา และระบบการทำงานคล้ายกับแพลตฟอร์มของจริง เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายเชื่อถือ ภายในแอปพลิเคชันปลอม คนร้ายได้สร้างภาพผลตอบแทนปลอม แสดงยอดขายและกำไรในระบบ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่ามีรายได้จริง ก่อนจะหลอกให้โอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นเงินลงทุน ค่าสินค้า หรือค่าดำเนินการต่าง ๆ ให้โอนเข้าบัญชีธนาคารหลายบัญชี

ซึ่งเป็นบัญชีในเครือข่ายของกลุ่มคนร้าย เมื่อผู้เสียหายประสงค์จะถอนเงินหรือผลตอบแทน ปรากฏว่าไม่สามารถถอนเงินได้ คนร้ายจะอ้างว่าผู้เสียหายทำผิดกฎ ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ จะต้องโอนเงินเพิ่มเติมเพื่อเป็นการปลดล็อคและแก้ไขในส่วนที่ผิดกฎ

จากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบแจ้งความออนไลน์และฐานข้อมูลพบว่า มีผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้ลงทุนในรูปแบบดังกล่าวข้างต้น จำนวน 88 เคส มูลค่าความเสียหาย กว่า 25 ล้านบาท อีกทั้ง ยังพบว่ากลุ่มบัญชีม้าที่ใช้ในกลุ่มนี้ ถูกแจ้งความไว้แล้ว จำนวน 67 ราย มูลค่าความเสียหาย กว่า 15 ล้านบาท จนนำไปสู่การตรวจค้น 9 จุดในพื้นที่ 5 จังหวัด จับผู้ต้องหาชาวไทย 3 คน ชาวจีน 1 คน

จากการสืบสวนขยายผลพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีบทบาทสำคัญในการรับ – ส่งและขนย้ายคนทั้งขาเข้าและขาออกนอกประเทศ ตลอดจนการขนย้ายอุปกรณ์ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถเช่าเป็นพาหนะในการเคลื่อนย้ายคนและอุปกรณ์จากพื้นที่ภายในประเทศไปยังบริเวณแนวชายแดน โดยมีการจัดหาที่พัก อาหาร และควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ให้บุคคลภายนอกหรือเจ้าหน้าที่สังเกตเห็น ก่อนส่งต่อให้เครือข่ายอีกกลุ่มทำหน้าที่ลำเลียงข้ามชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้เส้นทางธรรมชาติหรือช่องทางที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ไปยังสถานที่ซึ่งกลุ่มคอลเซนเตอร์ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ

พฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหาถือเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนขบวนการคอลเซนเตอร์ เนื่องจากเป็นผู้จัดหาและขนย้ายกำลังคนและอุปกรณ์เข้าสู่ระบบ ทำให้ขบวนการคอลเซ็นเตอร์สามารถดำเนินกิจกรรมหลอกลวงได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีลักษณะการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาคนอื่น ในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดทรัพย์สินนำส่ง ปปง. เป็นเงินสด ประมาณ 4 ล้านบาท , รถยนต์ 13 คัน มูลค่าประมาณ 22 ล้านบาท , รถแทรกเตอร์ (รถไถ) 31 คัน มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท , รถขุด (แบคโฮ) 1 คัน มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท , บ้านหรู 1 หลัง มูลค่าประมาณ 31 ล้านบาท , ทองคำแท่ง 40 บาท มูลค่าประมาณ 3.2 ล้านบาทสินค้าแบรนด์เนม/เครื่องประดับ หลายรายการ มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท , โฉนดที่ดิน 28 แปลง ราคาประมาณ 22 ล้าน อายัดเงินในบัญชี ธนาคาร ประมาณ 1 ล้าน บาท รวมมูลค่ากว่า 114 ล้านบาท

จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท. ดำเนินคดีตามกฎหมายและจะได้สืบสวนขยายผล เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับผู้ร่วมขบวนการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...