โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กอบกู้เศษซากความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ไปกับ ‘ทนายแจม - ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์’ ผู้สมัครสส. พรรคประชาชน ที่อยากให้คนไทยสนใจนักการเมืองหญิงจาก ‘ประเด็นที่เธอทำ’ มากกว่า ‘รูปลักษณ์ที่เธอเป็น’

Mirror Thailand

อัพเดต 04 ก.พ. เวลา 12.23 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. เวลา 11.31 น.
ภาพไฮไลต์

ก่อนหน้านี้ การเมืองไทยมีประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นมากมายระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นการดีเบตนโยบายของแต่ละพรรค การลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเปิดโปงความไม่โปร่งใสของกองทุนประกันสังคม ความผิดพลาดในการทำงานของกกต. และการต่อสู้ระหว่างสองขั้วอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงการคุกคามทางเพศนักการเมืองหญิง ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกสมัย

“จะทำยังไงให้คนไทยโฟกัสที่ความสามารถของผู้หญิง มากกว่ารูปร่างหน้าตาภายนอก …ตอนนี้สส.หญิงหลายคนในพรรคก็รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย เพราะโดนขุดภาพเซ็กซี่ กลายเป็นภาพเหล่านั้นกลบประเด็นที่พวกเขาอยากผลักดันอย่างสส.คนหนึ่งเก่งเรื่อง IT และการทำข้อมูลมาก แต่คนพูดถึงเรื่องเป็น ‘สาวแว่น’ อย่างเดียว จนทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีใครสนใจประเด็นที่เขาผลักดันเลยหรือเปล่า”

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ปี 69 เราชวน ‘ทนายแจม - ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์’ ผู้สมัครสส. ‘พรรคประชาชน’ ที่ผลักดันประเด็นเรื่องสิทธิสตรีและสิทธิเด็กมาพูดคุยถึงการเป็นสส.หญิงในเวทีการเมืองไทย พร้อมทั้งถามตอบประเด็นร้อนในการเลือกตั้งปีนี้ ว่าคนไทยควรให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็นใดบ้าง และควรมีจุดยืนอย่างไร เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นไปด้วยกัน

จาก ‘พรรคอนาคตใหม่’ ตัวแทนของคนรุ่นใหม่และคนธรรมดาที่อยากปฏิรูประบบการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ สู่ ‘พรรคก้าวไกล’ ที่ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง ปี 2566 แต่กลับถูกยุบพรรคจนพลาดโอกาสการจัดตั้งรัฐบาล และปัจจุบัน ‘พรรคประชาชน’ ยังคงเรียกร้องความเป็นธรรมในประเด็นต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชน จนสส.บางส่วนถูกฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาท

การเป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งตลอด 3 สมัย ทำให้พรรคส้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แล้วทุกวันนี้ ‘พรรคประชาชน’ อยากขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นไปในทิศทางใด นโยบายแค่ขายฝันหรือทำได้จริง และพวกเขาจะยังเป็นความหวังให้แก่ประชาชนได้อยู่หรือไม่?

“เราไม่ได้เคลมว่า ‘พรรคประชาชน’ เป็นพรรคการเมืองที่ดีที่สุดในทุกเรื่องนะ แต่ถ้าพูดถึงพรรคที่พอจะเป็นความหวังได้ในตอนนี้ เราคิดว่าพรรคประชาชนคือช้อยส์นั้นของคนไทย”

ประชาชนหลายคนยังมองว่า “ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ทำไมไม่สนใจปัญหาปากท้องก่อน” คุณมีความเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำคัญอย่างไร

จริงๆ รัฐธรรมนูญกับปากท้องเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่กำหนดกฎหมายลูก และนโยบายของรัฐว่าจะต้องออกมาในรูปแบบไหน หลายครั้งที่คนพยายามจะมองว่ารัฐธรรมนูญกับปากท้องเป็นคนละเรื่องกัน แต่จริงๆ แล้ว ถ้ารัฐธรรมนูญมีปัญหา ปากท้องของประชาชนก็จะมีปัญหาเช่นกัน

อย่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการล็อก ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี’ เอาไว้ ทำให้การออกนโยบายต่างๆ จะต้องเป็นไปตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งภายในเวลาแค่สองเดือนหรือหนึ่งปี บางทีเศรษฐกิจก็เปลี่ยนแล้ว เพราะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้ การออกนโยบาย หรือการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจจึงยิ่งทำได้ยากขึ้น หรือทำได้ไม่คล่องตัว เพราะอาจไปขัดต่อรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญอาจไม่ได้ระบุอย่างละเอียดว่าห้ามทำอะไร แต่เป็นการกำหนดว่า ในปีนี้จะต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติข้อไหนบ้าง รวมถึงการจัดสรรงบประมาณก็ต้องอ้างอิงได้ว่า งบประมาณก้อนนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติข้อไหน ส่งผลให้อิสระในการดำเนินนโยบายน้อยกว่าการใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมาเป็นกรอบบังคับ

ในความเป็นจริงแล้ว การออกแบบนโยบายควรดูสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแทบจะทุกวันเลยก็ว่าได้ อยู่ดีๆ ทรัมป์ก็จะเพิ่มภาษี หรืออยู่ดีๆ อาจมีสงคราม หรือสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน พอเราไปล็อกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเอาไว้ ทำให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาล อาจไม่ได้ไหลลื่นไปตามสถานการณ์หน้างานที่ควรปรับแผนได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังเป็นตัวกำหนดเสถียรภาพของการเมืองด้วย จะเห็นได้ชัดว่า ประเทศไหนที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพ มันก็ส่งผลต่อทุกด้านของประเทศอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องต่างๆ ก็จะไม่มีเสถียรภาพตามไปด้วย

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นไหม

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เขาจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญกันบ่อยค่ะ และเนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่จะเขียนไว้เพื่อรับรองสิทธิเสรีภาพ ดังนั้น รัฐธรรมนูญในประเทศอื่นจะมอง ‘ประชาชน’ เป็นหลักด้วยซ้ำ ว่ารัฐควรดูแลประชาชนอย่างไร และประชาชนควรมีสิทธิอะไรบ้าง เช่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ

เพื่อไม่ให้กฎหมายใดๆ ก็ตามที่ออกมา (กฎหมายลูก) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการออกกฎหมายที่อาจรังแก หรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญจึงเป็นตัวกำหนดสิทธิต่างๆ เอาไว้ เช่น สิทธิในการแสดงออก สิทธิในการชุมนุม

โดยในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สิทธิต่างๆ ของประชาชนหายไปหมดเลยค่ะ ซึ่งผู้มีอำนาจมักให้เหตุผลว่า “มีกฎหมายลูกอยู่แล้ว” แต่ในความเป็นจริง มันเสี่ยงมากที่กฎหมายลูก หรือ พ.ร.บ.ต่างๆ จะถูกแก้ไขในอนาคต ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญที่กำหนดสิทธิหลักเอาไว้ กฎหมายลูกจะเปลี่ยนยังไงก็ได้ เพราะไม่มีกฎหมายแม่ที่ระบุว่าห้ามลิดรอนสิทธิ

ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร สิทธิประชาชนหายตลอดเลย เราจึงพยายามเรียกร้องเรื่องนี้ด้วย อย่างพูดไปก่อนหน้านี้ว่า เมื่อสิทธิประชาชนหายไป ก็เชื่อมโยงกับปัญหาปากท้องได้อีก เพราะถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ หรือสิทธิเสรีภาพไม่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ นักลงทุนต่างประเทศก็จะเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีกฎหมายรับรองสิทธิมากกว่าและใช้งานได้จริง เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญจึงส่งผลต่อการลงทุน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศ และส่งผลต่อปากท้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยค่ะ

รัฐธรรมนูญคือ ‘ชีวิต’ ของคน ตั้งแต่เกิดจนตาย สิทธิต่างๆ รอบตัวเราอยู่ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงถูกทำให้คนมองว่าไกลตัวเนอะ

แน่นอนว่าปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัญหาอื่นๆ ก็จำเป็นต้องเร่งแก้ไขไม่แพ้กันใช่ไหม

‘ปัญหาปากท้อง’ เป็นปัญหาที่เกิดจากปัญหาอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน เช่น ปัญหาเรื่องฝุ่นก็ส่งผลต่อปากท้อง ปัญหาทางการเมืองก็ส่งผลกับปากท้อง ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมกระทบปากท้องทั้งหมด เราต้องไม่เอาปัญหาปากท้องแยกออกจากปัญหาอื่นๆ

บางคนจะบอกว่า “อุ๊ย อย่าไปพูดเรื่องกฎหมาย อย่าไปพูดเรื่องชุมนุม อย่าไปพูดเรื่องนั่นนี่เลย เอาปากท้องก่อน” แต่ลืมไปว่าปัญหาปากท้องแทรกอยู่ในทุกๆ ปัญหาเลย อย่างเรื่องฝุ่น PM 2.5 จะบอกว่าผลักดันเรื่องปากท้องก่อน ไม่ต้องผลักดันเรื่องฝุ่นได้ไหม? ก็ไม่ได้ เพราะสุดท้ายฝุ่น PM 2.5 ก็จะส่งผลต่อปัญหาปากท้องอยู่ดี คุณออกมาทำมาหากินไม่ได้ตามปกติ หรือถ้าคุณป่วย รายได้คุณก็หาย หรือถ้าถึงขั้นคุณเป็นมะเร็ง แรงงานหายไปคนหนึ่งเลยนะ ค่าใช้จ่ายของหนึ่งครัวเรือนก็มากขึ้นด้วย

ถ้าเรามองแบบนี้ สุดท้ายปัญหาปากท้องก็แทรกอยู่ในทุกปัญหาอยู่ดี เราพูดตลอดว่า การเมืองดี ปากท้องดี การเมืองต้องดีก่อน ภาพรวมต้องดีก่อน ปากท้องถึงจะดีขึ้นไปเองค่ะ

อยากให้พูดถึงเรื่อง ‘ประกันสังคม’ หน่อยว่าทำไมประชาชนถึงควรให้ความสนใจและร่วมผลักดันเรื่องนี้

พูดถึงเรื่องตัวเลขก่อนดีกว่า หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า งบประมาณของกองทุนประกันสังคมเกือบ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณแผ่นดินเป็นเวลาหนึ่งปีเลยนะ งบประมาณแผ่นดินประเทศเราประมาณ 3.8 ล้านล้านบาท ลองคิดดูว่า งบประมาณของกองทุนประกันสังคมเทียบเท่ากับงบประมาณที่ใช้จ่ายทั้งประเทศ

เพราะฉะนั้น กองทุนประกันสังคมจึงเป็นกองทุนที่ใช้งบประมาณมหาศาล ค่าบริหารกองทุน 10% เมื่อมองเป็นเปอร์เซ็นต์อาจจะดูน้อย แต่พอมาคิดเป็นจำนวนเงินจริงๆ คูณกับ 3 ล้านล้านบาท มันคือเงินมหาศาลนะ และกองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ไปอยู่ภายใต้ระบบราชการ จึงทำให้เกิดคำถามถึงเรื่องความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุน

พรรคประชาชนทำงานเรื่องนี้กันตั้งแต่ในสภา เราไปดูตัวเลข เปิดหลักฐาน เปิดเอกสารนั่นนี่ แล้วก็คิดว่า “เฮ้ย กองทุนนี้มันใหญ่มากเลยนะ” แต่ตอนแรกยังไม่เห็นเนื้อหาข้างใน เพราะหลายเอกสารหลายข้อมูลไม่ได้ส่งมาถึงห้องงบประมาณ แต่พอเราไปเป็นกรรมาธิการติดตามงบ เราก็เลยสามารถดึงข้อมูลออกมาได้

อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่มีประชาชนอย่าง ‘กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า’ เข้าไปนั่งเป็นบอร์ด ทำให้เราได้รับข้อมูลมากขึ้นว่า กองทุนประกันสังคมมีสิ่งที่น่าพิศวงอยู่หลายเรื่อง หน้าที่ของเราคือการนำข้อมูลเหล่านี้มาให้ประชาชนได้เห็นว่ามันมีปัญหาอะไรบ้าง การบริหารจัดการงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพอย่างไร เช่น งบปฏิทินเอย งบสร้างโรงอาหารเอย หรืออีกหลายๆ งบที่เราเห็นว่าเป็นการบริหารจัดการที่มีปัญหา ซึ่งจริงๆ ปัญหาเหล่านี้มีมานานมากแล้ว เพียงแค่ไม่เคยมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาถกเถียงกัน

ทีนี้พอมีคนหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาถกเถียง ผู้ประกันตนที่อยู่ในประกันสังคมมีจำนวนประมาณ 24-25 ล้านคน ซึ่งคือจำนวนคนมหาศาลมากๆ เพราะฉะนั้น ปัญหานี้จึงกระทบต่อความรู้สึกของคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ลูกจ้างที่ต้องเสียประโยชน์นะ นายจ้างบางคนก็รู้สึกเหมือนกันว่า เขาต้องเสียเงินค่าประกันสังคมคนละครึ่งกับลูกจ้าง เขาก็คาดหวังว่าลูกจ้างจะได้รับสิทธิสวัสดิภาพที่ดีเหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าการบริหารจัดการไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น หรือสวัสดิการของผู้ประกันตนน้อยมาก อย่าง ‘บัตรทอง’ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเหมือนประกันสังคม แต่บางสิทธิกลับดีกว่าประกันสังคมเสียอีก ทำให้คนรู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม จึงออกมาพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น

“สิทธิประกันสังคมก็ดีอยู่แล้ว จะมีปัญหาไปทำไม” คุณคิดอย่างไรกับความคิดเห็นทำนองนี้

ต้องถามว่า “ดีอยู่แล้ว” เราเทียบกับอะไร ถ้าเทียบกับประกันสังคมของต่างประเทศที่มีมูลค่าใกล้เคียงหรือน้อยกว่าเรา สิทธิประกันสังคมบ้านเราน้อยกว่านะ แต่ถ้าไปเทียบกับประกันทั่วไปหรือประกันเอกชน บริบทก็ต่างกันอยู่แล้ว เพราะกองทุนประกันสังคมอยู่ใน ‘ระบบราชการ’ บริหารจัดการโดยข้าราชการที่มีเงินจากภาษีประชาชนอยู่ด้วย เราเลยมองว่าจริงๆ แล้ว กองทุนประกันสังคมสามารถบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้

และการบอกว่ามันดีอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่านี้ไม่ได้ ประชาชนสามารถคาดหวังให้กองทุนบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้ บอร์ดของคณะ ‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ ก็เห็นจุดอ่อนของกองทุนอยู่หลายจุด ซึ่งการแก้ไขจุดอ่อนเหล่านั้นจะส่งผลให้กองทุนสามารถไปต่อได้ในอนาคต เพราะถ้าไม่ได้คนที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ มาบริหารจัดการกองทุนที่มีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท โอกาสที่กองทุนจะล่ม หรือไม่มีเงินจ่ายผู้ประกันตนก็เกิดได้มากขึ้น

บางคนอาจจะสงสัยว่า “จะเอาออกจากระบบราชการทำไม” แต่จริงๆ แล้ว การให้เอกชนมาบริหารจัดการ ไม่ได้หมายความว่า เราจะเอาข้อมูลของรัฐมาเปิดเผย หรือทำให้กองทุนอันตรายเหมือนที่หลายคนกังวล เพราะแม้แต่กองทุนของข้าราชการเอง อย่าง ‘กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ’ ยังบริหารจัดการโดยเอกชนเลย ซึ่งมันทำมาแล้ว และมันทำได้ ประกันสังคมก็ควรจะต้องออกแบบอย่างนั้นเหมือนกัน เพื่อให้คนที่เป็นมืออาชีพได้มาบริหารจัดการกองทุนให้เกิดผลกำไรมากขึ้น และป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วยค่ะ

ผู้คนมักมองว่า นโยบายต่างๆ ของพรรคการเมืองเป็นแค่เรื่อง ‘ขายฝัน’ ในฐานะตัวแทนของพรรคประชาชน คุณอยากจะสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

ส่วนตัวไม่ค่อยมีความคิดเชิงลบกับคำว่า “ขายฝัน” เพราะแจมคิดว่า คนเราต้องอยู่ด้วยความฝันและความหวังอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ฝันใหญ่ ถ้าเราคิดแบบเดิม สุดท้ายเราก็จะได้อะไรแบบเดิมๆ ทุกนวัตกรรม ทุกธุรกิจ ทุกสิ่งที่เราทำจะเจริญเติบโตก้าวหน้าได้ มันต้องเกิดจากความฝันก่อน

การมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ จะทำให้เรามองเห็นโอกาสมากขึ้น แต่ถ้าเราคิดว่า “ไม่มีอะไรที่ทำได้หรอก ประเทศไทยอยู่ได้แค่นี้แหละ” เราก็จะไม่ลงมือทำอะไรที่ไกลกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ‘พรรคประชาชน’ พยายามมองอะไรที่เป็นไปได้มากกว่าเดิม แต่ไม่ใช่ว่าคิดโดยไม่วางแผนนะ

แจมเองก็เป็นหนึ่งในทีมที่ทำนโยบายด้วย จะเห็นว่านโยบายของพรรคประชาชนรอบนี้ต่างจากรอบก่อน โดยรอบนี้โจทย์ของเราคือ ทุกนโยบายต้องมี ‘Why What How’ มารองรับว่า Why: ทำไมถึงต้องทำนโยบายนี้, What: นโยบายนี้ทำอะไรบ้าง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ How: จะดำเนินการนโยบายอย่างไร ใช้งบประมาณก้อนไหน แก้กฎหมายข้อไหน และต้องใช้เวลาในการดำเนินนโยบายนานแค่ไหน? ต้องเขียนละเอียดแบบนี้เลย ซึ่งในเว็บของพรรคประชาชน จะสามารถคลิกเข้าไปดูได้ว่า Why What How ของนโยบายแต่ละข้อคืออะไรบ้าง เพราะคนคาดหวังว่า ถ้าเราเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องทำได้ทุกนโยบาย

โดยพรรคประชาชนจะจัดลำดับความสำคัญไว้ว่า 100 วันแรกทำนโยบายอะไรบ้าง และทำได้ทันทีมากแค่ไหน เพราะตลอดสองสมัยที่เป็นฝ่ายค้าน เราทำงานกับข้าราชการเยอะมาก แล้วเราเป็นพรรคที่อยู่ในห้องงบประมาณกันแทบจะ 24 ชั่วโมง ดังนั้น เราคุยกับข้าราชการได้ว่า แต่ละนโยบายทำได้แค่ไหน

นโยบายรอบนี้ของเราอาจไม่ได้ดูปังเหมือนพรรคอื่น เพราะเราต้องมั่นใจได้ว่า “พูดแล้ว ทำได้หรือเปล่า” อย่างนโยบาย เช่น “ทำไมเมื่อก่อนนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 แต่ตอนนี้ลดเหลือ 1,500 บาท” นั่นเป็นเพราะเรา Based on จากกรอบระยะเวลาและงบประมาณที่มีอยู่จริง เพราะถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้ว งบประมาณยังไม่สามารถใช้ได้ทันที ต้องรอปีถัดไป ซึ่งงบที่เหลืออยู่ตอนนี้สามารถดำเนินนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้คนละ 1,500 บาท

เราพูดสิ่งที่ทำได้ก่อน หลังจากนั้นในปีถัดไป เมื่อเราสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดงบประมาณมากขึ้น ถึงจะปรับเป็นขั้นบันไดได้ ต้องบอกว่านโยบายพรรคประชาชนค่อนข้างฟังยาก บางทีต้องอธิบาย เพราะถ้าคิดเป็นคำสั้นๆ บางทีคนฟังอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือคนพูดก็อาจอธิบายได้ไม่ตรงตามความจริงที่ต้องการจะสื่อสารค่ะ

คิดอย่างไรกับความเห็นที่ว่า “อยากให้พรรคส้มเป็นฝ่ายค้าน เพราะทำหน้าที่ตรวจสอบได้ดี”

แล้วต้องการรัฐบาลแบบเดิมต่อไปเหรอ ต้องการแค่ฝ่ายค้านที่ดี แต่ไม่ต้องการรัฐบาลที่ดีกว่านี้เหรอ ถ้าคิดว่ารัฐบาลที่ผ่านมาดีอยู่แล้ว เราเป็นฝ่ายค้านก็ได้ค่ะ แต่แจมจะตั้งคำถามกับประชาชนตลอดว่า คุณเห็นรัฐมนตรีหน้าเดิมมากี่ปีแล้วล่ะ แค่สลับกระทรวงกันถูกไหม

ลองเข้าไปดูรายชื่อรัฐมนตรีในรอบ 10 ปีว่าเปลี่ยนไปกี่คน หน้าเดิมหมดเลยนะ สลับกันตามโควตา รอบนี้พรรคนี้คุมกระทรวงนี้ รอบหน้าไปคุมอีกกระทรวง สส.บางคนเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวงมาก แล้วเราจะคาดหวังการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงนั้นได้อย่างไร

หลายครั้งที่เราพูดคุยกับข้าราชการ เขาก็บอกว่า เมื่อรัฐมนตรีไม่มีความเข้าใจในกระทรวงนั้นๆ ทำให้เกิดนโยบายหรือโครงการที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาจริงๆ และต่อให้ข้าราชการจะไม่เห็นด้วยขนาดไหน เขาก็โต้แย้งไม่ได้หรอก เขาต้องทำตามอยู่ดี มันเป็นแบบนี้มาตลอดหลายสิบปี เช่น ‘กระทรวงศึกษาธิการ’ มีรัฐมนตรีมากี่สมัย มีใครที่มาแก้ปัญหาการศึกษาได้จริงๆ ไหม

ตอนนี้ลูกแจมอายุ 7 ขวบ แต่ปัญหาการศึกษาของรุ่นลูกก็ยังเหมือนตอนรุ่นเราเลย มันน่ารันทดที่ว่า เด็กยุคนี้ยังต้องเข้าแถวตอนเช้าอยู่ ทั้งที่เรื่องนี้โดนตั้งคำถามมาตั้งแต่ยุคเราว่า “เรามานั่งตากแดดทำไม” และทุกวันนี้เด็กก็ตั้งคำถามแบบเดียวกับเรา มันน่าเศร้าไหมล่ะ หรืออย่างวิชาลูกเสือเนตรนารี กระบี่กระบอง ก็ยังงงว่าเรียนไปทำไม สุดท้าย ‘กระทรวงศึกษาธิการ’ ไม่เคยไปแก้ปัญหาจริงๆ ของนักเรียนหรือครูเลยด้วยซ้ำ

ปัญหาเรื่อง ‘ครูต้องทำโครงการเยอะเกินไป’ เราพูดกันมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วนะ ตอนนั้นครูอาจจะต้องทำประมาณ 4-5 โครงการ แต่ตอนนี้ต้องทำ 20 กว่าโครงการ ทำไมจำนวนโครงการถึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะระดับหัวแก้ปัญหาจาก ‘หัวลงล่าง’ ไง แต่ไม่ได้รับฟังว่าคนทำงานจริงๆ ต้องการอะไร

พรรคประชาชนจึงออกนโยบายแบบย้อนกลับเลย ไม่ว่าจะนโยบายอะไรก็ตาม เราไปคุยกับคนทำงานก่อนเลย เพื่อให้รู้ว่าคนทำงานต้องการอะไร แล้วส่วนกลางสามารถเซิร์ฟคนทำงานอย่างไรได้บ้าง นำไปสู่การปลดล็อกระบบระเบียบบางอย่าง เพื่อให้ฝ่ายบริหารกับคนทำงานเชื่อมถึงกัน และทำงานสอดรับกัน แต่การเมืองที่ผ่านมาไม่เคยทำแบบนี้ เพราะรัฐมนตรีที่คุมกระทรวงไม่เข้าใจปัญหาในระบบการศึกษาจริงๆ

ประเทศไทยมีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นตำรวจ แล้วชื่นชมว่าเกาหลีเหนือดีมาก จะทำเมืองไทยให้เป็นแบบเกาหลีเหนือ มองเผินๆ อาจจะดูตลกว่า “โอ้ย พูดอะไรตลกมาก” แต่ถ้ามองไปที่ปัญหาเชิงลึก อนาคตของเด็กไทยขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการที่มีความคิดแบบนี้ และข้าราชการต้องทำนโยบายตามนี้

ประเทศเราถอยมาไกลมากแล้ว ถ้ามันถอยไปไกลกว่านี้นะ คนหนีออกนอกประเทศหมดแล้ว หรือคนอาจจะหมดหวังกันมากขึ้น ‘สถิติเด็กเกิดต่ำ’ สะท้อนถึงปัญหาหลายๆ อย่างในประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องระบบการศึกษา ลองคุยกับสามีภรรยาที่ยังไม่มีลูกสิ เชื่อว่าหลายคนไม่อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนรัฐบาล แต่ถ้าให้ลูกไปเรียนโรงเรียนเอกชน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้นอีก

ทนายแจมเป็นหนึ่งใน สส. ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเด็กมาโดยตลอด แล้วคิดเห็นอย่างไรกับปัญหาการสอบ TCAS ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านๆ มา เช่น กรณีน้ำท่วมภาคใต้ การจัดคอนเสิร์ตบริเวณใกล้เคียงสถานที่สอบ หรือค่าสมัครสอบที่มีราคาสูง

ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศไทย (ทอ.) จัดงานครบรอบ 88 ปีกองทัพอากาศ ตรงกับวันสอบ A-Level แล้วแจกให้เด็กใส่ที่อุดหู (Ear Plug) เรางงมากว่า กองทัพอากาศจำเป็นต้องแสดงการบินวันนั้นจริงๆ เหรอ

เราเลยเขียน Statement เรื่องนี้ผ่านโซเชียลมีเดียของตัวเองว่า เกาหลีใต้เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกับไทย แต่รัฐบาลเกาหลีใต้สั่งยกเลิกไม่ให้เครื่องบินทุกลำขึ้นบินและลงจอดในช่วงวันเวลาสอบ ‘CSAT’ หรือการสอบเข้าระดับชั้นมหาวิทยาลัยของประเทศ เพราะเขาถือว่าการสอบของเด็กสำคัญกว่า

แต่ประเทศไทยกลับแก้ปัญหาด้วยการให้เด็กใส่ที่อุดหู เพราะฝ่ายบริหารไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเด็กจริงๆ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต้องไปคุยกับกระทรวงกลาโหมว่าสามารถเลื่อนได้ไหม ไม่ใช่ต่างคนต่างแก้ปัญหาเท่าที่จะแก้ได้

ทั้งที่จริงๆ แล้ว กิจกรรมต่างๆ ที่ก่อมลภาวะทางเสียงควรเลื่อนออกไป เพื่อให้ความสำคัญกับบุคลากรของประเทศก่อน แต่ประเทศเราไม่ได้มองว่าเด็ก นักเรียน หรือนักศึกษาสำคัญมากพอ เมื่อรัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์น้อยกว่าความมั่นคง หรือน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ วิธีการแก้ปัญหาจึงออกมาเป็นแบบนี้

ประเทศไทยมีการเรียกร้องเรื่องความเท่าเทียมทางเพศมาหลายปีแล้ว คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังจำเป็นต้องสนใจประเด็นนี้อีกไหม

พรรคประชาชนยังคงผลักดันเรื่อง ‘คำนำหน้านาม’ และ ‘ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว’ เพราะเรายังคงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อยู่ แต่ 2 นโยบายนี้จะใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานเท่าไร ก็ต้องไปดูที่กระบวนการแก้ไขกฎหมายอีกที เพราะการแก้ไขกฎหมายฉบับหนึ่งไม่ได้ใช้เวลาแค่ปีเดียวอยู่แล้ว

บางทีหนึ่งสมัยก็ยังแก้บางกฎหมายไม่สำเร็จ ถ้าในสภายังคุยกันไม่จบ หรือถ้าไม่ผ่านแม้กระทั่งวาระแรก การแก้ไขกฎหมายนั้นก็ถูกปัดตกไปอยู่ดี เพราะฉะนั้น ทุกกฎหมายต้องมีวิธีการในการได้มาซึ่งฉันทามติของประชาชนด้วย

ตอนที่พรรคประชาชนเขียนนโยบายกัน กฎหมายไหนที่มีความ Controversial สูง ทางฝ่ายบริหารก็จะตั้งคำถามไปยังคนที่เสนอนโยบายว่า “แล้วคุณจะทำยังไงให้คนยอมรับกฎหมายนี้” อย่างนโยบายเรื่อง ‘คำนำหน้านาม’ คนต่อต้านเยอะมาก แต่มีไม่กี่คนที่เข้าไปอ่านเนื้อหาของนโยบายจริงๆ ทุกคนจะแชร์ไปแค่ชื่อ ‘คำนำหน้านามตามความสมัครใจ’ แล้วเขาก็จะตีความแค่ประโยคนั้นประโยคเดียว ทั้งที่ในเนื้อหาระบุถึงวิธีและกระบวนการดำเนินนโยบายนี้เยอะมาก ว่าเราจะทำให้สังคมเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร

นโยบายที่มีความ Controversial พรรคจะพยายามทำงานร่วมกับเครือข่าย และพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) เช่น ‘พี่เซีย จำปาทอง’ ทำงานกับแรงงานมาโดยตลอด นโยบายของพี่เซียผ่านการคุยกับแรงงานมาแล้ว ต่อให้นโยบายจะมีความ Controversial สูงมาก แต่ก็มีกลุ่มแรงงานที่พร้อมจะช่วยกระจายข้อมูล และช่วยขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปด้วยกัน

ทุกกฎหมายต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ‘สมรสเท่าเทียม’ ไม่ได้ใช้เวลาแค่ 2-3 ปีนะ แต่ประชาชนสู้กันมา 20 กว่าปี เมื่อก่อนกระแสต้านเยอะมาก หลายพรรคการเมืองก็ไม่ได้เห็นด้วย แต่พอประเด็นนี้ผ่านกระบวนการทำงานทางความคิดกับผู้คนจำนวนมาก ปัจจุบันไม่มีพรรคไหนไม่เห็นด้วยเลย เพราะฉะนั้น ‘คำนำหน้านาม’ เองก็เหมือนกัน มันต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจให้กับสังคม แต่ถ้าเราตัดนโยบายนี้ออก มันเหมือนเราทิ้งคนอีกกลุ่มไปเลย ซึ่งพรรคประชาชนไม่ทำแบบนั้น

แล้วในมุมประชาชนล่ะ ในเมื่อตอนนี้สมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว ทุกคนยังจำเป็นต้องสนใจประเด็น ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ อีกไหม

การที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่าน ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนทุกอย่างได้ ‘สมรสเท่าเทียม’ คือการทำให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถเป็นคู่สมรสกันได้ รวมถึงมีสิทธิต่างๆ รองรับ แต่ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ต้องแก้ไขเพื่อให้สอดรับกับสมรสเท่าเทียมด้วย เช่น ‘คำนำหน้านาม’ อย่างที่ได้กล่าวไป

การผลักดันสิทธิลาคลอด สิทธิลาหยุดเมื่อมีประจำเดือน สวัสดิการผ้าอนามัยฟรี หรือห้องให้นมบุตร ถือเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป หรือเอาเปรียบเพศอื่นไหม

เราจะได้ยินคำถามแบบนี้บ่อยมาก เพราะคนไทยมองเรื่องความเท่าเทียมคนละแบบกับต่างชาติ เลนส์ของความเท่าเทียมไม่ใช่ว่าเพศชายและเพศหญิงต้องได้เท่ากันทั้งหมด แต่ต้องดูว่าเพศหญิงและเพศชายไม่เท่ากันเรื่องอะไรบ้าง แล้วรัฐบาลต้องซัพพอร์ตในเรื่องนั้นเพิ่ม เช่น ผู้ชายไม่ได้ปวดท้องหรือเดินไม่ได้เพราะมีประจำเดือนเหมือนผู้หญิง ฉะนั้น รัฐบาลจะทำอย่างไรให้ผู้หญิงมีสิทธิทัดเทียมผู้ชาย นั่นคือการเติมในเรื่องที่ผู้หญิงขาดให้เท่ากัน

ความเท่าเทียมไม่ใช่ว่าทุกคนยืนในระดับเดียวกันแล้วมองเห็นวิว แต่มันคือการเติมขั้นบันไดให้คนตัวเล็กได้มองเห็นวิวเท่ากับคนตัวสูง ไม่ว่าจะเรื่องเมนส์มาลาได้ สวัสดิการผ้าอนามัย หรือห้องให้นม ล้วนแล้วแต่คือการเติมสิทธิค่ะ

เช่น เวลามีลูก ร่างกายของผู้หญิงกับผู้ชายเปลี่ยนไม่เหมือนกันเลยนะ ต่อให้ผู้ชายมีลูกก็ไม่ต้องมาคัดเต้านมทุก 2 ชั่วโมง ขณะที่ใน 2 ชั่วโมงนั้น ผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้สึกตึงที่หน้าอก จนต้องหาวิธีจัดการกับน้ำนมที่ผลิตตลอดเวลา หรือถ้าออกไปข้างนอก ผู้ชายจะเดิน 8 ชั่วโมง เขาก็ไม่มีปัญหากับร่างกายเหมือนผู้หญิง คุณแม่บางคนกลับบ้านมา น้ำนมไม่ไหล หรือแข็งเป็นไตเป็นหนอง ต้องไปผ่าออกก็มี ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้หญิงต้องเผชิญมากกว่าผู้ชาย เพราะฉะนั้น การผลักดันสิทธิลาคลอด สิทธิลาหยุดเมื่อมีประจำเดือน สวัสดิการผ้าอนามัยฟรี และห้องให้นมบุตรคือการลดอุปสรรคในการใช้ชีวิตของผู้หญิงให้เท่ากับผู้ชาย

ตอนเราไปไต้หวัน ‘ห้องให้นมบุตร’ มีเยอะจนเหมือนร้านสะดวกซื้อ 7-11 ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ แม้จะมีลูกก็ตาม เพราะจะปั๊มนมตอนไหนก็ได้ เข้าห้องให้นมที่ไหนก็ได้ และสามารถจัดการกับเรื่องน้ำนมที่ไหลตลอดเวลาได้ ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่แม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนพ่อ นี่แหละคือความเท่าเทียม

ขอหนึ่งประเด็นเกี่ยวกับ ‘สิทธิสตรี’ ที่คุณอยากผลักดันมากที่สุด ณ ตอนนี้ พร้อมอธิบายเหตุผล

ประเทศไทยยังพูดถึงเรื่องสิทธิสตรีน้อยมากเลยนะ ส่วนหนึ่งก็เพราะฝ่ายบริหารมีผู้หญิงน้อยเกินไป ฉะนั้น ถ้าต้องเลือกแค่หนึ่งประเด็น เราอยากเห็น ‘การเมืองไทยที่ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น’ ไม่อยากให้คนไทยแค่มานั่งตามส่องว่า “โอ้ นักการเมืองหญิงคนนี้สวยน่ารัก เคยใส่ชุดบิกินี่” อยากให้คนไทยข้ามขั้นนี้ไปให้ได้ ซึ่งสื่อมวลชนก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน ว่าจะทำยังไงให้คนไทยโฟกัสที่ความสามารถของผู้หญิงมากกว่ารูปร่างหน้าตาภายนอก แน่นอนว่ามันอาจจะหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่อยากให้สื่อพยายามนำเสนอคอนเทนต์ที่ทำให้ผู้คนเห็นว่า ‘ผู้หญิงกับการเมือง’ มันเป็นไปได้

เพื่อให้ผู้หญิงรู้สึกว่า “เมื่อฉันเข้าสู่การเมือง ฉันไม่ต้องถูกขุดภาพบิกินี่ของฉันนะ” อยากให้สังคมสนใจประเด็นที่นักการเมืองหญิงอยากผลักดัน มากกว่าสนใจว่าเขามีคาแรกเตอร์แบบไหน ถ้าในระดับบริหารหรือระดับสภานิติบัญญัติมีผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น การออกกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิสตรีก็จะง่ายขึ้น

เหตุใดที่ประเทศสวีเดนและเดนมาร์กสามารถผลักดันเรื่องสิทธิผู้หญิง รวมถึงสิทธิแม่และเด็กได้ง่าย เพราะในสภามีนักการเมืองหญิงเต็มเลย ซึ่งทุกคนล้วนเข้าใจการปวดท้องเมนส์ เข้าใจความไม่เท่าเทียมของร่างกายที่แตกต่างกัน

ที่ผ่านมา สส.หญิงถูกคุกคามทางเพศมาโดยตลอด คุณอยากขับเคลื่อนประเด็นนี้อย่างไร

ตอนนี้สส. หญิงหลายคนในพรรคก็รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย เพราะโดนขุดภาพเซ็กซี่ กลายเป็นภาพเหล่านั้นกลบประเด็นที่พวกเขาอยากผลักดัน อย่างน้องสส. คนหนึ่งเก่งเรื่อง IT และการทำข้อมูลมาก แต่คนพูดถึงเรื่องเป็น ‘สาวแว่น’ อย่างเดียว จนทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีใครสนใจประเด็นที่เขาผลักดันเลยหรือเปล่า แจมอยากให้สื่อและผู้คนโฟกัสเรื่องความสามารถมากกว่า แล้วคิดว่าการคุกคามทางเพศก็จะลดลงตามไป

ส่วนการยืนยันสิทธิของผู้หญิงในเรื่อง ‘กฎหมายคุกคามทางเพศ’ ตอนที่พรรคไทยสร้างไทยออกมาดำเนินการคดีกรณีคุณจินนี่ ก็ถือเป็นหมุดหมายที่แสดงให้เห็นว่า คุณไม่สามารถคุกคามทางเพศคนอื่นได้ จะโพสต์คุกคามกันแบบเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว เพราะกฎหมายนี้มัน Active แล้ว คนก็จะระวังเรื่องนี้กันมากขึ้น แจมมองว่า การที่มีระดับนักการเมืองออกมาเทคแอคชันเรื่องนี้เป็นการเคลื่อนไหวที่ดีมากๆ

คุณคิดอย่างไรกับ ‘อคติทางเพศที่มีต่อ สส.หญิง’ เช่น แสดงออกอย่างมั่นใจก็ถูกตำหนิว่า “ก้าวร้าว” ถ่ายรูปแบบอินฟลูเอนเซอร์ในป้ายหาเสียงก็โดนโจมตีว่า “ออดอ้อน” หรือแม้กระทั่งการโดน Body Shaming เรื่องรูปร่างว่า “ตัวเองยังไม่ดูแล จะดูแลใครได้”

สส. หญิงมีต้นทุนมากกว่าสส.ชายอยู่แล้ว เวลาพูดแบบนี้ คนก็จะบอกว่าประคบประหงมผู้หญิงกันเกินไปหรือเปล่า แต่เราไม่ได้พูดถึงในมุมอัตลักษณ์ทางเพศนะ เราพูดถึงเรื่อง ‘การกดทับทางสังคม’ ที่ไม่เท่ากันมานานแล้ว

จริงๆ การแก้ปัญหานี้ต้องผ่านกระบวนการทำความเข้าใจนี่แหละ เรื่องการศึกษาก็สำคัญเหมือนกัน หลักสูตรการศึกษาที่ดีจะพยายามให้ความรู้ในเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันยังไม่ค่อยมีในหลักสูตรของไทย ถ้าเด็กเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น พอโตมา เขาก็จะเก็ตไอเดียเรื่องนี้

อีกมุมหนึ่ง ภาครัฐเองก็ต้องเป็นภาพสะท้อนให้คนในสังคมเห็นเหมือนกันว่า การลดทอนคุณค่าของนักการเมืองหญิงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่งแจมก็อยากให้ทุกคนช่วยกันออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นักการเมืองหญิงควรได้รับการเคารพมากกว่านี้ เพื่อให้อคติทางเพศลดลง

อยากสอบถามถึงกรณี ‘นายกอบจ.ลำพูน’ ที่อดีตภรรยาออกมาโพสต์ว่ามีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว พรรคมีแนวทางหรือทัศนคติต่อเรื่องนี้อย่างไร

สิ่งหนึ่งที่สื่อหรือสังคมไทยลืมนึกถึง เวลามีคดีครอบครัวเกิดขึ้นคือ ‘เด็ก’ กรณีของนายกอบจ.ลำพูนไม่ได้มีแค่สามีภรรยานะ แต่มีเด็กอยู่ในสมการนี้ด้วย หลายครั้งที่สังคมมักจะพยายามให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายเปิดข้อมูลออกมาให้หมด ต้องอธิบายทุกขั้นตอนว่าทำร้ายกันยังไง จิกหัวกันยังไง หรือมีกิ๊กได้ยังไง เพื่อความโปร่งใส แต่สุดท้าย คนที่บอบช้ำที่สุดในคดีครอบครัวก็คือ ‘เด็ก’ หลายคนลืมไปเลยว่า สังคมเรามีเด็กอยู่ด้วย และไม่ใช่แค่ลูกของคู่กรณีเท่านั้นนะ แต่รวมไปถึงเด็กทั้งหมดในสังคม

เราจึงสะท้อนประเด็นนี้ไปทางพรรคประชาชนเหมือนกันว่า ถ้าเป็นไปได้ เคสนี้ไม่ต้องไปตอบโต้อะไรมาก ให้ไปคุยกันหลังบ้าน และจัดการปัญหาให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมดีกว่า เพราะการเอาทุกอย่างมาฟาดกันบนโลกออนไลน์ จะกลายเป็น Digital Footprint ที่ส่งผลกับเด็กมาก ต่อให้ใครจะด่าว่า ทำไมพรรคไม่ชี้แจงอะไรเลย แต่สำหรับเรา เด็กสำคัญที่สุด เราจะทำยังไงให้กระทบต่อเด็กน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้เห็นด้วยกับ ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ อยู่แล้ว ตัวแจมเองก็เป็นคนเสนอให้ทำนโยบายเรื่องนี้ด้วยซ้ำ จริงๆ เราอยากจะเขียน Statement เรื่องนี้เหมือนกัน แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็ไม่อยากเปิดแผลให้มากไปกว่านี้ เพราะถ้าเราโพสต์ สื่อก็จะเอาไปทำข่าวต่อ ซึ่งคือ Digital Footprint ที่ลบออกไม่ได้ วันหนึ่งลูกอาจจะไปค้นเจอว่า พ่อแม่เราฟาดฟันกันบนโลกอินเทอร์เน็ต

เพราะฉะนั้น เรื่องใดก็ตามที่มีเด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ใหญ่จะต้องพิจารณาถึงเด็กด้วย ไม่ใช่สนใจแค่ผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างเดียว เราต้องเทคแอคชันอีกแบบ เพื่อลดบาดแผลในใจของเด็ก เพราะสุดท้าย วันหนึ่งเด็กก็ต้องโตไปเป็นผู้ใหญ่ ถ้าเขามีบาดแผลในใจ มันก็จะส่งผลอนาคตของสังคมอยู่ดี แต่ถามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ไหม? ก็ต้องเป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้วค่ะ

จากเวทีดีเบต Ladies in Politics คุณได้รับผลโหวตสูงสุด (62%) คิดว่าจุดแข็งของตัวเองในการเป็นผู้แทนประชาชนคืออะไร

แจมคิดว่าคนเชื่อในพรรค แจมบอกตลอดว่า ‘พรรคประชาชน’ เหมือนเป็นพรรคแห่งความหวัง เราไม่ได้เคลมว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่ดีที่สุดในทุกเรื่องนะ แต่ถ้าพูดถึงพรรคที่พอจะเป็นความหวังได้ในตอนนี้ เราคิดว่าพรรคประชาชนคือช้อยส์นั้นของคนไทย

ตอนไปลงพื้นที่ เรารับรู้ได้ถึง Emotional ของประชาชน เขารู้สึกเบื่อและหมดหวัง เพราะครั้งที่แล้ว มันคือการเมืองแห่งความหวังมากๆ ประชาชนหวังมากว่า “ฉันจะมีนายกฯ ชื่อพิธานะ ฉันจะมีรัฐบาลที่เป็นพรรคก้าวไกล” แล้วสุดท้าย ความหวังนั้นถูกทำลายไป

วันที่ประกาศว่าก้าวไกลไม่ได้เป็นรัฐบาล แจมไปลงพื้นที่ ประชาชนเสียใจมาก คุณตาคุณยายร้องไห้ตอนเจอหน้าเรา โดยที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวนะ เขาแค่เห็นเราใส่เสื้อพรรคก้าวไกล เพราะฉะนั้น การเมืองรอบนี้ เราต้องไปกอบกู้เศษซากความหวังของประชาชนกลับมาอีกครั้ง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

ตอนลงพื้นที่รอบนี้ เราไม่ได้พูดนโยบายอะไรเยอะเลย แค่บอกให้เขาไปเลือกตั้ง คุณแม่อย่าเพิ่งหมดหวัง รอบนี้ สว. โหวตไม่ได้แล้วนะ รอบนี้เรามีแคนดิเดต 3 คนนะ อยากให้คนไทยมีความหวังที่จะไปเลือกตั้งอีกครั้ง หรืออย่างน้อยๆ ไปโหวตเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังดี

เราพยายามอธิบายว่า ถ้าคุณแม่ไม่ทำอะไรเลย หรือไม่ไปใช้สิทธิเลย สุดท้ายประเทศเราก็จะถอยหลังไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นการเมืองแบบนี้ไปเรื่อยๆ บางคนก็บอกว่า “โอ๊ย ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ตายแล้ว” เราเลยถามกลับว่า “คุณแม่เห็นหน้าลูกหลานไหมล่ะ อยากจะให้ลูกหลานของคุณแม่อยู่ในสังคมแบบนี้ไปตลอดเหรอ ไม่สงสารลูกหลานเหรอ ลองไปใช้สิทธิอีกสักรอบนะ” หลายคนก็ยอมออกไปใช้สิทธิ เพราะเห็นแก่อนาคตของหลาน

การเลือกตั้งปีนี้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว อยากบอกอะไรกับประชาชนที่อาจจะรู้สึกหมดศรัทธากับการเลือกตั้ง และไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้นได้

ถ้าย้อนกลับก่อนจะมีลูก เราเองก็เคยเป็นคนที่คิดแบบนั้น รู้สึกว่าประเทศนี้ไปไหนไม่ได้แล้ว เราก็อยู่ของเราได้ อาจไม่ได้รวยมาก แต่ก็ไม่ได้ลำบาก เดี๋ยววันหนึ่งตายไปก็จบแล้ว แต่พอมีลูกนี่แหละ ทำให้เราคิดไปไกลกว่าตัวเอง ถ้าเราตายไปแล้ว สังคมยังเป็นแบบนี้อยู่ ลูกจะทำยังไง ลูกจะใช้ชีวิตแบบไหน

รวมถึงการเกิดขึ้นของ ‘พรรคอนาคตใหม่’ ก็จุดประกายความหวังให้เราเหมือนกัน ทำให้เรารู้สึกว่า คนธรรมดาก็เข้าไปทำการเมืองเหมือนกันได้นี่หว่า ยิ่งพอเป็น ‘พรรคก้าวไกล’ จำนวน สส. ก็ยิ่งมากขึ้น ตอนที่เราเริ่มมาทำงานในสภาร่วมกับพรรค เราก็รู้สึกว่า พรรคนี้ยังเป็นความหวังให้เราได้อยู่

หลายคนอาจจะรู้สึกว่า การเมืองไทยไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว แต่ลองย้อนกลับมามองสิ่งที่เรากำลังทำ สิ่งที่พรรคประชาชนกำลังผลักดัน แม้ความหวังจะลดน้อยลง แต่มันก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง เพราะฉะนั้น ลองสร้างปาฏิหาริย์กันอีกรอบ ความหวังเล็กๆ ของหลายคนรวมกันอาจจะเป็น 100% ขึ้นมาก็ได้ ออกไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กาเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจริงๆ กันค่ะ

คุณเป็นทั้ง Activist ที่เคยทำงานในศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ภรรยาผู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่สามี และแม่ลูกสองที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเด็กและสิทธิสตรี อยากฝากอะไรถึงผู้หญิงหลายคนที่อาจจะยังไม่เชื่อมั่นในพลัง ความสามารถ หรือแม้แต่สิทธิ์เสียงของตัวเอง

ผู้หญิงบางส่วนอาจจะมีความกังวลว่า ฉันจะดีพอหรือเปล่า ฉันจะทำเรื่องนี้ได้ดีหรือเปล่า ฉันจะเสียงดังไหม ฉันจะรีแอคกับเรื่องนี้ได้ดีเท่าผู้ชายหรือเปล่า ฉันจะไปยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนผู้ชายได้หรือเปล่า แต่จริงๆ แล้ว ผู้หญิงมีมิติในการทำงานที่หลากหลาย และทุกคนสามารถมายืนแถวหน้าได้หมด ผ่านคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป

อย่างแจมกับไอซ์ก็คนละสไตล์ แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคืออยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องถือค้อนเหมือนกันทุกคนก็ได้ เพราะแต่ละคนมีเครื่องมือที่ถนัดไม่เหมือนกัน แต่ปลายทางคือเราจะซ่อมประเทศนี้ไปด้วยกัน

บทความต้นฉบับได้ที่ : กอบกู้เศษซากความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ไปกับ ‘ทนายแจม - ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์’ ผู้สมัครสส. พรรคประชาชน ที่อยากให้คนไทยสนใจนักการเมืองหญิงจาก ‘ประเด็นที่เธอทำ’ มากกว่า ‘รูปลักษณ์ที่เธอเป็น’

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...