หนี้ใต้พรมหนักกว่าหนี้เสีย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยชี้ 4 กลุ่มคนติดหนี้ใหญ่ในไทย เปิด 5 ชุดความคิดแก้หนี้คนไทย
BTimes
อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 13.55 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 05.10 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ หรือ PIER เปิดเผยว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนหนักกว่าที่ตัวเลขทางการบอกเรา เวลาพูดถึงปัญหาหนี้ เรามักมองจากตัวเลขทางการ เช่น หนี้เสีย (NPL) แต่ความจริงแล้ว ภาพหนี้ของคนไทย กว้างและลึกกว่านั้นมาก งานวิจัยของ PIER พบว่า ประมาณ 38% ของประชากรไทยมีหนี้ในระบบ (ข้อมูลเครดิตบูโร) แต่การสำรวจครัวเรือนตัวอย่างทั่วประเทศของเรา พบว่า ยังมีคนไทยอีกกว่า 40% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ และต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบหรือสถาบันการเงินชุมชนเป็นหลัก
ที่สำคัญ ปัญหาหนี้ไม่ได้สะท้อนผ่าน NPL เพียงอย่างเดียว แม้จะมีเพียงราว 22% ที่เป็น NPL อย่างเป็นทางการ แต่งานวิจัยของ PIER พบว่า เมื่อดูพฤติกรรมการชำระหนี้ย้อนหลัง จะพบว่า กว่า 30% ของลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL กำลัง “จ่ายหนี้แบบเสี่ยง” ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายขั้นต่ำ จ่ายไม่เต็มงวด หรือจ่ายแต่ดอกเบี้ย เช่น กว่า 40% ของลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลจ่ายแค่ขั้นต่ำ และกว่า 50% ของลูกหนี้เกษตรกรจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งลูกหนี้กลุ่มนี้จ่ายเท่าไรก็ไม่ตัดเงินต้น หนี้จึงเรื้อรังไม่จบ และพร้อมจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต นี่คือ “หนี้ใต้พรม” และเป็นระเบิดเวลาของระบบเศรษฐกิจการเงินไทย
ถ้าจะแก้หนี้ ต้องเริ่มจาก เข้าใจว่าทำไมคนถึงจ่ายหนี้ไม่ได้ หนี้ไม่ได้มีปัญหาแบบเดียวกัน นโยบายแก้หนี้จึงไม่ควรมีสูตรเดียว โดยสาเหตุที่ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้ ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดอย่างน้อยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่
1.หนี้เกินศักยภาพตั้งแต่ต้น ลูกหนี้กลุ่มนี้มีภาระหนี้มากเกินกว่าที่รายได้จะรองรับ จ่ายเท่าไรก็ไม่ตัดเงินต้น ต้องหมุนหนี้จากที่หนึ่งไปจ่ายอีกที่หนึ่งไปเรื่อย ๆ ดังนั้น การปรับโครงสร้างหนี้จึงเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่จำเป็น และเป็นการใช้งบประมาณรัฐที่คุ้มค่า หากช่วยให้ลูกหนี้กลุ่มนี้กลับมาปลดหนี้ได้ด้วยตัวเอง
2.ขาดความสามารถในการชำระหนี้ โดยกลุ่มนี้แบ่งได้อีกเป็นผู้ที่ยังพอทำงานได้ → ต้องแก้หนี้ควบคู่กับการสร้างรายได้ผู้ที่ขาดศักยภาพจริง เช่น สูงอายุหรือเจ็บป่วย → การแก้หนี้อาจต้องตั้งต้นที่ทรัพย์สิน ว่าสามารถนำมาช่วยเปลี่ยนเป็นรายได้มาใช้หนี้ได้บ้างหรือไม่ ก่อนที่จะไปช่วยลดหรือสุดท้ายตัดหนี้ ซึ่งก็ต้องทำอย่างระวังไม่ให้สร้างแรงจูงใจไม่ดี (moral hazard)
3.ขาดวินัยและแรงจูงใจที่จะชำระหนี้ งานวิจัยของ PIER พบว่า ครึ่งหนึ่งของคนที่มีปัญหาหนี้ เกิดจากสาเหตุนี้ แต่ข้อดีคือ กลุ่มนี้แก้ได้ไม่ยาก หากออกแบบแรงจูงใจให้ตรงจริต เช่น งานวิจัยที่สถาบันวิจัยป๋วยไปทำโครงการ “ชำระดีมีโชค” กับ ธกส. ที่เปลี่ยนการจ่ายหนี้ทุก ๆ 1,000 บาทให้ได้สิ่งตอบแทนเป็นการลุ้น “รางวัล” และมีการจับรางวัลสม่ำเสมอ เกษตรกรกว่า 50% ที่เดิมไม่ได้จ่ายหนี้ หรือจ่ายหนี้เพียง 1 ครั้งต่อปี หันมาจ่ายหนี้มากขึ้นและบ่อยขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
4.ขาดการรับรู้ (awareness) ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่รู้สถานะหนี้ของตนเอง หรือไม่เข้าใจว่ามีทางเลือกแก้หนี้อะไรบ้าง ดังนั้น การสื่อสารนโยบายให้ลูกหนี้ “รับรู้และเข้าใจ” ในวงกว้าง อาจเป็นการแก้ last mile problem ที่ใช้ต้นทุนไม่มาก แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ หรือ PIER เปิดเผยต่อไปว่า นโยบายแก้หนี้ที่ดีควรแก้ได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่แค่ชั่วคราว หัวใจของนโยบายแก้หนี้ที่ดี คือ ควรมีอย่างน้อย 5 หลักคิดสำคัญ
1.ต้องช่วยให้ลูกหนี้ช่วยตัวเองได้ ไม่สร้างแรงจูงใจให้ไม่จ่ายหนี้การช่วยเหลือต้องสอดคล้องกับศักยภาพลูกหนี้ เน้นปลดล็อกข้อจำกัด เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ให้เงินที่จ่ายสามารถตัดเงินต้นได้จริง ไม่ใช่ยกหนี้หรือพักหนี้ถ้วนหน้า ยกเว้นกรณีที่ลูกหนี้ไร้ศักยภาพจริง ๆ และควร reward กับลูกหนี้ที่ชำระหนี้ดีด้วย
2.แก้หนี้ต้องเชื่อมกับรายได้และการสร้างวินัยทางการเงิน หากรายได้ไม่พอ ต่อให้เข้าโครงการก็ชำระตามเงื่อนไขได้ยาก นโยบายแก้หนี้จึงต้องเดินควบคู่กับการสร้างรายได้ และสถาบันการเงินควรต้องมีกลไกกระตุ้นและสร้างวินัยให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการมาชำระหนี้ตามเงื่อนไข ดังนั้น นอกจากออกแบบมาตรการแล้ว ต้องสร้างแรงจูงใจ และสร้าง KPI ให้สถาบันการเงินช่วยลูกหนี้ด้วย หลักฐานจากงานวิจัยของ PIER สะท้อนชัดว่า การแก้หนี้เพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ โดยภายในระยะเวลาเพียง 12–18 เดือน มีลูกหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสีย (pre-emptive restructuring) ราว 20% กลับมาผิดนัดชำระหนี้ซ้ำ ขณะที่ลูกหนี้เสียที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ (troubled debt restructuring) มากกว่า 50% วนกลับไปสู่วังวนของการเป็นหนี้เสียซ้ำอีกครั้ง
3.แก้หนี้นอกระบบ ต้องเปิดทางเข้าสินเชื่อในระบบ ปัญหาหนี้นอกระบบเกิดจากการเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ การแก้อย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่ปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบ แต่ต้องทำให้ครัวเรือนและธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในวงกว้าง
4.ต้องรวมศูนย์ข้อมูลเครดิตและการกำกับดูแลที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยระบบข้อมูลเครดิตที่ครบถ้วนครอบคลุมจะช่วยให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ตามศักยภาพลูกหนี้ได้จริง แยกคนที่ควรปล่อยออกจากคนที่ไม่ควรปล่อยเพิ่ม และสร้างแรงจูงใจให้ทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้มีความรับผิดชอบ
5.ต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสวัสดิการทางสังคมที่ทั่วถึงเพราะหากไม่มีตาข่ายรองรับความเสี่ยง ผู้คนก็จะหันกลับมาพึ่งพิงสินเชื่ออย่างไม่รู้จบ