ข้ามภพป่วนหัวใจคุณชายหมอ
ข้อมูลเบื้องต้น
"ลู่เหม่ยหลิน" พยาบาลสาวที่เติบโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า จู่ ๆ ก็เกิดหน้ามืดและหัวใจวายตายเนื่องจากทำงานหนักและพักผ่อนน้อย เธอข้ามภพมาอยู่ในร่างของลูกสาวคนรองพ่อค้าตระกูลลู่ผู้ร่ำรวย จนได้มารู้ว่าตระกูลลู่จะหมั้นหมายคุณชายรองสกุลเฉินให้เธอ
"เฉินต้าเว่ย" คุณชายรองตระกูลเว่ย คุณหมอเย็นชาหน้านิ่งและไม่สนใจผู้หญิง แม้เขาจะรู้ว่าก่อนหน้านี้ลู่เหม่ยหลินพอใจในตัวเขาแต่กเขากลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอ จนทั้งสองตระกูลต้องมาหมั้นหมายกัน เมื่อพบเธออีกครั้ง เขารู้สึกได้ว่าเธอไม่เหมือนจาก "ลู่เหม่ยหลิน" ที่เขาเคยรู้จัก
เมื่อทั้งสองได้หมั้นหมายกัน ความรู้สึกของทั้งคู่ก็เริ่มเปลี่ยนไป เหม่ยหลินที่ไม่เคยสัมผัสชีวิตที่ร่ำรวยตั้งใจว่าอยากจะใช้ชีวิตแบบคนรวยบ้าง แต่เพราะชาติก่อนที่พบเจอแต่ความลำบาก เธอจึงทำงานทุกอย่างที่ได้เงินทั้งเป็นลูกจ้างร้านขายยาจีน ผู้ช่วยเชฟ พยาบาลรับจ้างเลี้ยงเด็ก พนักงานส่งของ ดังนั้นเมื่อมาอยู่ในร่างคุณหนูผู้ไม่เอาไหน ทำให้เธอลืมตัวจนกลายเป็นผู้รอบรู้ทุกอย่างนั่นเอง
จากที่ไม่เคยสนใจ แต่บุคลิกที่เปลี่ยนไปของคู่หมั้นสาวทำให้เขาหวั่นไหวและเริ่มสนใจเธอ ทุกอย่างที่เหม่ยหลินทำล้วนแต่น่าสนใจจนเขา…ตกหลุมรักเธอไปเงียบ ๆ แต่คุณย่าของเขากลับอยากให้เขาแต่งงานกับ
"หลิวซูอิ๋ง" ลูกสาวนายพันของตระกูลหลิว ซึ่งทั้งสองตระกูลเป็นครอบครัวทหารเหมือนกัน
เมื่อเธอจะถอย….
แต่เขากลับรุก….
เรื่องวุ่นวายเลยเริ่มต้นขึ้น
จากคนไม่ได้เรื่อง เอาแต่ใจตัวเองและใช้เงินฟาดหัวคนอื่นไม่มีน้ำใจ
กลายเป็นผู้หญิงแกร่งมีความสามารถจนทุกคนตกตะลึง
จะไม่ให้เขาสนใจเธอได้อย่างไร ในเมื่อสองตระกูลมีข้อตกลงร่วมกัน เขาจะใช้เรื่องนี้ผูกมัดเธอเอาไว้…
ดูสิว่าจะหนีไปไหนได้….
** เรื่องนี้เป็นนิยายจีนยุค 80 เรื่องแรกของไร้ต์นะคะ เนื้อเรื่องทั้งชื่อคน สถานที่ล้วนเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ
สำหรับใครที่ต้องการเสพเนื้อหาแนวประวัติศาสตร์รบกวนข้ามไปก่อนนะคะเพราะไร้ตืไม่ได้เน้นเรื่องนี้จ้า
เรื่องราวเน้นเรื่องความรักไม่เน้นปมดราม่า เป็นแนวสุขนิยมรักเดียวเช่นเดิมค่ะ
ฝากเอ็นดูน้องเหม่ยหลินกับคุณหมอต้าเว่ยเอาไว้ด้วยนะคะ
ข้ามเวลา
“ลู่เหม่ยหลิน” กับชีวิตพยาบาลสาวที่แสนวุ่นวายในโรงพยาบาลใหญ่ ปีนี้เธออายุยี่สิบหกปีแล้ว สี่ปีกับอาชีพพยาบาลที่เธอพยายามร่ำเรียนจนสำเร็จ จากเด็กกำพร้าพ่อแม่ที่เติบโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเล็ก ๆ ในกวางโจว มาตอนนี้เธอสามารถทำงานและมีรายได้เพื่อไปช่วยเหลือน้อง ๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอี้หม่าเถินได้แล้ว
“มาเด็ก ๆ มากินขนมเร็ว ๆ เข้าวันนี้พี่ได้ขนมมาเยอะแยะเลย ไม่ต้องแย่งกันได้ทุกคน”
“พี่ใหญ่วันนี้มีคัพเค้กด้วยเหรอ”
“ใช่แล้วเป็นของโรงแรมชื่อดังเลยนะ พี่แวะไปช่วยงานเพื่อเขาเลยให้มา กินเยอะ ๆนะ”
“ลู่เหม่ยหลิน” ทำงานทุกอย่างที่จะสร้างรายได้ให้กับเธอได้ อีกทั้งเธอยังช่วยครูพี่เลี้ยงดูแลเด็กและช่วยทำบัญชีให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาตั้งแต่จบมัธยมปลาย หลังจากเห็นน้องที่พึ่งเข้ามาใหม่ตายเพราะความหนาวเธอก็ปฏิญาณตนว่าจะเรียนพยาบาลเพื่อจะได้ดูแลทุกคนในสถานรับเลี้ยงเด็กนี้ได้เพื่อจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลง
“อาหลินกลับมาแล้วเหรอ”
“ครูซ่ง กลับมาแล้วค่ะวันนี้แวะไปที่โรงแรมไปช่วยเชฟทำอาหารมาดูสิคะ เชฟให้ขนมเด็ก ๆ มาเพียบเลยค่ะ”
“ดีจริง ๆ เก็บเอาไว้บ้างนะเธอผอมเกินไปแล้ว งานที่โรงพยาบาลก็ยุ่งมากอยู่แล้ววันหยุดยังจะไปทำงานเพิ่มอีก”
“ซ่งอี้เจิน” ครูที่ดูแลเด็ก ๆ ในสถานรับเลี้ยงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงแม้ว่าตอนนี้เธอจะอายุย่างเข้าเลขหกแล้วก็ตาม แต่ภาระที่ยังต้องดูแลเด็ก ๆ ทำให้เธอยังแข็งแรงดี อีกทั้งได้ยาสมุนไพรที่เหม่ยหลินคอยหามาให้ เธอเป็นพยาบาลและเคยทำงานที่ร้านขายยาจีนดังนั้นสูตรยาตำรับจีนโบราณเธอก็มักจะเรียนกับเถ้าแก่ที่ยินดีสอนเธออีกด้วย
“กลับเข้าไปกันก่อนเถอะค่ะ”
ช่วงนี้กวางโจว เป็นช่วงฤดูร้อน อากาศที่อบอ้าวทำให้ลู่เหม่ยหลินที่พักผ่อนน้อยอีกทั้งยังโหมงานหนักเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ที่จริงเธอมีอาการแบบนี้มาสักพักแล้วแต่ครั้งนี้เธอกลับล้มทั้งยืน ภาพสุดท้ายที่เห็นคือสีหน้าตกใจของครูซ่งและเสียงของเด็ก ๆ ……
บ้านตระกูลลู่
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู”
ลู่เหม่ยหลินรู้สึกหนักไปทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าร่างกายเจ็บปวดแต่อย่างได้เมื่อค่อย ๆ กะพริบตาตื่นขึ้นพร้อมกับเพดานที่มีโคมไฟแชนเดอเรียคริสตัลเล็ก ๆ แขวนอยู่ เตียงที่นิ่ม กลิ่นหอม ๆ จากน้ำหอมซึ่งน่าจะมีราคาแพงและสาวน้อยอีกคนที่พยายามปลุกเธอ
“เฮือก!!”
“ว้าย! คุณหนูเป็นอะไรไปคะ”
เธอหันมามองหน้าสาวใช้ที่นั่งสั่นด้วยความกลัวเพราะคิดว่าเมื่อครู่นี้เธอคงเผลอทำเสียงดังคุณหนูจึงจะเอาเรื่อง
“เธอ…”
“คะ คุณหนูคุณนายให้ ให้ฉันมาปลุกคุณหนูค่ะ วะ วันนี้ต้องไปกินข้าวกับบ้านตระกูลฉินค่ะ”
“อะไรนะ คุณหนู คุณนายใหญ่ ใครกัน”
“คุณหนูคะ”
เมื่อเธอหันไปและมองหน้าสาวใช้ให้ชัด ๆ ก็พบว่าไม่คุ้นกับใบหน้านี้เลยสักนิดอีกทั้งชุดที่เธอสวมและห้องที่เธอนอนล้วนไม่ใช่ที่ที่คุ้นเคยก่อนที่จะแตะไปตามใบหน้าและหันไปมองรอบ ๆ
“ฉันเป็นอะไรไป”
“คือว่า คือ…”
เธอรู้สึกรำคาญเด็กสาวคนนี้เล็กน้อยที่เวลาเธอถามก็เอาแต่พูดติดอ่างจนฟังไม่รู้เรื่อง ลู่เหม่ยหลินรีบเดินไปที่หน้ากระจกและเมื่อส่องเข้าไปก็ถึงกับตกใจก่อนจะกรีดร้องออกมา
“กรี๊ด!!!!”
“คุณหนูคะ เป็นอะไรไป”
"ฉะ ฉะ ฉะ….ฉัน… นั่นฉันเหรอ…"
“ลู่เหม่ยหลินอายุยี่สิบสี่ปี วันนี้เป็นวันที่ฉันจะไปพบพี่เฉินหรือคุณชายรองเฉิน คุณหมอและว่าที่คู่หมั้นที่ฉันรักมากที่สุด….”
“อะไรน่ะ เสียงนั่น!!”
“คะ?”
สาวใช้แม้ว่าจะคุ้นเคยกับเสียงกรีดร้องของคุณหนูดีแต่ก็ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะต้องโดนอะไรโยนใส่เธอจึงได้แต่นั่งนิ่ง ๆ และห่อตัว
“ลู่เหม่ยหลิน อายุเท่าไหร่นะ ยี่สิบสี่เองเหรอมิน่าล่ะ หรือว่านี่ฉัน… ตายแล้วเหรอ”
เหม่ยหลินนั่งโง่นิ่ง ๆ อยู่หน้ากระจกและทบทวนบางอย่างเงียบ ๆ ไม่นานประตูก็เปิดออกมา ผู้หญิงสูงวัยในชุดกี่เพ้าสีน้ำเงินและมีเสื้อคลุมขนสัตว์ที่หรูหราเดินเข้ามาหาเธอ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงนี้ฉุนกว่าที่เธอได้กลิ่นในห้องนี้ อีกทั้งเครื่องประดับบนตัวของผู้หญิงคนนี้น่าจะมากกว่าเงินเดือนพยาบาลของเธอถึงสามเดือนรวมกันเสียอีก
“อาหลินเป็นอะไรไปลูกจวนจะได้เวลาไปกินข้าวกับที่บ้านตระกูลเฉินแล้วนะทำไมไม่รีบไปอาบน้ำแต่งตัวอีก ลูกนอนไปวันครึ่งเลยนะ แม่ตกใจหมดเลยคิดว่าเป็นอะไรไปเสียแล้ว”
“ลูก?… แม่?”
“อาหลิน แน่ใจนะว่าลูกไม่ได้ป่วย มาป่วยวันสำคัญแบบนี้ไม่ได้นะลูก”
“เอ่อ ค่ะ อาบค่ะ อาบน้ำ เธอน่ะช่วยพาไปทีสิ”
ลู่เหม่ยหลินอยากจะทบทวนอะไรอีกสักหน่อยจึงรีบปลีกตัวเข้าไปในห้องน้ำ สาวใช้คนเดิมนำเธอมาที่ห้องอาบน้ำและค่อย ๆ มาถอดชุดเธอจึงรีบถอยออกไปทันที
“จะทำอะไรน่ะ”
“คะ คุณหนู กะ ก็… ถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำไงละคะ”
“อาบน้ำ ในนี้เหรอ อ่างนี้”
“ค่ะ คุณหนูบอกว่าชอบแช่อ่างมากกว่านี่คะคุณนายก็เลย…”
“ได้ ๆ เธอ เอ่อ.. ชื่ออะไรนะ”
“คุณหนูจำอาหงไม่ได้เหรอคะ”
“อ้ออาหงสงสัยฉันจะนอนน้อยไปหน่อย เดี๋ยวฉันจัดการเองนะเธอ ออกไปก่อน”
“แต่ว่า… คุณนายบอกให้ฉันขัดตัวให้คุณหนูวันนี้เป็นวันสำคัญดังนั้น…”
“เฮ้อ ก็ได้ ๆ ผู้หญิงด้วยกันไม่เห็นต้องอายเลย”
ตอนนี้เหม่ยหลินต้องพยายามทำความเข้าใจกับโลกใหม่ที่จู่ ๆ เธอต้องมาอยู่นี้ให้ได้โดยที่คนที่นี่ไม่สงสัย ด้วยความที่ชาติก่อนเธอเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายและเข้าได้กับทุกคนจนทำให้เธอสามารถคุยกับคนอื่นอย่างเปิดใจได้ง่าย นี่เป็นข้อดีที่อยู่กับเด็ก ๆ เธอจึงถามเรื่องของเจ้าของร่างเดิมกับสาวใช้อย่างอาหงที่เริ่มกลัวเธอน้อยลง
“นี่อาหง ช่วยเล่าเรื่องของฉันให้ฟังหน่อยได้ไหม คือว่าฉันเหมือนจะหลับลึกจน…สมองค่อนข้างเบลอกลัวว่าจะขายหน้าตระกูล…เอ่อ ตระกูล…”
“ตระกูลเฉินค่ะ”
สาวใช้นั่งขัดตัวให้เธอพร้อมกับเล่าเรื่องของลู่เหม่ยหลินให้ฟังซึ่งเธอเป็นลูกคนที่สองของพ่อค้าที่ร่ำรวยในกวางโจว ส่วนคุณแม่ของเธอเป็นลูกสาวอดีตนายพล หากไม่นับว่าพ่อของเธอยังมีอนุอีกคนและมีลูกสาวที่อายุน้อยกว่าเธอสองปี เรื่องนี้ทำให้เหม่ยหลินเกลียดเพราะเธอกลายเป็นน้องคนที่สองซึ่งไม่ใช่น้องคนสุดท้อง ดังนั้นเธอจึงโกรธและเกลียดอนุของพ่อเธอมากและยังเอาแต่ใจตัวเองจนเคยตัว
(เฮ้อ เกิดมารวยทั้งทีทำไมทำนิสัยเธอถึงได้แย่แบบนี้นะ)
แต่ดูเหมือนว่าสาวใช้จะไม่ได้สงสัยกับพฤติกรรมนี้เหมือนกับว่าเดิมทีเหม่ยหลินก็ชอบถามเพื่อให้ทุกคนชมเธออยู่แล้ว เพราะเธอต้องการแต่งงานกับคุณหมอเฉินซึ่งเป็นคุณชายรองของนายพลเฉิน
เขาหล่อและดูดีที่สุดในบรรดาหนุ่ม ๆ ชนชั้นสังคมในยุคนี้ เธอย้อนมาอยู่ในยุคราว ๆ ปีหนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบซึ่งเป็นยุคที่สังคมจีนกำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองและยังแบ่งชนชั้นอยู่ แต่ก็นับว่าไม่ได้ลำบากเหมือนยุคก่อน ๆ อีกทั้งที่นี่ก็มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้กันแล้ว
(นอกจากจะนิสัยเสียแล้วยังหลงตัวเองไปอีก มั่นหน้าขนาดนี้ ลำบากแล้วสิชีวิตนี้)
วีรกรรมที่สาวใช้เล่าให้เธอฟังแต่ละอย่างทำเอาลู่เหม่ยหลินไม่กล้าเดินออกไปข้างนอกเพราะความโอหังและอวดดีทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีความรู้ เรียนก็แค่ให้พอผ่านอีกทั้งยังใช้เส้นสายมากมายจาพ่อที่ร่ำรวยซื้อเอกสารจบการศึกษาให้ นั่นก็มากพอที่ตระกูลเฉินไม่อยากรับเธอเป็นสะใภ้ โดยเฉพาะคุณย่าของคุณชายรองเฉิน
“ลำบากแล้วสิ อุตส่าห์มาอย่างสวย ๆ พ่วงความรวยแต่ดันซวยเป็นทั้งคนโง่อวดฉลาดและยังหลงตัวเอง ฉันจะอยู่อย่างไรในสังคมแบบนี้ โอ๊ยย…แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว”
นี่ฉันเหรอ
“อะไรนะคะ คุณหนูปวดหัวเหรอคะ”
“เปล่า ๆ แค่บ่นไปเรื่อยน่ะ แล้วว่าแต่คุณชายเฉินอะไรนี่เขาชอบฉันหรือเปล่า”
“อืม เรื่องนี้…”
แค่เห็นสีหน้าของอาหงเธอก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่
“คือว่าทางคุณนายที่เป็นลูกสาวอดีตนายพล คุณตาของคุณหนูรู้จักกับนายพลเฉินคุณพ่อของคุณชายรองเฉิน…”
“สรุปก็คือเหมือนกับว่าบ้านฉันบังคับเขากลาย ๆ สินะ”
“ยังมีเงื่อนไขความช่วยเหลือที่จะส่งยาและเครื่องนุ่งห่มให้กองทัพ ตระกูลเฉินก็เลยรับเงื่อนไขนี้ค่ะ”
“หึหึ น่าดีใจยิ่งนัก ไม่มีฉันอยู่ในเหตุผลนั้นเลยเกิดมาสวยแบบไร้ค่าเสียแล้วสิ”
“คุณหนูบ่นอะไรนะคะ”
“เปล่า ๆ ไปเถอะขึ้นได้แล้วมั้งตัวจะเปื่อยอยู่แล้ว”
“ค่ะ ๆ”
อาหงใช้เวลาไม่นานก็แต่งตัวให้เธอออกมาสวยราวกับอยู่ในภาพฝันยุคเก่าที่เธอเคยมองจากนิตยสารและซีรีส์ในทีวี แต่ก็ต้องยอมรับว่าลู่เหม่ยหลินคนนี้สวยมากจนไร้ที่ติ การที่เธอหลงตัวเองได้นั่นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด
“พระเจ้านี่ฉันเหรอ”
“อาหลินเสร็จหรือยังลูก ตายแล้วทำไมสวมแค่ไข่มุกเส้นเดียวล่ะไม่ได้สิ ติดเข็มกลัดนี้เพิ่มไปหน่อย ต่างหูล่ะเอามาเร็ว ๆ เข้า”
“มะ คุณแม่คะ มันมากไปหน่อยหนูหนักค่ะ”
“ฟางหยง” ถึงกับตกใจเมื่อมองมาที่ลูกสาวที่เรียกเธอว่า “คุณแม่” ซึ่งตามปกติลูกสาวของเธอพูดจาห้วนและชอบทำหน้ารำคาญทุกอย่างเหมือนโกรธคนทั้งโลกเพราะปมที่เธอไม่ใช่น้องคนสุดท้องทำให้เธอเอาแต่ใจจนอาละวาดและโทษว่าเป็นความผิดของพ่อและแม่ของตัวเอง
“เอ่อ… ถ้าอย่างนั้นใส่แค่ต่างหูเพชรอันเล็ก ๆ ก็ได้ อันนี้นะจ๊ะแม่จะใส่ให้”
“ไม่ต้อง ๆ ค่ะหนูใส่เองก็ได้ค่ะแม่แค่นี้เองแต่พวกนั้นไม่เอานะคะมันหนักและก็ดูเยอะมากเกินไป ไปทานข้าวกับผู้ใหญ่สวมไปอย่างกับเครื่องเพชรเดินได้แบบนี้เป็นขี้ปากเขาเปล่า ๆเดี๋ยวจะหาว่าหนูไม่รู้จักกาลเทศะ”
ฟางหยงไม่เคยคิดว่าคำพูดแบบนี้จะออกมาจากปากลูกสาวคนเล็กของเธอได้ ปกติเธอชอบประโคมแต่งตัวหรูหราและสวมเครื่องประดับราคาแพงเพื่อให้คนอื่นไม่ดูถูกเธอที่เธอโง่และไม่มีความรู้แต่วันนี้กลับสวมเพียงแต่น้อยและยังพูดคำว่ากาลเทศะออกมาด้วย
“คุณแม่คะ เป็นอะไรไปคะ”
“เอ้อ… เปล่า ๆ แม่กำลังคิดว่าต้องสวมเสื้อคลุมไปหน่อยนะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว”
“ค่ะ”
เธอไม่ได้เถียงอะไรแต่ยอมให้คุณนายลู่จับเธอสวมชุดที่ดูเหมาะสมซึ่งเธอคิดว่าไม่จำเป็นต้องสวมเครื่องประดับมากมายลู่เหม่ยหลินก็ดูสวยตามวัยอยู่แล้ว
“ไปกันเถอะคุณพ่อรออยู่ข้างล่างแล้ว”
“คุณพ่อเหรอคะ”
คำว่า “คุณพ่อ” ดูห่างไกลจากเธอมากในชาติก่อนเพราะแม้แต่หน้าพ่อกับแม่เธอก็ไม่เคยเห็น ในเมื่อชาตินี้มีโอกาสมีพ่อแม่กับเขาเธอก็จะทำให้ดีแต่ว่าต้องผ่านเรื่องยุ่ง ๆ ในวันนี้ไปให้ได้เสียก่อน
“คุณคะอาหลินมาแล้วค่ะ”
“ลู่ตานถง” ละจากหนังสือพิมพ์ในมือก่อนจะหันมามองเธอ ใบหน้าของผู้ชายสูงอายุข้างล่างดูดุกว่าที่เธอคิด เขาสวมชุดสูทที่ดูดีซึ่งในยุคนี้ถือว่าต้องเป็นคนที่มีฐานะถึงจะสั่งตัดชุดอย่างที่พวกเธอสวมกันได้
“คุณพ่อ”
ลู่ตานถงกะพริบตาเล็กน้อยเมื่อลูกของเขาเรียกว่า “คุณพ่อ” ซึ่งปกติเธอจะเรียกเพียงห้วน ๆ ว่าพ่อเฉย ๆ อีกทั้งท่าทางที่แปลกไป ดูเรียบร้อยและดูสวยตามวัยทำให้คนเป็นพ่อมายี่สิบกว่าปีนี้ของเธอไม่คุ้นเคย
“อาหลินนี่ลูกไม่สบายหรือเปล่า ตัวร้อนไหมหรือว่าลูกนอนนานเกินไปถึงได้ดูแปลก ๆ ลูกรู้สึกเวียนหัวหรือ หรือ…”
“คุณคะ ฉันถามแล้วลูกไม่ได้เป็นอะไรแค่นอนนานไปเท่านั้น”
“จริงเหรอ”
เสียงจริงจังที่ถามขึ้นทำให้ทั้งคู่ตกใจ “ลู่ตานถง” แม้จะสวมสูทที่ดูหรูหราแต่มาดความเป็นพ่อค้าและพูดจาโผงผางของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนไปและเขาก็เป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่ายอีกด้วย เหม่ยหลินรู้สึกโชคดีอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเธอจะมีครอบครัวที่ดีขนาดนี้ในชาตินี้และเริ่มไม่เข้าใจเจ้าของร่างว่าเธอยังไม่พอใจอะไรอีก และเกิดอะไรขึ้นทำไมเธอถึงเข้ามาอยู่ในร่างนี้
ร้านอาหาร
“คุณแม่คะหนูจะไปเข้าห้องน้ำสักหน่อยคุณแม่กับคุณพ่อเข้าไปก่อนนะคะ”
“ให้แม่รอไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูทราบห้องแล้วเดี๋ยวตามไปได้ค่ะ”
“อ้อ งั้นก็เร็ว ๆ หน่อยนะให้ผู้ใหญ่รอนานมันจะไม่เหมาะ”
“ค่ะ”
ลู่เหม่ยหลินแค่อยากจะมาพักหายใจสักหน่อย ตลอดทางที่นั่งในรถมาพ่อกับแม่ของเธอเอาแต่คุยเรื่องของคุณชายเฉินคนนั้นไม่หยุดซึ่งเธอไม่เคยพบหน้าและไม่รู้เลยว่าเคยชอบเขาแบบไหน
แต่หากฟังจากที่อาหงบอก เธอไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของเขาเท่าไหร่นัก เพราะเขาทำงานในโรงพยาบาล ส่วนเธอเป็นสาวสังคมที่เอาแต่หว่านเงินเพื่อซื้อเพื่อนและใช้เงินเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในวงสังคม
“หายใจแทบไม่ออก ขอพักหายใจหน่อยเถอะ”
ตั้งแต่เธอตื่นขึ้นมาจนถึงตอนนี้ที่ถูกพามาที่ร้านอาหารกลางเมืองเธอก็แทบจะไม่ได้ตั้งสติกับตัวเองให้ดี ๆ เลยว่าจะต้องทำอะไรบ้างถึงจะดูไม่ตลกต่อหน้าคนอื่น จู่ ๆ ต้องมาเจอกับคนที่จะต้องหมั้นด้วย เดี๋ยวนะ “หมั้นเหรอ”
“อะไรนะ นี่ไม่ใช่ว่าจะเป็นการนัดกันเพื่อคุยเรื่องการหมั้นหรอกนะ”
ลู่เหม่ยหลินพยายามหายใจเข้าออกอยู่นานก่อนจะรีบตั้งสติให้ได้ เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำและจะเดินเข้าไปที่โซนห้องส่วนตัวซึ่งพ่อกับแม่ของเธอเดินเข้าไปก่อนแล้ว แต่เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็ชนเข้ากับคนที่กำลังจะเดินเข้าไปข้างในเช่นกัน เมื่อรู้ตัวจึงรีบเงยหน้าและโค้งคำนับขอโทษเขาด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษด้วยนะคะฉันไม่ทันได้มองคุณเป็นอะไรไหมคะ”
เมื่อเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเขาเป็นผู้ชายในชุดสูทหรูและหล่อมากคนหนึ่ง ผิวขาวสูงสวมแว่นตาและสวมโค้ตพร้อมกับผ้าพันคอครบชุดก่อนที่เขาจะพูดอะไรเธอก็รีบดึงสติและก้มหัวขอโทษเขาอีกครั้ง
“ขอโทษอีกครั้งนะคะ ถ้าคุณไม่เป็นอะไรฉันขอตัวก่อนนะคะ”
เธอก้มให้เขาทั้งหมดสามครั้งจนคนที่ถูกชนรู้สึกแปลกใจและหันมามองผู้ชายอีกคนที่มาด้วยกัน ลู่เหม่ยหลินรีบเดินเข้าไปก่อนพวกเขา เมื่อเธอเดินเข้าห้องไปแล้วพวกเขาจึงหันมามองหน้ากัน
“นี่เธอจำฉันไม่ได้เหรอ”
“พี่รอง ถ้าผมเป็นเธอเห็นพี่ทำหน้าบึ้งแบบนั้นก็คงกลัวเหมือนกันแหละครับ”
“ฉันหน้าบึ้งเหรอ แต่ว่าเธอคือ…”
“ใช่แล้วเธอคือลู่เหม่ยหลินคนดังในหมู่สาว ๆ แต่ทำไมดูผิดจากที่ได้ยินมา นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอพี่สักหน่อย ปกติเธอคลั่งพี่จะตายใคร ๆ ก็รู้ดีแต่ท่าทางแบบนี้มันอะไรกัน เหมือนกับว่าเธอพึ่งจะเคยเห็นพี่อย่างนั้นแหละ”
“พูดมากน่า พ่อกับแม่มาหรือยัง”
“มานานแล้วรอแต่พี่นั่นแหละ นี่ถึงกับสั่งให้ผมออกเวรจากค่ายมารับพี่ที่โรงพยาบาลเลยนะเพราะกลัวว่าพี่จะไม่มาน่ะสิ”
“น่าเบื่อ ก็แค่อยากดองกับพวกพ่อค้าไม่ใช่หรือไง”
“หรือว่าพี่อยากจะเลือก “น้องหลิวซีอิ๋ง” ที่คุณย่าหามาให้แทนล่ะ ผมว่าเธอก็ดูน่ารักดีนะถ้าไม่พยายามดัดเสียงให้ดูน่ารักและร้องไห้บ่อยไปหน่อย”
“แต่ถ้าเทียบกับผู้หญิงอย่าง…”
“ลู่เหม่ยหลินเป็นคนหยิ่ง จองหองเอาแต่ใจตัวเองไม่ยอมคน ดื้อและอวดดี ซึ่งเทียบกับหลิวซีอิ๋งเด็กดีของคุณย่าที่ทั้งอ่อนหวานว่าง่ายเหมือนผ้าพับไว้ อืม เป็นพี่ก็เลือกยากจริง ๆ แต่เอาเถอะ เก็บเอาไว้ทั้งคู่ก็น่าสนุกดีนะครับ”
“พูดมากน่ะ ใครจะไปแต่งอะไรมากมายแค่คนเดียวก็วุ่นวายพอแล้ว”
“พี่จะยอมหมั้นกับลู่เหม่ยหลินจริงเหรอครับ”
“หึ ก็แค่หมั้นเพื่อแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือไม่ใช่เหรอ ถ้าจบแล้วไปกันไม่ได้….”
“พี่… อย่าบอกนะว่าพี่ไม่ได้คิดที่จะแต่งงานกับเธอจริง ๆ น่ะ”
“แต่งหรือไม่แต่งสำหรับฉันมันไม่ได้ต่างกันเลยยิ่งคนอย่างลู่เหม่ยหลินนั่น… ถ้าเป็นอย่างที่นายกับฉันเคยเห็นนายคิดว่าคนอย่างฉันจะรักเธอได้งั้นเหรอ”
พบกันครั้งแรก
ห้องส่วนตัว
ลู่เหม่ยหลินที่เดินเข้ามาในห้องส่วนตัวก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในห้องมีทั้งพ่อแม่ของเธอและผู้ใหญ่อีกสองคนซึ่งเป็นผู้หญิงหน้าตายิ้มแย้มใจดีและผู้ชายที่ดุอีกคนหนึ่ง ซึ่งมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเขาคือนายพลเฉินพ่อของคุณชายเฉินคนนั้นอย่างแน่นอน
“อ้าวอาหลินมาแล้วเหรอ มาทักทายคุณลุงคุณป้าเร็ว ๆ เข้า”
เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปอย่างเรียบร้อยจนแม้แต่นายพลเฉินเองก็คิดว่าเธอแสร้งทำ เขาแสยะยิ้มนิดหน่อยเพราะไม่ได้ชอบพอเธอแต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าไม่ชอบเมื่อเธอหันมาโค้งทักทายพวกเขา
“สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า ลู่เหม่ยหลินค่ะขอโทษด้วยนะคะที่ให้คุณลุงกับคุณป้าต้องรอนาน”
ของนายพลเฉินถึงกับนิ่งไปเมื่อได้ยินลู่เหม่ยหลินที่ยืนทักทายและเอ่ยปากขอโทษพวกเขาเพียงแค่เดินเข้ามาช้า หรือนี่จะเป็นท่าทีใหม่ที่บ้านตระกูลลู่อบรมลูกสาวมางั้นเหรอ
“ไม่เป็นไรหรอกเราเองก็พึ่งมา นั่งก่อนสิลูกชายผมต่างหากที่เสียมารยาทจนป่านนี้ก็ยังมาไม่ถึงเลย”
“ขอบคุณค่ะ”
นายพลเฉินต้องตกใจอีกครั้งเมื่อลู่เหม่ยหลินเอ่ยขอบคุณที่เขาเชิญเธอนั่ง ไวน์ขาวในมือแกว่งไปมาพร้อมกับมองท่าทางที่เปลี่ยนไปจากคนหยิ่งจองหองไม่เห็นหัวผู้ใหญ่อย่างเธอ แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วันกลับกลายเป็นคนรู้มารยาทขนาดนี้นับว่าตระกูลลู่เก่งมากจริง ๆ แม้แต่ “อวี้หลิงเฟย” ภรรยาของเขายังมองเธอด้วยสายตาที่ชื่นชม
“นึกไม่ถึงเลยว่าไม่ได้เจอหนูเหม่ยหลินไม่นานแต่กลับโตได้ขนาดนี้ วันนี้หนูสวยมากเลยนะจ๊ะ”
“ขอบคุณค่ะคุณป้า คุณป้าเองก็สวยมาก ๆ เช่นกันค่ะ”
“ตายจริงดูเด็กคนนี้สิ เข้าใจพูดจริง ๆ”
“คุณป้ายังไม่แก่สักหน่อยค่ะ ลิปสติกสีนี้ทาแล้วทำให้คุณป้าดูเด็กลงด้วยนะคะ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นสีพีชอ่อน ๆ คาดว่าคุณลุงคงจะเหมือนได้ภรรยาใหม่ค่ะ”
“หึหึ งั้นเหรอ”
แม้แต่นายพลเฉินที่ตามปกติจะชอบให้เธอเรียกเขาว่านายพลมากกว่าก็เผลอไปกับรอยยิ้มและคำพูดเอาใจของลู่เหม่ยหลินนี้เข้าเสียแล้ว จากเดิมที่เขาไม่ชอบหน้าเด็กคนนี้แต่ตอนนี้ดูเหมือนบุคลิกและท่าทางเธอจะเหมือนดูน่ารักและรู้ความมากขึ้น อีกทั้งวิธีการพูดก็ดูเหมือนผู้ดีกับเขาขึ้นมากแล้ว
“ทำไมต้าเว่ยยังไม่มาอีก”
“เอ่อ…”
ไม่นานประตูก็เปิดออกมา ผู้ชายสองคนที่เธอเดินชนเมื่อครู่นี้แม้ว่าจะไม่เห็นหน้าชัด ๆ เธอก็จำได้ว่าเป็นเขา หรือว่าเธอจะเจอตอเข้าเสียแล้ว เมื่อทั้งสองถอดเสื้อโค้ตออกและมาทักทายพ่อแม่ของเธอ เหม่ยหลินก็รู้ทันทีว่าไม่ผิดแน่ เขาก็คือ “เฉินต้าเว่ย”
“สวัสดีครับคุณน้าทั้งสอง วันนี้ก็ยังสวยเหมือนเดิมนะครับ”
“ขอบคุณค่ะคุณชายสามคุณก็ยังปากหวานเหมือนเดิมเลยนะคะ”
“สวัสดีครับคุณหนูลู่พบกันอีกแล้วนะครับ”
เขาเอ่ยทักทายเธอ เมื่อกี้นี้แม่เธอพูดกับเขาว่าอะไรนะ คุณชายสามงั้นเหรอ
“สวัสดีค่ะคุณชายสาม ต้องขอโทษอีกครั้งนะคะที่เดินชนพวกคุณพอดีฉันรีบไปหน่อยน่ะค่ะ”
นายพลเฉินหันมามองหน้าลูกชายสองคนและภรรยา ดูเหมือนว่าทั้งสามเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ทำไมลู่เหม่ยหลินในวันนี้เปลี่ยนคำเรียกไป
“เหม่ยหลิน วันนี้ไม่สบายหรือเปล่าทำไมเรียกเสียห่างเหินแบบนี้ล่ะ ปกติเรียกว่า “พี่หยวนลี่" ไม่ใช่เหรอ"
ท่าทางยิ้มนิ่ง ๆ ของเธอทำให้คนทั้งโต๊ะเริ่มสงสัย เพราะนอกจากเธอจะเปลี่ยนมาเรียก “เฉินหยวนลี่” คุณชายสามตระกูลเฉินด้วยคำห่างเหินแล้วยังไม่สนใจที่จะทักทาย “เฉินต้าเว่ย” ที่เธอคลั่งไคล้เลยอีกด้วย นั่นยิ่งทำให้ทุกคนสงสัยกับความแปลกไปของลู่เหม่ยหลิน
“ขอโทษนะครับที่มาสาย พี่รองติดงานที่โรงพยาบาลนิดหน่อยก็เลยมาช้า”
เหม่ยหลินทำแค่หันไปดื่มน้ำแก้เขินเท่านั้นก่อนที่แม่ของเธอจะสะกิดให้เธอทักทายว่าที่คู่หมั้น
“คะ”
“ทักทายพี่ต้าเว่ยสิ”
“เอ่อ… สวัสดีค่ะคุณชายรองต้าเว่ย”
ความกระอักกระอ่วนนี้ทำให้เธอรู้ทันทีว่าเธอพลาดไปแล้วเพราะโดยปกติเหม่ยหลินคงไม่เรียกเขาแบบนี้แน่แต่เพราะแม่ของเธอเรียกเธอจึงรีบเอ่ยทักทาย
“คือว่า พี่… ต้าเว่ย คือว่าขอโทษทีค่ะพอดีวันนี้ฉันนอนมากไปหน่อยก็เลย…”
“เอ่อ คือว่าอาหลินไม่ค่อยสบายน่ะค่ะก็เลยให้นอนพักนี่พึ่งจะดีขึ้นอย่าถือสาแกเลยนะคะ”
“อ้อ แล้วเป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ กินอะไรอ่อน ๆ สักหน่อยดีกว่า ให้ป้าสั่งข้าวต้มให้ดีไหมนี่ต้าเว่ยตรวจให้น้องสักหน่อยสิ”
“มะ ไม่เป็นไรค่ะคุณป้าหนูก็แค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยค่ะได้ดื่มอะไรเย็น ๆ ก็ดีขึ้นค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นน้องเหม่ยหลิน มาดวลไวน์กันไหมเผื่อว่าจะสดชื่นขึ้น”
“ขอโทษค่ะพี่… หยวนลี่ คือว่าฉันแพ้แอลกอฮอล์ค่ะ”
“ห๊ะ! อ้อ ได้ ๆ ถ้าอย่างนั้นเอาน้ำผลไม้ก็แล้วกันดีไหม”
“ค่ะ รบกวนขอน้ำส้มคั้นบีบมะนาวหนึ่งซีกหยดน้ำผึ้งลงไปหน่อยและโรยเกลือขอบแก้วใส่ใบสะระแหน่มาด้วยนะคะ”
“ว้าว..พี่รองดูท่าพี่คงจะต้องคิดใหม่แล้วล่ะ นี่เธอถึงกับไม่ดื่มเหล้าแต่เปลี่ยนไปดื่มน้ำผลไม้ ดูท่าพระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกแล้ว”
หมอเฉินไม่ได้พูดอะไร เขาเองก็ทำแค่สังเกตเธอเงียบ ๆ จะเป็นไปได้ยังไงที่เธอจะแพ้แอลกอฮอล์ ใคร ๆ ในเมืองต่างก็รู้ว่าลู่เหม่ยหลินดื่มเก่งมากขนาดไหน วันนี้คงอยากจะแต่เพราะท่าทางที่แปลกไปทำเอาคนทั้งโต๊ะแทบจะทำตัวไม่ถูกเช่นกัน แม้ว่าจะดูเป็นการทานอาหารร่วมกันแต่เมื่อเริ่มสนทนาเข้าเรื่องงานหมั้น น้ำส้มที่เธอสั่งก็ดื่มเกือบหมดแก้วอีกทั้งอาหารก็เริ่มทยอยหมด
“คุณป้าลองกินอันนี้นะคะ เปลี่ยนจากโรสแมร์รี่ลองกินกับพาสลี่นี่ดูค่ะ รสชาติจะเข้ากันและเหมือนละลายในปากได้เลยค่ะ”
นอกจากเธอจะไม่ดื่มไวน์แล้วยังรู้เรื่องการกินอาหารแบบตะวันตกหลายอย่างซึ่งแม่ของเขาเมื่อลองดินที่เธอบอกก็รู้สึกว่าอาหารนั้นอร่อยขึ้นจริง ๆ
“ทีนี้คุณป้าลองกินมะเขือเทศตามและจิบไวน์ค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ”
“อื้ม อร่อยจริง ๆ ด้วยคุณลองดูสิคะ”
พ่อแม่ของลู่เหม่ยหลินรู้สึกได้ว่าครั้งนี้ลูกสาวไม่ทำให้ขายหน้าเหมือนทุกครั้งที่เอาแต่สนใจเฉินต้าเว่ยจนไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาเพราะเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวของเธอคือเขา แต่มาวันนี้เธอแทบจะไม่คุยกับเขาเลยซึ่งนั่นทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อพวกผู้ใหญ่เริ่มคุยกันเรื่องหมั้นหมายและเงื่อนไขความช่วยเหลือเธอก็แค่ฟังนิ่ง ๆ เหมือนกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
“เดือนเก้านี้มีฤกษ์ดี เราจัดงานหมั้นเอาไว้ก่อนว่ายังไงคะคุณลู่”
“ครับ ทางผมยังไงก็ได้ครับส่วนเรื่องชุดและยาที่จะส่งให้กองทัพผมจะจัดเตรียมให้อยู่แล้ว แต่เรื่องยาอาจจะต้องทยอยส่งไปบางส่วนก่อนเพราะอีกส่วนยังมาไม่ถึงท่าเรือ”
“นั่นไม่มีปัญหาครับ ต้าเว่ยลูกว่ายังไง”
“ครับ เมื่อไหร่ก็แจ้งวันผมอีกทีก็ได้ครับ แต่ว่าคุณพ่อแจ้งคุณย่าหรือยังครับ”
เมื่อต้าเว่ยพูดเรื่องนี้ขึ้นมาพ่อของเขาก็หันมามองหน้าพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก่อนจะหันมามองลูกชาย
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก คุณย่าน่ะเข้าใจเหตุผลดี”
“แล้วคุณล่ะ ไม่คิดจะพูดอะไรบ้างเลยเหรอ”
เขาหันไปถามเธอที่กำลังฟังด้วยความสนใจแต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกเขาถามอีกทั้งยังมองมาด้วยสีหน้าดุ ๆ นั้นอีกด้วยซึ่งเธอไม่ชอบเลย แม้ว่าจะหล่อและหน้าตาดีไม่ต่างจากดาราหนุ่มที่เธอชอบแต่ก็ไม่ควรดุเธอแบบนี้สิ
“เรื่องนี้… ฉันพูดได้จริง ๆ เหรอคะ”
“ได้สิ เรื่องนี้เป็นงานหมั้นของคุณกับผม ถ้าคุณอยากพูดอยากถามอะไรก็ควรจะพูดออกมา สมัยนี้ชายหญิงเท่าเทียมกันแล้วไม่ต้องกลัวหรอก”
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นขอถามได้ไหมคะ”
“อาหลินลูกอยากจะถามอะไร”
“ถ้าหมั้นหมายกันแล้วต่อไปพวกเราไปกันไม่ได้ สามารถถอนหมั้นได้ไหมคะ”