โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้ามภพป่วนหัวใจคุณชายหมอ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 03 เม.ย. 2567 เวลา 10.05 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. 2567 เวลา 10.05 น. • ชาไทยเย็น

ข้อมูลเบื้องต้น

"ลู่เหม่ยหลิน" พยาบาลสาวที่เติบโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า จู่ ๆ ก็เกิดหน้ามืดและหัวใจวายตายเนื่องจากทำงานหนักและพักผ่อนน้อย เธอข้ามภพมาอยู่ในร่างของลูกสาวคนรองพ่อค้าตระกูลลู่ผู้ร่ำรวย จนได้มารู้ว่าตระกูลลู่จะหมั้นหมายคุณชายรองสกุลเฉินให้เธอ

"เฉินต้าเว่ย" คุณชายรองตระกูลเว่ย คุณหมอเย็นชาหน้านิ่งและไม่สนใจผู้หญิง แม้เขาจะรู้ว่าก่อนหน้านี้ลู่เหม่ยหลินพอใจในตัวเขาแต่กเขากลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอ จนทั้งสองตระกูลต้องมาหมั้นหมายกัน เมื่อพบเธออีกครั้ง เขารู้สึกได้ว่าเธอไม่เหมือนจาก "ลู่เหม่ยหลิน" ที่เขาเคยรู้จัก

เมื่อทั้งสองได้หมั้นหมายกัน ความรู้สึกของทั้งคู่ก็เริ่มเปลี่ยนไป เหม่ยหลินที่ไม่เคยสัมผัสชีวิตที่ร่ำรวยตั้งใจว่าอยากจะใช้ชีวิตแบบคนรวยบ้าง แต่เพราะชาติก่อนที่พบเจอแต่ความลำบาก เธอจึงทำงานทุกอย่างที่ได้เงินทั้งเป็นลูกจ้างร้านขายยาจีน ผู้ช่วยเชฟ พยาบาลรับจ้างเลี้ยงเด็ก พนักงานส่งของ ดังนั้นเมื่อมาอยู่ในร่างคุณหนูผู้ไม่เอาไหน ทำให้เธอลืมตัวจนกลายเป็นผู้รอบรู้ทุกอย่างนั่นเอง

จากที่ไม่เคยสนใจ แต่บุคลิกที่เปลี่ยนไปของคู่หมั้นสาวทำให้เขาหวั่นไหวและเริ่มสนใจเธอ ทุกอย่างที่เหม่ยหลินทำล้วนแต่น่าสนใจจนเขา…ตกหลุมรักเธอไปเงียบ ๆ แต่คุณย่าของเขากลับอยากให้เขาแต่งงานกับ

"หลิวซูอิ๋ง" ลูกสาวนายพันของตระกูลหลิว ซึ่งทั้งสองตระกูลเป็นครอบครัวทหารเหมือนกัน

เมื่อเธอจะถอย….

แต่เขากลับรุก….

เรื่องวุ่นวายเลยเริ่มต้นขึ้น

จากคนไม่ได้เรื่อง เอาแต่ใจตัวเองและใช้เงินฟาดหัวคนอื่นไม่มีน้ำใจ

กลายเป็นผู้หญิงแกร่งมีความสามารถจนทุกคนตกตะลึง

จะไม่ให้เขาสนใจเธอได้อย่างไร ในเมื่อสองตระกูลมีข้อตกลงร่วมกัน เขาจะใช้เรื่องนี้ผูกมัดเธอเอาไว้…

ดูสิว่าจะหนีไปไหนได้….

** เรื่องนี้เป็นนิยายจีนยุค 80 เรื่องแรกของไร้ต์นะคะ เนื้อเรื่องทั้งชื่อคน สถานที่ล้วนเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ

สำหรับใครที่ต้องการเสพเนื้อหาแนวประวัติศาสตร์รบกวนข้ามไปก่อนนะคะเพราะไร้ตืไม่ได้เน้นเรื่องนี้จ้า

เรื่องราวเน้นเรื่องความรักไม่เน้นปมดราม่า เป็นแนวสุขนิยมรักเดียวเช่นเดิมค่ะ

ฝากเอ็นดูน้องเหม่ยหลินกับคุณหมอต้าเว่ยเอาไว้ด้วยนะคะ

ข้ามเวลา

“ลู่เหม่ยหลิน” กับชีวิตพยาบาลสาวที่แสนวุ่นวายในโรงพยาบาลใหญ่ ปีนี้เธออายุยี่สิบหกปีแล้ว สี่ปีกับอาชีพพยาบาลที่เธอพยายามร่ำเรียนจนสำเร็จ จากเด็กกำพร้าพ่อแม่ที่เติบโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเล็ก ๆ ในกวางโจว มาตอนนี้เธอสามารถทำงานและมีรายได้เพื่อไปช่วยเหลือน้อง ๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอี้หม่าเถินได้แล้ว

“มาเด็ก ๆ มากินขนมเร็ว ๆ เข้าวันนี้พี่ได้ขนมมาเยอะแยะเลย ไม่ต้องแย่งกันได้ทุกคน”

“พี่ใหญ่วันนี้มีคัพเค้กด้วยเหรอ”

“ใช่แล้วเป็นของโรงแรมชื่อดังเลยนะ พี่แวะไปช่วยงานเพื่อเขาเลยให้มา กินเยอะ ๆนะ”

“ลู่เหม่ยหลิน” ทำงานทุกอย่างที่จะสร้างรายได้ให้กับเธอได้ อีกทั้งเธอยังช่วยครูพี่เลี้ยงดูแลเด็กและช่วยทำบัญชีให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาตั้งแต่จบมัธยมปลาย หลังจากเห็นน้องที่พึ่งเข้ามาใหม่ตายเพราะความหนาวเธอก็ปฏิญาณตนว่าจะเรียนพยาบาลเพื่อจะได้ดูแลทุกคนในสถานรับเลี้ยงเด็กนี้ได้เพื่อจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลง

“อาหลินกลับมาแล้วเหรอ”

“ครูซ่ง กลับมาแล้วค่ะวันนี้แวะไปที่โรงแรมไปช่วยเชฟทำอาหารมาดูสิคะ เชฟให้ขนมเด็ก ๆ มาเพียบเลยค่ะ”

“ดีจริง ๆ เก็บเอาไว้บ้างนะเธอผอมเกินไปแล้ว งานที่โรงพยาบาลก็ยุ่งมากอยู่แล้ววันหยุดยังจะไปทำงานเพิ่มอีก”

“ซ่งอี้เจิน” ครูที่ดูแลเด็ก ๆ ในสถานรับเลี้ยงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงแม้ว่าตอนนี้เธอจะอายุย่างเข้าเลขหกแล้วก็ตาม แต่ภาระที่ยังต้องดูแลเด็ก ๆ ทำให้เธอยังแข็งแรงดี อีกทั้งได้ยาสมุนไพรที่เหม่ยหลินคอยหามาให้ เธอเป็นพยาบาลและเคยทำงานที่ร้านขายยาจีนดังนั้นสูตรยาตำรับจีนโบราณเธอก็มักจะเรียนกับเถ้าแก่ที่ยินดีสอนเธออีกด้วย

“กลับเข้าไปกันก่อนเถอะค่ะ”

ช่วงนี้กวางโจว เป็นช่วงฤดูร้อน อากาศที่อบอ้าวทำให้ลู่เหม่ยหลินที่พักผ่อนน้อยอีกทั้งยังโหมงานหนักเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ที่จริงเธอมีอาการแบบนี้มาสักพักแล้วแต่ครั้งนี้เธอกลับล้มทั้งยืน ภาพสุดท้ายที่เห็นคือสีหน้าตกใจของครูซ่งและเสียงของเด็ก ๆ ……

บ้านตระกูลลู่

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู”

ลู่เหม่ยหลินรู้สึกหนักไปทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าร่างกายเจ็บปวดแต่อย่างได้เมื่อค่อย ๆ กะพริบตาตื่นขึ้นพร้อมกับเพดานที่มีโคมไฟแชนเดอเรียคริสตัลเล็ก ๆ แขวนอยู่ เตียงที่นิ่ม กลิ่นหอม ๆ จากน้ำหอมซึ่งน่าจะมีราคาแพงและสาวน้อยอีกคนที่พยายามปลุกเธอ

“เฮือก!!”

“ว้าย! คุณหนูเป็นอะไรไปคะ”

เธอหันมามองหน้าสาวใช้ที่นั่งสั่นด้วยความกลัวเพราะคิดว่าเมื่อครู่นี้เธอคงเผลอทำเสียงดังคุณหนูจึงจะเอาเรื่อง

“เธอ…”

“คะ คุณหนูคุณนายให้ ให้ฉันมาปลุกคุณหนูค่ะ วะ วันนี้ต้องไปกินข้าวกับบ้านตระกูลฉินค่ะ”

“อะไรนะ คุณหนู คุณนายใหญ่ ใครกัน”

“คุณหนูคะ”

เมื่อเธอหันไปและมองหน้าสาวใช้ให้ชัด ๆ ก็พบว่าไม่คุ้นกับใบหน้านี้เลยสักนิดอีกทั้งชุดที่เธอสวมและห้องที่เธอนอนล้วนไม่ใช่ที่ที่คุ้นเคยก่อนที่จะแตะไปตามใบหน้าและหันไปมองรอบ ๆ

“ฉันเป็นอะไรไป”

“คือว่า คือ…”

เธอรู้สึกรำคาญเด็กสาวคนนี้เล็กน้อยที่เวลาเธอถามก็เอาแต่พูดติดอ่างจนฟังไม่รู้เรื่อง ลู่เหม่ยหลินรีบเดินไปที่หน้ากระจกและเมื่อส่องเข้าไปก็ถึงกับตกใจก่อนจะกรีดร้องออกมา

“กรี๊ด!!!!”

“คุณหนูคะ เป็นอะไรไป”

"ฉะ ฉะ ฉะ….ฉัน… นั่นฉันเหรอ…"

“ลู่เหม่ยหลินอายุยี่สิบสี่ปี วันนี้เป็นวันที่ฉันจะไปพบพี่เฉินหรือคุณชายรองเฉิน คุณหมอและว่าที่คู่หมั้นที่ฉันรักมากที่สุด….”

“อะไรน่ะ เสียงนั่น!!”

“คะ?”

สาวใช้แม้ว่าจะคุ้นเคยกับเสียงกรีดร้องของคุณหนูดีแต่ก็ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะต้องโดนอะไรโยนใส่เธอจึงได้แต่นั่งนิ่ง ๆ และห่อตัว

“ลู่เหม่ยหลิน อายุเท่าไหร่นะ ยี่สิบสี่เองเหรอมิน่าล่ะ หรือว่านี่ฉัน… ตายแล้วเหรอ”

เหม่ยหลินนั่งโง่นิ่ง ๆ อยู่หน้ากระจกและทบทวนบางอย่างเงียบ ๆ ไม่นานประตูก็เปิดออกมา ผู้หญิงสูงวัยในชุดกี่เพ้าสีน้ำเงินและมีเสื้อคลุมขนสัตว์ที่หรูหราเดินเข้ามาหาเธอ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงนี้ฉุนกว่าที่เธอได้กลิ่นในห้องนี้ อีกทั้งเครื่องประดับบนตัวของผู้หญิงคนนี้น่าจะมากกว่าเงินเดือนพยาบาลของเธอถึงสามเดือนรวมกันเสียอีก

“อาหลินเป็นอะไรไปลูกจวนจะได้เวลาไปกินข้าวกับที่บ้านตระกูลเฉินแล้วนะทำไมไม่รีบไปอาบน้ำแต่งตัวอีก ลูกนอนไปวันครึ่งเลยนะ แม่ตกใจหมดเลยคิดว่าเป็นอะไรไปเสียแล้ว”

“ลูก?… แม่?”

“อาหลิน แน่ใจนะว่าลูกไม่ได้ป่วย มาป่วยวันสำคัญแบบนี้ไม่ได้นะลูก”

“เอ่อ ค่ะ อาบค่ะ อาบน้ำ เธอน่ะช่วยพาไปทีสิ”

ลู่เหม่ยหลินอยากจะทบทวนอะไรอีกสักหน่อยจึงรีบปลีกตัวเข้าไปในห้องน้ำ สาวใช้คนเดิมนำเธอมาที่ห้องอาบน้ำและค่อย ๆ มาถอดชุดเธอจึงรีบถอยออกไปทันที

“จะทำอะไรน่ะ”

“คะ คุณหนู กะ ก็… ถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำไงละคะ”

“อาบน้ำ ในนี้เหรอ อ่างนี้”

“ค่ะ คุณหนูบอกว่าชอบแช่อ่างมากกว่านี่คะคุณนายก็เลย…”

“ได้ ๆ เธอ เอ่อ.. ชื่ออะไรนะ”

“คุณหนูจำอาหงไม่ได้เหรอคะ”

“อ้ออาหงสงสัยฉันจะนอนน้อยไปหน่อย เดี๋ยวฉันจัดการเองนะเธอ ออกไปก่อน”

“แต่ว่า… คุณนายบอกให้ฉันขัดตัวให้คุณหนูวันนี้เป็นวันสำคัญดังนั้น…”

“เฮ้อ ก็ได้ ๆ ผู้หญิงด้วยกันไม่เห็นต้องอายเลย”

ตอนนี้เหม่ยหลินต้องพยายามทำความเข้าใจกับโลกใหม่ที่จู่ ๆ เธอต้องมาอยู่นี้ให้ได้โดยที่คนที่นี่ไม่สงสัย ด้วยความที่ชาติก่อนเธอเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายและเข้าได้กับทุกคนจนทำให้เธอสามารถคุยกับคนอื่นอย่างเปิดใจได้ง่าย นี่เป็นข้อดีที่อยู่กับเด็ก ๆ เธอจึงถามเรื่องของเจ้าของร่างเดิมกับสาวใช้อย่างอาหงที่เริ่มกลัวเธอน้อยลง

“นี่อาหง ช่วยเล่าเรื่องของฉันให้ฟังหน่อยได้ไหม คือว่าฉันเหมือนจะหลับลึกจน…สมองค่อนข้างเบลอกลัวว่าจะขายหน้าตระกูล…เอ่อ ตระกูล…”

“ตระกูลเฉินค่ะ”

สาวใช้นั่งขัดตัวให้เธอพร้อมกับเล่าเรื่องของลู่เหม่ยหลินให้ฟังซึ่งเธอเป็นลูกคนที่สองของพ่อค้าที่ร่ำรวยในกวางโจว ส่วนคุณแม่ของเธอเป็นลูกสาวอดีตนายพล หากไม่นับว่าพ่อของเธอยังมีอนุอีกคนและมีลูกสาวที่อายุน้อยกว่าเธอสองปี เรื่องนี้ทำให้เหม่ยหลินเกลียดเพราะเธอกลายเป็นน้องคนที่สองซึ่งไม่ใช่น้องคนสุดท้อง ดังนั้นเธอจึงโกรธและเกลียดอนุของพ่อเธอมากและยังเอาแต่ใจตัวเองจนเคยตัว

(เฮ้อ เกิดมารวยทั้งทีทำไมทำนิสัยเธอถึงได้แย่แบบนี้นะ)

แต่ดูเหมือนว่าสาวใช้จะไม่ได้สงสัยกับพฤติกรรมนี้เหมือนกับว่าเดิมทีเหม่ยหลินก็ชอบถามเพื่อให้ทุกคนชมเธออยู่แล้ว เพราะเธอต้องการแต่งงานกับคุณหมอเฉินซึ่งเป็นคุณชายรองของนายพลเฉิน

เขาหล่อและดูดีที่สุดในบรรดาหนุ่ม ๆ ชนชั้นสังคมในยุคนี้ เธอย้อนมาอยู่ในยุคราว ๆ ปีหนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบซึ่งเป็นยุคที่สังคมจีนกำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองและยังแบ่งชนชั้นอยู่ แต่ก็นับว่าไม่ได้ลำบากเหมือนยุคก่อน ๆ อีกทั้งที่นี่ก็มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้กันแล้ว

(นอกจากจะนิสัยเสียแล้วยังหลงตัวเองไปอีก มั่นหน้าขนาดนี้ ลำบากแล้วสิชีวิตนี้)

วีรกรรมที่สาวใช้เล่าให้เธอฟังแต่ละอย่างทำเอาลู่เหม่ยหลินไม่กล้าเดินออกไปข้างนอกเพราะความโอหังและอวดดีทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีความรู้ เรียนก็แค่ให้พอผ่านอีกทั้งยังใช้เส้นสายมากมายจาพ่อที่ร่ำรวยซื้อเอกสารจบการศึกษาให้ นั่นก็มากพอที่ตระกูลเฉินไม่อยากรับเธอเป็นสะใภ้ โดยเฉพาะคุณย่าของคุณชายรองเฉิน

“ลำบากแล้วสิ อุตส่าห์มาอย่างสวย ๆ พ่วงความรวยแต่ดันซวยเป็นทั้งคนโง่อวดฉลาดและยังหลงตัวเอง ฉันจะอยู่อย่างไรในสังคมแบบนี้ โอ๊ยย…แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว”

นี่ฉันเหรอ

“อะไรนะคะ คุณหนูปวดหัวเหรอคะ”

“เปล่า ๆ แค่บ่นไปเรื่อยน่ะ แล้วว่าแต่คุณชายเฉินอะไรนี่เขาชอบฉันหรือเปล่า”

“อืม เรื่องนี้…”

แค่เห็นสีหน้าของอาหงเธอก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่

“คือว่าทางคุณนายที่เป็นลูกสาวอดีตนายพล คุณตาของคุณหนูรู้จักกับนายพลเฉินคุณพ่อของคุณชายรองเฉิน…”

“สรุปก็คือเหมือนกับว่าบ้านฉันบังคับเขากลาย ๆ สินะ”

“ยังมีเงื่อนไขความช่วยเหลือที่จะส่งยาและเครื่องนุ่งห่มให้กองทัพ ตระกูลเฉินก็เลยรับเงื่อนไขนี้ค่ะ”

“หึหึ น่าดีใจยิ่งนัก ไม่มีฉันอยู่ในเหตุผลนั้นเลยเกิดมาสวยแบบไร้ค่าเสียแล้วสิ”

“คุณหนูบ่นอะไรนะคะ”

“เปล่า ๆ ไปเถอะขึ้นได้แล้วมั้งตัวจะเปื่อยอยู่แล้ว”

“ค่ะ ๆ”

อาหงใช้เวลาไม่นานก็แต่งตัวให้เธอออกมาสวยราวกับอยู่ในภาพฝันยุคเก่าที่เธอเคยมองจากนิตยสารและซีรีส์ในทีวี แต่ก็ต้องยอมรับว่าลู่เหม่ยหลินคนนี้สวยมากจนไร้ที่ติ การที่เธอหลงตัวเองได้นั่นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด

“พระเจ้านี่ฉันเหรอ”

“อาหลินเสร็จหรือยังลูก ตายแล้วทำไมสวมแค่ไข่มุกเส้นเดียวล่ะไม่ได้สิ ติดเข็มกลัดนี้เพิ่มไปหน่อย ต่างหูล่ะเอามาเร็ว ๆ เข้า”

“มะ คุณแม่คะ มันมากไปหน่อยหนูหนักค่ะ”

“ฟางหยง” ถึงกับตกใจเมื่อมองมาที่ลูกสาวที่เรียกเธอว่า “คุณแม่” ซึ่งตามปกติลูกสาวของเธอพูดจาห้วนและชอบทำหน้ารำคาญทุกอย่างเหมือนโกรธคนทั้งโลกเพราะปมที่เธอไม่ใช่น้องคนสุดท้องทำให้เธอเอาแต่ใจจนอาละวาดและโทษว่าเป็นความผิดของพ่อและแม่ของตัวเอง

“เอ่อ… ถ้าอย่างนั้นใส่แค่ต่างหูเพชรอันเล็ก ๆ ก็ได้ อันนี้นะจ๊ะแม่จะใส่ให้”

“ไม่ต้อง ๆ ค่ะหนูใส่เองก็ได้ค่ะแม่แค่นี้เองแต่พวกนั้นไม่เอานะคะมันหนักและก็ดูเยอะมากเกินไป ไปทานข้าวกับผู้ใหญ่สวมไปอย่างกับเครื่องเพชรเดินได้แบบนี้เป็นขี้ปากเขาเปล่า ๆเดี๋ยวจะหาว่าหนูไม่รู้จักกาลเทศะ”

ฟางหยงไม่เคยคิดว่าคำพูดแบบนี้จะออกมาจากปากลูกสาวคนเล็กของเธอได้ ปกติเธอชอบประโคมแต่งตัวหรูหราและสวมเครื่องประดับราคาแพงเพื่อให้คนอื่นไม่ดูถูกเธอที่เธอโง่และไม่มีความรู้แต่วันนี้กลับสวมเพียงแต่น้อยและยังพูดคำว่ากาลเทศะออกมาด้วย

“คุณแม่คะ เป็นอะไรไปคะ”

“เอ้อ… เปล่า ๆ แม่กำลังคิดว่าต้องสวมเสื้อคลุมไปหน่อยนะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว”

“ค่ะ”

เธอไม่ได้เถียงอะไรแต่ยอมให้คุณนายลู่จับเธอสวมชุดที่ดูเหมาะสมซึ่งเธอคิดว่าไม่จำเป็นต้องสวมเครื่องประดับมากมายลู่เหม่ยหลินก็ดูสวยตามวัยอยู่แล้ว

“ไปกันเถอะคุณพ่อรออยู่ข้างล่างแล้ว”

“คุณพ่อเหรอคะ”

คำว่า “คุณพ่อ” ดูห่างไกลจากเธอมากในชาติก่อนเพราะแม้แต่หน้าพ่อกับแม่เธอก็ไม่เคยเห็น ในเมื่อชาตินี้มีโอกาสมีพ่อแม่กับเขาเธอก็จะทำให้ดีแต่ว่าต้องผ่านเรื่องยุ่ง ๆ ในวันนี้ไปให้ได้เสียก่อน

“คุณคะอาหลินมาแล้วค่ะ”

“ลู่ตานถง” ละจากหนังสือพิมพ์ในมือก่อนจะหันมามองเธอ ใบหน้าของผู้ชายสูงอายุข้างล่างดูดุกว่าที่เธอคิด เขาสวมชุดสูทที่ดูดีซึ่งในยุคนี้ถือว่าต้องเป็นคนที่มีฐานะถึงจะสั่งตัดชุดอย่างที่พวกเธอสวมกันได้

“คุณพ่อ”

ลู่ตานถงกะพริบตาเล็กน้อยเมื่อลูกของเขาเรียกว่า “คุณพ่อ” ซึ่งปกติเธอจะเรียกเพียงห้วน ๆ ว่าพ่อเฉย ๆ อีกทั้งท่าทางที่แปลกไป ดูเรียบร้อยและดูสวยตามวัยทำให้คนเป็นพ่อมายี่สิบกว่าปีนี้ของเธอไม่คุ้นเคย

“อาหลินนี่ลูกไม่สบายหรือเปล่า ตัวร้อนไหมหรือว่าลูกนอนนานเกินไปถึงได้ดูแปลก ๆ ลูกรู้สึกเวียนหัวหรือ หรือ…”

“คุณคะ ฉันถามแล้วลูกไม่ได้เป็นอะไรแค่นอนนานไปเท่านั้น”

“จริงเหรอ”

เสียงจริงจังที่ถามขึ้นทำให้ทั้งคู่ตกใจ “ลู่ตานถง” แม้จะสวมสูทที่ดูหรูหราแต่มาดความเป็นพ่อค้าและพูดจาโผงผางของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนไปและเขาก็เป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่ายอีกด้วย เหม่ยหลินรู้สึกโชคดีอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเธอจะมีครอบครัวที่ดีขนาดนี้ในชาตินี้และเริ่มไม่เข้าใจเจ้าของร่างว่าเธอยังไม่พอใจอะไรอีก และเกิดอะไรขึ้นทำไมเธอถึงเข้ามาอยู่ในร่างนี้

ร้านอาหาร

“คุณแม่คะหนูจะไปเข้าห้องน้ำสักหน่อยคุณแม่กับคุณพ่อเข้าไปก่อนนะคะ”

“ให้แม่รอไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูทราบห้องแล้วเดี๋ยวตามไปได้ค่ะ”

“อ้อ งั้นก็เร็ว ๆ หน่อยนะให้ผู้ใหญ่รอนานมันจะไม่เหมาะ”

“ค่ะ”

ลู่เหม่ยหลินแค่อยากจะมาพักหายใจสักหน่อย ตลอดทางที่นั่งในรถมาพ่อกับแม่ของเธอเอาแต่คุยเรื่องของคุณชายเฉินคนนั้นไม่หยุดซึ่งเธอไม่เคยพบหน้าและไม่รู้เลยว่าเคยชอบเขาแบบไหน

แต่หากฟังจากที่อาหงบอก เธอไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของเขาเท่าไหร่นัก เพราะเขาทำงานในโรงพยาบาล ส่วนเธอเป็นสาวสังคมที่เอาแต่หว่านเงินเพื่อซื้อเพื่อนและใช้เงินเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในวงสังคม

“หายใจแทบไม่ออก ขอพักหายใจหน่อยเถอะ”

ตั้งแต่เธอตื่นขึ้นมาจนถึงตอนนี้ที่ถูกพามาที่ร้านอาหารกลางเมืองเธอก็แทบจะไม่ได้ตั้งสติกับตัวเองให้ดี ๆ เลยว่าจะต้องทำอะไรบ้างถึงจะดูไม่ตลกต่อหน้าคนอื่น จู่ ๆ ต้องมาเจอกับคนที่จะต้องหมั้นด้วย เดี๋ยวนะ “หมั้นเหรอ”

“อะไรนะ นี่ไม่ใช่ว่าจะเป็นการนัดกันเพื่อคุยเรื่องการหมั้นหรอกนะ”

ลู่เหม่ยหลินพยายามหายใจเข้าออกอยู่นานก่อนจะรีบตั้งสติให้ได้ เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำและจะเดินเข้าไปที่โซนห้องส่วนตัวซึ่งพ่อกับแม่ของเธอเดินเข้าไปก่อนแล้ว แต่เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็ชนเข้ากับคนที่กำลังจะเดินเข้าไปข้างในเช่นกัน เมื่อรู้ตัวจึงรีบเงยหน้าและโค้งคำนับขอโทษเขาด้วยความรู้สึกผิด

“ขอโทษด้วยนะคะฉันไม่ทันได้มองคุณเป็นอะไรไหมคะ”

เมื่อเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเขาเป็นผู้ชายในชุดสูทหรูและหล่อมากคนหนึ่ง ผิวขาวสูงสวมแว่นตาและสวมโค้ตพร้อมกับผ้าพันคอครบชุดก่อนที่เขาจะพูดอะไรเธอก็รีบดึงสติและก้มหัวขอโทษเขาอีกครั้ง

“ขอโทษอีกครั้งนะคะ ถ้าคุณไม่เป็นอะไรฉันขอตัวก่อนนะคะ”

เธอก้มให้เขาทั้งหมดสามครั้งจนคนที่ถูกชนรู้สึกแปลกใจและหันมามองผู้ชายอีกคนที่มาด้วยกัน ลู่เหม่ยหลินรีบเดินเข้าไปก่อนพวกเขา เมื่อเธอเดินเข้าห้องไปแล้วพวกเขาจึงหันมามองหน้ากัน

“นี่เธอจำฉันไม่ได้เหรอ”

“พี่รอง ถ้าผมเป็นเธอเห็นพี่ทำหน้าบึ้งแบบนั้นก็คงกลัวเหมือนกันแหละครับ”

“ฉันหน้าบึ้งเหรอ แต่ว่าเธอคือ…”

“ใช่แล้วเธอคือลู่เหม่ยหลินคนดังในหมู่สาว ๆ แต่ทำไมดูผิดจากที่ได้ยินมา นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอพี่สักหน่อย ปกติเธอคลั่งพี่จะตายใคร ๆ ก็รู้ดีแต่ท่าทางแบบนี้มันอะไรกัน เหมือนกับว่าเธอพึ่งจะเคยเห็นพี่อย่างนั้นแหละ”

“พูดมากน่า พ่อกับแม่มาหรือยัง”

“มานานแล้วรอแต่พี่นั่นแหละ นี่ถึงกับสั่งให้ผมออกเวรจากค่ายมารับพี่ที่โรงพยาบาลเลยนะเพราะกลัวว่าพี่จะไม่มาน่ะสิ”

“น่าเบื่อ ก็แค่อยากดองกับพวกพ่อค้าไม่ใช่หรือไง”

“หรือว่าพี่อยากจะเลือก “น้องหลิวซีอิ๋ง” ที่คุณย่าหามาให้แทนล่ะ ผมว่าเธอก็ดูน่ารักดีนะถ้าไม่พยายามดัดเสียงให้ดูน่ารักและร้องไห้บ่อยไปหน่อย”

“แต่ถ้าเทียบกับผู้หญิงอย่าง…”

“ลู่เหม่ยหลินเป็นคนหยิ่ง จองหองเอาแต่ใจตัวเองไม่ยอมคน ดื้อและอวดดี ซึ่งเทียบกับหลิวซีอิ๋งเด็กดีของคุณย่าที่ทั้งอ่อนหวานว่าง่ายเหมือนผ้าพับไว้ อืม เป็นพี่ก็เลือกยากจริง ๆ แต่เอาเถอะ เก็บเอาไว้ทั้งคู่ก็น่าสนุกดีนะครับ”

“พูดมากน่ะ ใครจะไปแต่งอะไรมากมายแค่คนเดียวก็วุ่นวายพอแล้ว”

“พี่จะยอมหมั้นกับลู่เหม่ยหลินจริงเหรอครับ”

“หึ ก็แค่หมั้นเพื่อแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือไม่ใช่เหรอ ถ้าจบแล้วไปกันไม่ได้….”

“พี่… อย่าบอกนะว่าพี่ไม่ได้คิดที่จะแต่งงานกับเธอจริง ๆ น่ะ”

“แต่งหรือไม่แต่งสำหรับฉันมันไม่ได้ต่างกันเลยยิ่งคนอย่างลู่เหม่ยหลินนั่น… ถ้าเป็นอย่างที่นายกับฉันเคยเห็นนายคิดว่าคนอย่างฉันจะรักเธอได้งั้นเหรอ”

พบกันครั้งแรก

ห้องส่วนตัว

ลู่เหม่ยหลินที่เดินเข้ามาในห้องส่วนตัวก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในห้องมีทั้งพ่อแม่ของเธอและผู้ใหญ่อีกสองคนซึ่งเป็นผู้หญิงหน้าตายิ้มแย้มใจดีและผู้ชายที่ดุอีกคนหนึ่ง ซึ่งมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเขาคือนายพลเฉินพ่อของคุณชายเฉินคนนั้นอย่างแน่นอน

“อ้าวอาหลินมาแล้วเหรอ มาทักทายคุณลุงคุณป้าเร็ว ๆ เข้า”

เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปอย่างเรียบร้อยจนแม้แต่นายพลเฉินเองก็คิดว่าเธอแสร้งทำ เขาแสยะยิ้มนิดหน่อยเพราะไม่ได้ชอบพอเธอแต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าไม่ชอบเมื่อเธอหันมาโค้งทักทายพวกเขา

“สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า ลู่เหม่ยหลินค่ะขอโทษด้วยนะคะที่ให้คุณลุงกับคุณป้าต้องรอนาน”

ของนายพลเฉินถึงกับนิ่งไปเมื่อได้ยินลู่เหม่ยหลินที่ยืนทักทายและเอ่ยปากขอโทษพวกเขาเพียงแค่เดินเข้ามาช้า หรือนี่จะเป็นท่าทีใหม่ที่บ้านตระกูลลู่อบรมลูกสาวมางั้นเหรอ

“ไม่เป็นไรหรอกเราเองก็พึ่งมา นั่งก่อนสิลูกชายผมต่างหากที่เสียมารยาทจนป่านนี้ก็ยังมาไม่ถึงเลย”

“ขอบคุณค่ะ”

นายพลเฉินต้องตกใจอีกครั้งเมื่อลู่เหม่ยหลินเอ่ยขอบคุณที่เขาเชิญเธอนั่ง ไวน์ขาวในมือแกว่งไปมาพร้อมกับมองท่าทางที่เปลี่ยนไปจากคนหยิ่งจองหองไม่เห็นหัวผู้ใหญ่อย่างเธอ แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วันกลับกลายเป็นคนรู้มารยาทขนาดนี้นับว่าตระกูลลู่เก่งมากจริง ๆ แม้แต่ “อวี้หลิงเฟย” ภรรยาของเขายังมองเธอด้วยสายตาที่ชื่นชม

“นึกไม่ถึงเลยว่าไม่ได้เจอหนูเหม่ยหลินไม่นานแต่กลับโตได้ขนาดนี้ วันนี้หนูสวยมากเลยนะจ๊ะ”

“ขอบคุณค่ะคุณป้า คุณป้าเองก็สวยมาก ๆ เช่นกันค่ะ”

“ตายจริงดูเด็กคนนี้สิ เข้าใจพูดจริง ๆ”

“คุณป้ายังไม่แก่สักหน่อยค่ะ ลิปสติกสีนี้ทาแล้วทำให้คุณป้าดูเด็กลงด้วยนะคะ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นสีพีชอ่อน ๆ คาดว่าคุณลุงคงจะเหมือนได้ภรรยาใหม่ค่ะ”

“หึหึ งั้นเหรอ”

แม้แต่นายพลเฉินที่ตามปกติจะชอบให้เธอเรียกเขาว่านายพลมากกว่าก็เผลอไปกับรอยยิ้มและคำพูดเอาใจของลู่เหม่ยหลินนี้เข้าเสียแล้ว จากเดิมที่เขาไม่ชอบหน้าเด็กคนนี้แต่ตอนนี้ดูเหมือนบุคลิกและท่าทางเธอจะเหมือนดูน่ารักและรู้ความมากขึ้น อีกทั้งวิธีการพูดก็ดูเหมือนผู้ดีกับเขาขึ้นมากแล้ว

“ทำไมต้าเว่ยยังไม่มาอีก”

“เอ่อ…”

ไม่นานประตูก็เปิดออกมา ผู้ชายสองคนที่เธอเดินชนเมื่อครู่นี้แม้ว่าจะไม่เห็นหน้าชัด ๆ เธอก็จำได้ว่าเป็นเขา หรือว่าเธอจะเจอตอเข้าเสียแล้ว เมื่อทั้งสองถอดเสื้อโค้ตออกและมาทักทายพ่อแม่ของเธอ เหม่ยหลินก็รู้ทันทีว่าไม่ผิดแน่ เขาก็คือ “เฉินต้าเว่ย”

“สวัสดีครับคุณน้าทั้งสอง วันนี้ก็ยังสวยเหมือนเดิมนะครับ”

“ขอบคุณค่ะคุณชายสามคุณก็ยังปากหวานเหมือนเดิมเลยนะคะ”

“สวัสดีครับคุณหนูลู่พบกันอีกแล้วนะครับ”

เขาเอ่ยทักทายเธอ เมื่อกี้นี้แม่เธอพูดกับเขาว่าอะไรนะ คุณชายสามงั้นเหรอ

“สวัสดีค่ะคุณชายสาม ต้องขอโทษอีกครั้งนะคะที่เดินชนพวกคุณพอดีฉันรีบไปหน่อยน่ะค่ะ”

นายพลเฉินหันมามองหน้าลูกชายสองคนและภรรยา ดูเหมือนว่าทั้งสามเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ทำไมลู่เหม่ยหลินในวันนี้เปลี่ยนคำเรียกไป

“เหม่ยหลิน วันนี้ไม่สบายหรือเปล่าทำไมเรียกเสียห่างเหินแบบนี้ล่ะ ปกติเรียกว่า “พี่หยวนลี่" ไม่ใช่เหรอ"

ท่าทางยิ้มนิ่ง ๆ ของเธอทำให้คนทั้งโต๊ะเริ่มสงสัย เพราะนอกจากเธอจะเปลี่ยนมาเรียก “เฉินหยวนลี่” คุณชายสามตระกูลเฉินด้วยคำห่างเหินแล้วยังไม่สนใจที่จะทักทาย “เฉินต้าเว่ย” ที่เธอคลั่งไคล้เลยอีกด้วย นั่นยิ่งทำให้ทุกคนสงสัยกับความแปลกไปของลู่เหม่ยหลิน

“ขอโทษนะครับที่มาสาย พี่รองติดงานที่โรงพยาบาลนิดหน่อยก็เลยมาช้า”

เหม่ยหลินทำแค่หันไปดื่มน้ำแก้เขินเท่านั้นก่อนที่แม่ของเธอจะสะกิดให้เธอทักทายว่าที่คู่หมั้น

“คะ”

“ทักทายพี่ต้าเว่ยสิ”

“เอ่อ… สวัสดีค่ะคุณชายรองต้าเว่ย”

ความกระอักกระอ่วนนี้ทำให้เธอรู้ทันทีว่าเธอพลาดไปแล้วเพราะโดยปกติเหม่ยหลินคงไม่เรียกเขาแบบนี้แน่แต่เพราะแม่ของเธอเรียกเธอจึงรีบเอ่ยทักทาย

“คือว่า พี่… ต้าเว่ย คือว่าขอโทษทีค่ะพอดีวันนี้ฉันนอนมากไปหน่อยก็เลย…”

“เอ่อ คือว่าอาหลินไม่ค่อยสบายน่ะค่ะก็เลยให้นอนพักนี่พึ่งจะดีขึ้นอย่าถือสาแกเลยนะคะ”

“อ้อ แล้วเป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ กินอะไรอ่อน ๆ สักหน่อยดีกว่า ให้ป้าสั่งข้าวต้มให้ดีไหมนี่ต้าเว่ยตรวจให้น้องสักหน่อยสิ”

“มะ ไม่เป็นไรค่ะคุณป้าหนูก็แค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยค่ะได้ดื่มอะไรเย็น ๆ ก็ดีขึ้นค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นน้องเหม่ยหลิน มาดวลไวน์กันไหมเผื่อว่าจะสดชื่นขึ้น”

“ขอโทษค่ะพี่… หยวนลี่ คือว่าฉันแพ้แอลกอฮอล์ค่ะ”

“ห๊ะ! อ้อ ได้ ๆ ถ้าอย่างนั้นเอาน้ำผลไม้ก็แล้วกันดีไหม”

“ค่ะ รบกวนขอน้ำส้มคั้นบีบมะนาวหนึ่งซีกหยดน้ำผึ้งลงไปหน่อยและโรยเกลือขอบแก้วใส่ใบสะระแหน่มาด้วยนะคะ”

“ว้าว..พี่รองดูท่าพี่คงจะต้องคิดใหม่แล้วล่ะ นี่เธอถึงกับไม่ดื่มเหล้าแต่เปลี่ยนไปดื่มน้ำผลไม้ ดูท่าพระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกแล้ว”

หมอเฉินไม่ได้พูดอะไร เขาเองก็ทำแค่สังเกตเธอเงียบ ๆ จะเป็นไปได้ยังไงที่เธอจะแพ้แอลกอฮอล์ ใคร ๆ ในเมืองต่างก็รู้ว่าลู่เหม่ยหลินดื่มเก่งมากขนาดไหน วันนี้คงอยากจะแต่เพราะท่าทางที่แปลกไปทำเอาคนทั้งโต๊ะแทบจะทำตัวไม่ถูกเช่นกัน แม้ว่าจะดูเป็นการทานอาหารร่วมกันแต่เมื่อเริ่มสนทนาเข้าเรื่องงานหมั้น น้ำส้มที่เธอสั่งก็ดื่มเกือบหมดแก้วอีกทั้งอาหารก็เริ่มทยอยหมด

“คุณป้าลองกินอันนี้นะคะ เปลี่ยนจากโรสแมร์รี่ลองกินกับพาสลี่นี่ดูค่ะ รสชาติจะเข้ากันและเหมือนละลายในปากได้เลยค่ะ”

นอกจากเธอจะไม่ดื่มไวน์แล้วยังรู้เรื่องการกินอาหารแบบตะวันตกหลายอย่างซึ่งแม่ของเขาเมื่อลองดินที่เธอบอกก็รู้สึกว่าอาหารนั้นอร่อยขึ้นจริง ๆ

“ทีนี้คุณป้าลองกินมะเขือเทศตามและจิบไวน์ค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ”

“อื้ม อร่อยจริง ๆ ด้วยคุณลองดูสิคะ”

พ่อแม่ของลู่เหม่ยหลินรู้สึกได้ว่าครั้งนี้ลูกสาวไม่ทำให้ขายหน้าเหมือนทุกครั้งที่เอาแต่สนใจเฉินต้าเว่ยจนไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาเพราะเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวของเธอคือเขา แต่มาวันนี้เธอแทบจะไม่คุยกับเขาเลยซึ่งนั่นทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อพวกผู้ใหญ่เริ่มคุยกันเรื่องหมั้นหมายและเงื่อนไขความช่วยเหลือเธอก็แค่ฟังนิ่ง ๆ เหมือนกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

“เดือนเก้านี้มีฤกษ์ดี เราจัดงานหมั้นเอาไว้ก่อนว่ายังไงคะคุณลู่”

“ครับ ทางผมยังไงก็ได้ครับส่วนเรื่องชุดและยาที่จะส่งให้กองทัพผมจะจัดเตรียมให้อยู่แล้ว แต่เรื่องยาอาจจะต้องทยอยส่งไปบางส่วนก่อนเพราะอีกส่วนยังมาไม่ถึงท่าเรือ”

“นั่นไม่มีปัญหาครับ ต้าเว่ยลูกว่ายังไง”

“ครับ เมื่อไหร่ก็แจ้งวันผมอีกทีก็ได้ครับ แต่ว่าคุณพ่อแจ้งคุณย่าหรือยังครับ”

เมื่อต้าเว่ยพูดเรื่องนี้ขึ้นมาพ่อของเขาก็หันมามองหน้าพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก่อนจะหันมามองลูกชาย

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก คุณย่าน่ะเข้าใจเหตุผลดี”

“แล้วคุณล่ะ ไม่คิดจะพูดอะไรบ้างเลยเหรอ”

เขาหันไปถามเธอที่กำลังฟังด้วยความสนใจแต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกเขาถามอีกทั้งยังมองมาด้วยสีหน้าดุ ๆ นั้นอีกด้วยซึ่งเธอไม่ชอบเลย แม้ว่าจะหล่อและหน้าตาดีไม่ต่างจากดาราหนุ่มที่เธอชอบแต่ก็ไม่ควรดุเธอแบบนี้สิ

“เรื่องนี้… ฉันพูดได้จริง ๆ เหรอคะ”

“ได้สิ เรื่องนี้เป็นงานหมั้นของคุณกับผม ถ้าคุณอยากพูดอยากถามอะไรก็ควรจะพูดออกมา สมัยนี้ชายหญิงเท่าเทียมกันแล้วไม่ต้องกลัวหรอก”

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นขอถามได้ไหมคะ”

“อาหลินลูกอยากจะถามอะไร”

“ถ้าหมั้นหมายกันแล้วต่อไปพวกเราไปกันไม่ได้ สามารถถอนหมั้นได้ไหมคะ”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...