โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

3 ปีหลัง “รัฐประหารเมียนมา” จีดีพีโต 2.6% ลุ้น “ส่งออก” ฟื้นตัว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. 2567 เวลา 08.40 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2567 เวลา 07.07 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

เหตุการณ์รัฐประหารเมียนมากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ภาพการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลทหาร ในเรื่องของเศรษฐกิจ การค้า-การลงทุนยังคงดำเนินต่อไป นักธุรกิจต่างชาติยังมีการลงทุนโดยตรงเข้าไปในเมียนมา ขณะที่ประชาชนยังมีความต้องการสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายเอกวัฒน์ ธนประสิทธิ์พัฒนา” ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ถึงทิศทางการค้าในปี 2567 โอกาสและความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อม

เศรษฐกิจเมียนมายังโต

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้คาดการณ์เศรษฐกิจ (จีดีพี) เมียนมาปี 2567 ขยายตัว 2.6% เทียบเท่ากับปี 2565 จีดีพีขยายตัว 2.6% ขณะที่เงินเฟ้อปีนี้ขยายตัว 8% จากเงินเฟ้อปี 2565 ที่เคยสูง 14%

ในปี 2567 สำนักงานยังเห็นโอกาสการเติบโตด้านการค้า การส่งออกและการเข้าไปลงทุนของไทยในเมียนมา แม้จะมีปัญหาภายในประเทศ แต่เศรษฐกิจและการค้าของเมียนมายังคงดำเนินเป็นปกติ โดยแยกออกจากกัน ประชาชนยังมีความต้องการสินค้าและบริการอยู่มาก จากในปีก่อนที่ไทยส่งออกไปเมียนมา 4,410 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 6.17% และการนำเข้าสินค้าจากเมียนมา 3,023 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 14.36% ไทยยังเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า

สินค้าหลัก ไทย-เมียนมา

ในปีที่ผ่านมาสินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมาหลัก ๆ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องดื่ม เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องเทศและสมุนไพร เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิวและเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เป็นต้น

ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ และเครื่องเพชร พลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เป็นต้น

เมียนมาผ่อนคลายมากขึ้น

ในปีนี้ สำนักงานวางเป้าหมายการส่งออกไทยไปเมียนมาว่าจะโต 1-2% ทางสำนักงานพร้อมจะอำนวยความสะดวกการค้าและการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย และให้คำปรึกษากับภาคธุรกิจถึงแนวทางในการทำตลาด และโอกาสในการสร้างการเติบโตในการส่งออกให้มากขึ้น

“เราต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจถึงสถานการณ์ภายในเมียนมา ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดเฉพาะจุด จะเกิดเฉพาะรอบนอก บริเวณชายแดน โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นปกติ มีความปลอดภัย การค้าขายยังคงดำเนินการได้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงดำเนินชีวิตปกติ และหัวเมืองใหญ่ เช่น ย่างกุ้ง ตองยี มัณฑะเลย์ เนปิดอว์ เป็นต้น การค้าสินค้าความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคยังดำเนินเป็นปกติ”

ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ล่าสุดธนาคารกลางเมียนมา ประกาศผ่อนคลายมาตรการสัดส่วนการแลกเปลี่ยนรายได้จากการส่งออก (Export Earning) โดยลดสัดส่วนการแลกเปลี่ยนการส่งออกด้วยอัตราทางการ 2,100 จ๊าต/เหรียญ จากเดิม 50% ของรายได้การส่งออก ลดลงเหลือ 35% ของรายได้การส่งออก ส่วนอีก 65% สามารถใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามราคาตลาด คือ 3,300-3,500 จ๊าต/เหรียญ

สินค้าไทยบุกห้างเมียนมา 50%

ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยเข้าใจและเคารพถึงสถานการณ์ พร้อมที่จะปรับตัว ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องแยกสถานการณ์ออกจากกัน เมียนมายังคงทำการค้า ดำเนินธุรกิจปกติ แม้ในช่วงที่ผ่านมาเมียนมาเงินเฟ้อสูง ส่งผลต่อกำลังซื้อและรายได้ของประชากร ราคาสินค้าแพงขึ้น แต่ยังเห็นถึงศักยภาพและโอกาส ในปีนี้เชื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น

“แม้การค้าของเมียนมากับต่างชาติจะลดลง จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสของไทยที่จะขยายการส่งออกได้ เพราะไทย-เมียนมา มีชายแดนติดกันยาวถึง 2,401 กิโลเมตร และจากการติดตามสถานการณ์การลงทุนของผู้ประกอบการไทย รายใหญ่ที่ลงทุนในเมียนมายังดำเนินธุรกิจเป็นปกติ และมีการตั้งสมาคมนักธุรกิจไทย-เมียนมา เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ทางธุรกิจในทุกระดับ ขณะที่ประชาชนชาวเมียนมาส่วนใหญ่นิยมสินค้าไทย จากการสำรวจห้างสรรพสินค้ากว่า 50% ในชั้นวางของมีสินค้าไทย”

อัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก

ในปี 2567 สำนักงานจะมีการจัดกิจกรรม In-Store Promotion ร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตในเมียนมา คาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงกลางปี เป้าหมายในการจัดกิจกรรมไปที่หัวเมืองสำคัญ เช่น ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ ซึ่งทางสำนักงานพร้อมอำนวยความสะดวกการค้าและช่วยเหลือให้คำปรึกษาด้านกฎระเบียบพร้อมจะจัดกิจกรรมจัดคู่ธุรกิจขยายการค้าการส่งออกและการลงทุนในเมียนมา

นอกจากจัดกิจกรรมร่วมกับห้างแล้ว ยังมีแผนเตรียมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่อเจรจาซื้อ-ขายสินค้า คาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 สินค้าเป้าหมายจะเน้นในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงาม เนื่องจากมีศักยภาพและมีความนิยมมากในเมียนมา ส่วนสินค้าดาวเด่นในการส่งออกไทยไปเมียนมาปีนี้ เช่น รถยนต์และอุปกรณ์ เครื่องประดับ เครื่องสำอาง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น ทางสำนักงานมั่นใจว่ากิจกรรมดังกล่าวจะสร้างความเชื่อมั่นในด้านการค้า ทำให้ไทยมีโอกาสขยายการส่งออกให้ได้ตามเป้าหมายในปีนี้

ปักมุดส่งออกไปประเทศที่ 3

ด้านการลงทุนขณะนี้มีประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมา ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากสิงคโปร์ จีน และไทย โดยมีการลงทุนมากสุด ในกลุ่มธุรกิจไฟฟ้า 28.5% รองลงมากลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 24.45% และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม 14.42%

“เมียนมามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เป็นโอกาสของไทยในการพิจารณาขยายการลงทุนมายังเมียนมา หรือเป็นคู่ค้ากับธุรกิจที่ได้รับการอนุมัติลงทุน ซึ่งมีโอกาสในการเข้าไปลงทุนของไทย ในหลายกลุ่มธุรกิจ อย่างโซลาร์เซลล์ โครงสร้างพื้นฐาน”

สิ่งที่สำคัญต้องการให้ผู้ประกอบการไทย มองโอกาสในการส่งออกไปจากเมียนมาต่อไปยังประเทศที่ 3 เพราะที่ผ่านมาเมียนมาส่งออกสินค้าไปประเทศหลัก เช่น จีน ไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี อินเดีย และนำเข้าสินค้า เช่น จีน ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเมื่อดูแผนที่เมียนมามีภูมิประเทศที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศจีนและอินเดีย นี่จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะเชื่อมโยงในการส่งออกสินค้าไปยังสองประเทศนี้

โดยเฉพาะเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งมีระยะทางที่ใกล้ สามารถส่งออกไปได้สะดวก ควรจะใช้เป็นศูนย์กลางในการขยายการส่งออกในอนาคต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 3 ปีหลัง “รัฐประหารเมียนมา” จีดีพีโต 2.6% ลุ้น “ส่งออก” ฟื้นตัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...