Nude Art ไม่ใช่แค่แก้ผ้า ค้นพบนิยามนู้ดจาก แมท-โศภิรัตน์ ช่างภาพนู้ดหญิงคนแรกๆ ของไทย
‘แมท – โศภิรัตน์ ม่วงคำ’ หรือ “ผู้หญิง ถือกล้อง” คือช่างภาพนู้ดหญิงคนแรกๆ ของไทยที่บอกกับเราว่าเธอคลั่งไคล้การถ่ายภาพนู้ด แม้ว่าศิลปะภาพนู้ดในไทยแทบจะหาได้น้อยมาก เพิ่งจะเห็นกันโต้งๆ เมื่อปี 2018 นี้เอง
จุดยืนที่แน่ชัดนี้มาจากการ ‘วางตัว’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในแง่ของคนที่ ‘เต็มใจ’ เป็นแบบเปลื้องผ้าต่อหน้า คนที่ชื่นชอบในผลงาน หรือสื่อที่ต้องการอยากจะนำเสนอในเรื่องของ Nude Art เพื่อการศึกษา
หลายปีก่อนเราได้อ่านบทสัมภาษณ์แมทบนเว็บไซต์หนึ่งแต่ก็แค่ชั่วแวบเดียว แต่การพูดคุยกันครั้งนี้ เหมือนเรากับแมทขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น และเธอก็กล้าหาญมากพอที่จะขบถ ต่อความเชื่อผิดๆ ในวงการศิลปะภาพนู้ดเพราะค้นพบความหมายที่ว่า
นู้ดคือศิลปะ…
นู้ดคือการคืนอิสรภาพต่อมนุษย์…
และนู้ดคือการดำดิ่งสู่จิตใต้สำนึกของตัวเอง…
แต่กว่าจะค้นพบความหมายนี้ ก็กินเวลากว่า 10 ปีหลังจากเริ่มแสดงงานในฐานะช่างภาพนู้ด
สวยแล้วยังไงต่อ
สำหรับแมท ร่างกายมนุษย์และภาพนู้ดน่าสนใจยังไง
เราเป็นคนที่รู้สึกชินกับร่างกายตัวเองตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว พอโตมาเราเห็นผิวหนังมนุษย์เราก็รู้สึกชอบ ชอบที่มีความเป็นเนื้อหนัง ชอบแสงและเงาที่ตกกระทบผิว อย่างสัตว์เลื้อยคลานก็ชอบ ซึ่งจุดที่ทำให้รู้สึกว่างานนู้ดไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำให้เรากระอักกระอ่วนใจที่จะดู อาจจะเป็นเพราะเคยมีโปสต์การ์ดหรือโปสเตอร์ภาพนู้ดของฝรั่งเศส และผลงานของอาจารย์จักรพันธ์ุ โปษยกฤต (ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์) ที่วาดภาพนู้ดแบบไทยๆ ที่เราชอบ
จนมีโอกาสเข้ามาวงการถ่ายภาพจริงๆ ด้วยการเป็นแบบก่อน เราเองก็ไม่ได้เรียนจบด้านศิลปะหรือถ่ายภาพเลย แต่เราชอบเรื่องความสวยความงาม ซึ่งบางครั้งคนอื่นถ่ายรูปตัวเราได้ไม่เหมือนกับที่เราวาดภาพไว้ในหัว เราก็เลยซื้อกล้องมาตั้งถ่ายตัวเอง จนเราเรียนรู้จากการถ่ายรูปตัวเองทุกวัน แต่พอถ่ายงานไปเรื่อยๆ มองเห็นผิวหนัง แสง เงา เราก็รู้สึกว่า ‘สวยแล้วยังไงต่อ’ ด้วยความที่เป็นคนชอบตั้งคำถามเลยทำให้เราคิดว่าความสวยงามแค่อย่างเดียวมันไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปแล้ว เราก็เลยตั้งคำถามต่อไปถึงสิ่งที่เราสนใจ ซึ่งเราพบว่าสนใจเรื่องของ ‘มนุษย์’ มากๆ จากที่เราชอบแค่เปลือก (ผิวหนังมนุษย์) แต่จริงๆ สิ่งที่เราชอบคือ ‘ความคิด’ ที่ได้ตั้งคำถามและตอบโจทย์จากมนุษย์ไปเรื่อยๆ
พอเข้าวงการ เริ่มถ่ายนู้ดเลยหรือเปล่า
เราเข้าไปอยู่ในกลุ่มภาพถ่ายแลนด์สเคป เพราะเราเป็นคนชอบเที่ยว ชอบเดินทาง ชอบแต่งตัว แม้กระทั่งเดินป่าเราก็แต่งตัวแนวแฟชั่นใส่เกาะอก ในเมื่อเราแต่งตัวแฟชั่นไปแล้วช่างภาพในกลุ่มเขาก็เรียกเราให้ลองเป็นแบบถ่ายพอร์ตเทรต ช่วงนั้นแสงสวยพอดี เหมาะที่จะถ่ายภาพพอร์ตเทรต
แต่แล้วมีพี่คนนึงเขาจะเปิดสตูดิโอถ่ายภาพ เขาก็ชวนเราไปเป็นแบบถ่ายบิกินี่ พี่เขาถ่ายดีมาก พอภาพเซตนั้นเผยแพร่ออกไปก็มีคนติดต่อเราเข้ามาให้เป็นแบบเยอะขึ้น เราก็เริ่มรู้สึกแฮปปี้กับร่างกายเรา ตรงนี้เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนให้เราเริ่มลองถ่ายภาพนู้ดตัวเองและคนอื่นๆ ตามมา
แมทมีวิธีคิด ตีความงานยังไง
เท้าความก่อนว่าช่วงปี 2018 มีงานจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่สื่อไทยให้ความสนใจเราเยอะมาก เพราะก่อนหน้านั้นเราไม่ได้ออกสื่อไทยเลย แต่เราออกสื่อต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว แต่พอปี 2018 เราได้ออกสื่อที่ไทยเพราะเริ่มมีการขับเน้นเรื่องของความเท่าเทียม คิดว่าที่เขาสนใจเพราะน่าจะเห็นงานเราที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ละมั้ง แต่พอเราเจอคำถามหลังจากนั้นว่า ‘งานของคุณดูมีความเป็นไทยยังไง?’ เราก็ถามกลับไปว่า ‘แล้วความเป็นไทยที่คนไทยเข้าใจกันจริงๆ มันเป็นยังไงเหรอ’
เราได้ยินแบบนั้นก็คิดว่าถ้าเป็นเรา เราจะไม่ใช้ความรู้สึกนำ แต่เราจะรวบรวมข้อเท็จจริงจนมากพอที่จะเป็นข้อมูลในการทำงาน ก็เลยมีวิธีของเราว่าจะเดินทางไปพูดคุยกับคนท้องถิ่นเพื่อหาคำตอบให้งานของเรา เช่นว่าพวกเขามีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง สำหรับนี่เป็นข้อมูลที่ร่วมสมัยที่สุด เพราะต่อให้เขาไม่ใช่นักวิชาการ แต่ก็ถูกหล่อหลอมมาจากการ Grooming บางอย่างที่เจอมา
พอจะเล่าตัวอย่างให้ฟังได้ไหม
ก่อนจะคิดวิธีการทำงานหรือโปรเจกต์ใหม่ เราเคยมีโอกาสไปเสวนาในงาน Festival du Féminin Bangkok ซึ่งเป็นเทศกาลของฝรั่งเศส หัวข้อที่เสวนาในวันนั้นคือ This is My Body ในมุมมองของช่างภาพนู้ดหญิง ซึ่งประจวบเหมาะกับจังหวะที่เราคิดจะทำโปรเจกต์อยู่พอดี ทางเทศกาลที่ฝรั่งเศสเขาก็เลยเสนอว่างาน #DontTellMeHowToDress (งานการรณรงค์เชิงสร้างสรรค์เพื่อต่อต้านความรุนแรงทางเพศ) ที่เข้าร่วมในเทศกาลนี้เขากำลังจัดนิทรรศการที่กรุงเทพฯ นะ เราสนใจอยากจะจัดนิทรรศการด้วยมั้ย เราตอบตกลง แต่ไม่รู้จะแสดงงานอะไรดี
บังเอิญว่าตอนนั้นมีนางแบบคนนึงเขาโดนโซเชียลบูลลิ่ง นางแบบคนนี้เราเคยถ่ายแบบให้เขา แล้วเขาก็ทักมาหาเราว่า Hey! Sis! เขาโดนโซเชียลบูลลิ่งนะ ช่วยหน่อย เราเลยบอกว่าการให้กำลังใจและสนับสนุนในทางของเราไม่ใช่การคอมเมนต์ด่าคนที่บูลลี่นะ แต่เราจะทำงานออกมาซัพพอร์ตในแบบของเราให้เอง
เราก็เลยเซตโปรเจกต์ขึ้นมาชื่อว่า ‘Message in the Body’ เพื่อแสดงคู่กับ #DontTellMeHowToDress ซึ่งโปรเจกต์ ‘Message in the Body’ ต้องการสื่อสารว่าอย่าล้อเลียนร่างกายของคนอื่นเล่นๆ แต่ให้ตระหนักถึงความรู้สึกของคนอื่นให้มากๆ เพราะถ้าคุณเป็นเจ้าของร่างกายนั้น คุณจะพูดในเชิงล้อเลียนกับตัวเองอยู่หรือเปล่า
พอเราทำโปรเจกต์นี้ เจ้าของแกลเลอรี Maispace ที่เชียงใหม่เขาก็ชวนไปเราไปทำงานที่เชียงใหม่ ตอนนั้นเราอยากเดินทางทั่วไทย เราก็ทำโปรเจกต์ This is My Body ทั้ง 4 ภาคเลย คือ เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ที่เล่าถึง ‘มายาคติ’ หรือความเชื่อผิดๆ ของมนุษย์ในแต่ละภาค
แต่ละภาคมีวัตถุดิบที่ทำให้เราต้องคิดใหม่ทุกครั้งไหม
เราทำโปรเจกต์ This is My Body ที่เชียงใหม่ อยากพูดเรื่อง Body Shaming & Social Bullying ด้วย เพราะเราคิดว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ถูกมองเห็นข้อเสียหรือโดนบูลลี่เยอะสุด ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็น LGBTQA+ ที่มีประเด็นเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองมากที่สุด เราดูว่ามีใครน่าสนใจพอที่จะเชื่อมต่อเรื่องราวของ LGBTQA+ ในเชียงใหม่บ้างไหม แล้วก็ไปเจอกลุ่ม ‘Young Pride Club’ เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่น่าสนใจ เราอยากได้คนเล่าเรื่องที่เป็น LGBTQA+ ในภาคเหนือพอดี เพราะเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ถูกพูดถึงเรื่อง LGBTQA+ เยอะกว่ากรุงเทพฯ เขาโดนมาหลากหลายมาก
พอไปอีสาน เป็นศิลปินพำนักที่ขอนแก่น เราก็ทำโปรเจกต์ This is My Body ต่อจากเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องของโซเชียลบูลลิ่ง เราเอาหัวข้อนี้ไปบอกชาวบ้านว่าเราจะมาช่วยรณรงค์เรื่อง This is My Body Social Bullying Body Shamming นะ แต่ชาวบ้านทางอีสานเขาไม่อินเรื่อง Social Bullying เลย เพราะเขามีความ Diversity ประมาณนึง ซึ่งถ้าเราหยิบเรื่องที่เขาสนใจหรือจุดยืนของเขามาพูด เขาจะอินทันที ดังนั้นเวลาทำงานเราต้องมีหัวข้อที่คนรู้สึกร่วมกับเราด้วย เลยทำโปรเจกต์ใหม่เป็นเรื่อง Live Life in Your Own Skin ที่พูดถึงคาแรกเตอร์ของศิลปิน คนอีสานพลัดถิ่น หรือคนที่อพยพจากที่อื่นมาอยู่ที่นี่ และมี LGBTQA+ รวมอยู่ด้วย
ปีก่อน (2023) เราได้เข้าชมและร่วมเป็นแขกรับเชิญพูดคุยเกี่ยวกับสารคดี All The Beauty And The Bloodshed ของ แนน โกลดิน ที่ Doc Club และ a.e.y.space ที่สงขลา เรารู้เลยว่าสารคดีเรื่องนี้มัน This is Me! มันตัวเรา! เพราะแนนโกลดินเขาต่อสู้ก่อนที่เราจะเกิดซะอีก มันคือสิ่งที่เรากำลังต่อสู้อยู่ที่ประเทศไทยในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ความเชื่อ การถ่ายนู้ด หรืออะไรที่เป็นงานถ่ายใหม่ๆ ของเรา อย่างแนนเขาไม่ได้พูดถึงงานถ่ายอย่างเดียว เขาพูดถึงเรื่องมนุษย์ด้วย เพราะเขาถ่ายเพื่อน ถ่ายคนชายขอบ เราก็เลยสนใจเขา
เราควรจะต้องปลดปล่อยจิตใต้สำนึกบ้างเพื่อไม่ให้เราเป็นบ้า
การทำโปรเจกต์แต่ละชิ้นเหมือนการเชื่อมต่อกันทีละจุด ล่าสุดนิทรรศการ LUNATIQUE เชื่อมกับความสนใจส่วนตัวยังไงบ้าง
นิทรรศการนี้ พี่เอ๋ (ปกรณ์ รุจิระวิไล) แนะนำให้เรารู้จักน้องไนซ์ ซึ่งงานของเขาดูเป็น Female Gaze เห็นครั้งแรกเราชอบเลย พี่เอ๋เลยบอกว่าเห็นการ ‘เชื่อมต่อ’ บางอย่างระหว่างเรากับน้องไนซ์ พอเราคุยกันก็รู้สึกว่าเคมีเข้ากัน คิวเรเตอร์นิทรรศการนี้คือพี่เลิฟ (กริยา บิลยะลา) ได้สัมภาษณ์เรากับน้องไนซ์ แล้วจับคีย์เวิร์ดว่ามีอะไรที่เหมือนกันบ้าง ซึ่งงานน้องไนซ์จะเกี่ยวข้องกับ ‘พระจันทร์’ กับความเป็น ’เพศหญิง’ ที่เปรียบเทียบระหว่างรอบการโคจรของพระจันทร์และรอบการตกไข่ของผู้หญิง อย่างเช่นการโคจรรอบพระจันทร์จะใช้เวลาราว 27.9 วัน ซึ่งใกล้เคียงกับรอบการตกไข่ของผู้หญิงในระยะเวลาราว 28 วัน ทั้งสองสิ่งนี้เชื่อมต่อพลังของความเป็นหญิงผ่านภาพวาดแนวแฟนตาซีที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการอ่านนิทานหรือการ์ตูนในวัยเด็ก
แต่งานของเราพูดถึง ‘LUNATIQUE’ ในมุมเกี่ยวกับความเชื่อ ‘สหสัมพันธ์ลวง’ (Illusory Correlation) คือการรับรู้ถึงความสัมพันธ์ที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเหมือนการตั้งคำถามกลับไปอีกที เพราะในฐานะศิลปินทั้งตัวเราและแบบของเราถือว่าเป็นคนกลุ่มน้อยที่หลายๆ ครั้งคนหมู่มากไม่เข้าใจการกระทำหรือการแสดงออกของเรา และเลือกใช้คำว่า ‘LUNATIC’ มาจำกัดความในสิ่งที่เราแสดงออกในบางครั้ง ซึ่งคำว่า LUNATIC ก็เหมือนโลกคู่ขนานของ LUNATIQUE ในนิทรรศการนี้
เราเลือกเป็นงานภาพถ่ายสะสมตั้งแต่ช่วงปี 2019 จนถึงปัจจุบัน ระหว่างไปเป็นศิลปินพำนักในจังหวัดต่างๆ มีเฉพาะงาน Site-specific Art ที่ทำงานร่วมกับงานน้องไนซ์ เพื่อเชื่อมโยงความเป็นสงขลา ผู้คน พื้นที่ และตำนานของนางเงือก ซึ่งน้องไนซ์มีพื้นเพอยู่ในจังหวัดสงขลา
เราเชื่อในคำว่า ‘จิตใต้สำนึก’ คำว่า LUNATIQUE คือเราควรจะต้องปลดปล่อยจิตใต้สำนึกบ้างเพื่อไม่ให้เราเป็นบ้า พี่เลิฟก็พูดคำนึงออกมาว่า ‘Spontaneous’ ในระหว่างที่เราทำงานกัน ก็มีเมจิกโมเมนต์ในหลายครั้ง เราเป็นคนนึงที่เชื่อในเรื่องของพลังงาน เช่นเวลาพระจันทร์เต็มดวง บางทีเราก็ออกไปอาบแสงจันทร์เพื่อรับพลังงานอย่างนั้นเลย
เห็นว่างานนี้มาจากโปรเจกต์ Bonding หลายปีก่อนด้วย
ตอนที่คุยโปรเจกต์ร่วมกันมันเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เราก็เลยอยากพูดถึงเรื่องความรัก เรารู้จักงานของน้องไนซ์มาก่อน งานน้องเป็นแนวอีโรติก มีความเป็นแฟนตาซี มันก็ไปตรงกับงานที่เราเก็บไว้ ชื่อว่า ‘Bonding’ (การเชื่อมต่อ) เป็นเซตของความสัมพันธ์ พูดถึงความรักหลากหลายเลเยอร์ที่มาจากโปรเจกต์เมื่อปี 2018 ช่วงนั้นเราเจอหลายความคิดเห็นจากคนไทยประมาณว่า ‘ถ้าคนสองคนแก้ผ้าถ่ายนู้ดด้วยกันมันจะดูเป็นภาพอนาจารเรื่องเพศไปเลยไหม’ เราก็พูดว่า ‘จริงเหรอ?’ ต้องเอาข้อเท็จจริงมาวัดกันไหม เราเลยทำโปรเจกต์หาคำตอบ โดยเชิญคนมาถ่ายภาพนู้ดด้วยโจทย์ที่ว่าถ่ายยังไงไม่ให้เข้าข่าย Sexuality ซึ่งแบบของเราในโปรเจกต์นี้จะเป็นคนในแวดวงศิลปะ ไม่มีแบบที่เป็นมืออาชีพเลย ทุกคนแก้ผ้าถ่ายรูปกันครั้งแรก ตรงนี้เลยเป็นที่มาของชื่อ Bonding ว่าคนที่จะมาแก้ผ้าถ่ายรูปให้กันต้องเชื่อใจกัน มันต้อง Bonding กัน
มีแบบที่เขาปฏิเสธบ้างไหม
น้อยมาก (ย้ำเสียง) ส่วนใหญ่เราทำงานควบคู่ไปกับทำยังไงก็ได้ให้คนหาเราให้เจอ ด้วยความที่เราคุยและทำงานกับคนมาเยอะ มันจะมีเซนส์บางอย่างว่าเขาสนใจมั้ย ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง บางคนคุยกัน 5 นาทีก็รู้แล้วว่ามีความเป็นไปได้มั้ย ความเป็นไปได้ระดับไหน เพราะเราอยากใช้พลังในเรื่องของการทำงาน ไม่ได้อยากใช้พลังงานในเรื่องการตื๊อคน มันเป็นเรื่องร่างกายของเขาเนอะ มันต้อง Consent ถ้าเราไปตื๊อเขา คนที่จะโดนดราม่าคนแรกคือตัวเขาอยู่ดี เราต้องดูว่าจะรับผิดชอบชีวิตเขาหลังจากนั้นได้จริงหรือเปล่า จะให้เขาโดนถ่ายทิ้งขว้างแบบไม่แคร์เลยก็ไม่ได้
ต่อให้เราไม่ได้ถ่ายภาพนู้ด เราก็จะมีจุดยืนว่าเราต้องรักร่างกายของเราก่อน
เป็นช่างภาพนู้ดในไทยยากมากไหม
ช่างภาพนู้ดเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาเป็นหลักเลย แล้วก็เรื่องของความเข้มแข็งของจิตใจทั้งภายในและภายนอก เช่นจะทำยังไงให้คนมาแก้ผ้าต่อหน้าเราได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ซึ่งต้องมีจิตวิทยาในการเข้าถึงคนที่สูงมาก ส่วนตัวงานมันเป็นเรื่องของการใช้ภาษากายและการวางองค์ประกอบของภาพ การควบคุมอารมณ์ของแบบให้ไปในทิศทางเดียวกันกับที่เราอยากถ่ายทอด การใช้แสง พวกองค์ประกอบเล็กๆ ก็สำคัญมาก อย่างเช่นภาพอีโรติกก็ต้องถ่ายตอนเย็นให้มีแสงสีเหลืองๆ เพราะโทนสีมีผลต่อความรู้สึก หรือถ้าอยากให้ดูใสๆ แบบโลลิต้าก็ไปถ่ายแสงตอนเช้า การถ่ายคนขึ้นอยู่กับแสงด้วย แสงเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน
ถ้ายิ่งเป็นช่างภาพนู้ด เรื่องกฎหมายสำคัญมาก เช่น คุณถ่ายใครได้บ้าง คุณแสดงงานได้ที่ไหนยังไง มีเงื่อนไขยังไง ไม่ใช่แค่นั้น งานนู้ดมันเป็น Fine Art เพราะฉะนั้นภาพคน เรือนร่างประเภทนี้เขาจะต้องโพสท่าไหน อย่างคนหลังสั้นจะก้มไม่ได้ หรือคนขายาวต้องโพสท่านี้ เราก็ไปเรียนรู้เรื่องกายวิภาคเพิ่ม มันก็เลยทำให้เราคุยกับตัวเองว่า อ๋อ…นี่คือนู้ดพาไป
ถ้าภาพนู้ดคืองานศิลปะชิ้นหนึ่ง เราจะมองงานชิ้นนี้ในแง่มุมไหนได้บ้าง
ความเป็นศิลปะมันขึ้นอยู่กับว่าศิลปะของเราคืออะไร สมมติว่าเรามองผิวหนัง แสง เงา แล้วเห็นว่าคอมโพสิชั่นแสงและเงาสวยก็จะเป็นสุนทรียะเชิงสายตา เป็น Artistic Nude เลย แต่ตอนนี้งานของเราจะเป็นสุนทรียะเชิงปัญญา เป็นเชิงเนื้อหาและบริบท เพราะสำหรับเราศิลปะคือการสื่อสาร ตัวเราคือผู้ส่งสารไปสู่ผู้รับสารอีกที
ถ้าอย่างนั้นงานของแมทพยายามสื่อสารว่า สิทธิเสรีภาพในร่างกายของเรา ตัวเราเองเท่านั้นควรจะเป็นคนยอมรับมันโดยไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมายอมรับก็ได้ ถูกไหม
เรียกว่า ‘จุดยืน’ ดีกว่า ต่อให้เราไม่ได้ถ่ายภาพนู้ดเราก็จะมีจุดยืนว่าเราต้องรักร่างกายของเราก่อน มันคือ First Priority ต้องยอมรับมันก่อน เพราะถ้าเรายังไม่รักตัวเองหรือไม่ยอมรับตัวเองจริงๆ สุขภาพจิตเราจะไม่ดีเลยนะ ถ้าต้องรอให้คนนั้นคนนี้มายอมรับแล้วเราจะทำหน้าที่หรือมีความสุขจริงๆ ได้ยังไง เราเชื่อว่าถ้าสุขภาพจิตใจเราดี เราจะทำอะไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินก็ได้ เพราะเวลาเราเจออุปสรรค คนที่ให้กำลังใจเราดีที่สุดคือตัวเราเอง
อย่างตัวเราเอง เรื่องสิทธิในร่างกาย มันคือร่างกายของเรา แต่เราต้องดูบริบทด้วยว่าไอ้สิ่งที่เราทำมันไปทำความเดือดร้อนให้คนอื่นหรือเปล่า เพราะถ้าเราพูดแค่สิทธิร่างกายของเราแค่นี้สั้นๆ มันก็ไม่พอ เพราะจะมีรุ่น Underage ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่ด้วย แต่จริงๆ เขาก็ไม่ผิดนะ แต่เขาอาจจะเสียใจทีหลัง ดังนั้นความรับผิดชอบต่อสังคมของเราก็คือ เราทำข้อตกลงเลยว่าคนที่จะมาถ่ายแบบให้เราต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น เพราะสิ่งที่เราให้ความสนใจกับวิธีการทำงานของเรามากๆ ก็คือ เรากับคนถ่ายแบบต้องแฮปปี้กันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าใครดูรูปเราแล้วไม่ชอบก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพราะเราถือว่าเราแฮปปี้แล้ว
ใส่คำบรรยายภาพ
มันคือความเป็นมนุษย์
อะไรทำให้คนยอมรับในความเป็นช่างภาพนู้ดของแมท
อืม..อย่างแรกเราไม่ได้ทำงานตามกระแส เราแค่ชอบทำงานเฉยๆ (หัวเราะ) เราทำต่อเนื่อง จริงใจ และใส่ใจกับมันจริงๆ
สอง เราเลือกสื่อที่เราจะออกด้วย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับสนใจอยากจะสัมภาษณ์เรา แต่เราปฏิเสธไป เพราะการทำงานของเราจริงๆ คือการส่งสาร เราคิดว่าบางคนเขาไม่พร้อมที่จะเข้าใจสารที่เราจะสื่อ และเราไม่ได้อยากให้ทุกคนรู้จักเราขนาดนั้น ถ้ามีดราม่าเราก็ไม่ได้อยากมานั่งแก้ดราม่า จริงๆ เราไม่ต้องให้สัมภาษณ์เลยก็ได้ เราก็ทำงานของเราต่อไป แต่เราอยากให้คนเข้าใจในมาตรฐานเดียวกันว่าเราทำอะไร เพื่ออะไร เพราะว่าถ้าสื่อเข้าใจเรามากเท่าไร เราก็จะทำงานง่ายขึ้น
สาม ถ้าในเมืองไทยเรารู้สึกว่าการวางตัวสำคัญมาก มันทำให้คนเข้าใจเรามากขึ้นว่าเป็นยังไง เช่นคนที่เขาอยากมาเป็นแบบให้เรา พอเขาไปเสิร์ชดูผลงานเราก็จะมั่นใจแล้วว่าเราทำสิ่งนี้เพื่อการศึกษานะ มันคือศิลปะนะ เพราะเมืองไทยจะไม่มีการแบ่งแยกชัดเจนในเรื่องศิลปินภาพนู้ด แต่ถ้าเป็นต่างชาติเขาจะไม่สนเลยว่าศิลปินจะมีภาพลักษณ์ยังไง
ประเด็นคือตอนที่เรากลับมาไทยแรกๆ ยังมีคนพูดถึงศิลปะภาพนู้ดน้อยมาก เพราะมันไม่ถูกพูดถึง คนก็เลยเข้าใจผิด เราถึงขั้นอยากรู้ว่าศิลปะภาพนู้ดในไทยเป็นยังไงเลยไปหาข้อมูลในห้องสมุดก็ไม่เจอ ถ้าเจอจริงๆ ก็จะเขียนแคปชั่นไม่กี่บรรทัดว่า Nude Art คืออะไร แค่นั้นเลย แต่พอกลับมามองที่หลานเราเขาเคยเป็นผู้ช่วยถ่ายภาพนู้ดให้เราตั้งแต่ 5 ขวบเลยนะ เรากับหลานก็คุยกันแบบผู้ใหญ่ เขาก็เข้าใจว่าเราทำงาน มันเป็นศิลปะ มันมีเหตุผลในการแก้ผ้า แต่บางอย่างก็ไม่ได้มีเหตุผลในการแก้ผ้า ล่าสุดหลานเรียนมัธยมปลายแล้ว มีอาจารย์สอนศิลปะของเขาเอาคลิปวิดีโอ บทความ หรือบทสัมภาษณ์เราไปสอนนักเรียน ซึ่งเราดีใจมาก เหนือความคาดหมายมากๆ กับสิ่งที่เราทำทุกวันนี้
มีคิดโปรเจกต์อื่นๆ เผื่อไว้อีกไหม
ตอนนี้มีแล้ว เป็นงานแบบ Conceptual Mixed Media Art ก็จะไปให้ถึง Performance Art แล้วก็มีเขียน ทำวิดีโอด้วย เราตั้งเป้าไว้แบบนี้เพราะว่าเราชอบการทดลอง เราเลยเน้นเรื่องคอนเซปต์ว่าต่อไปภาพนู้ดของเราจะไปทางไหนได้บ้าง ทำเทคนิคไหนได้บ้าง เป็นเทคนิคภาพพิมพ์ หรือ Mixed Media + Installations ดีมั้ย เพราะว่าทำแล้วสนุก เราก็อยากทำมิกซ์มีเดียพวกซาวด์อาร์ตหรือวิดีโออาร์ต อย่างที่สงขลาเราอยากทำงานภาพพร้อมๆ กับทำผ้าปาเต๊ะไปด้วย แต่ส่วนใหญ่เราจะทำงานคอลแล็บร่วมกับศิลปินที่ถนัดด้านเทคนิคนั้นๆ อยู่แล้ว ดังนั้นทุกที่ที่เราไปเราควรจะได้อะไรกลับมาเพื่อพัฒนาทักษะของตัวเองบ้าง
ค้นพบความหมายของคำว่า สวยแล้วยังไงต่อ บ้างหรือยัง
‘สวยแล้วยังไงต่อ’ มันคือการหาความหมายของคำว่านู้ด เราถ่ายงานมา 20 ปีก็จริง แต่กว่า 10 ปีที่จัดแสดงงานเราคิดว่านู้ดคืออิสรภาพ เหมือนเป็นการดึงจิตใต้สำนึกของตัวเองออกมาให้เป็นงานได้ มันคือความเป็นมนุษย์ คือการกบฏ ไม่ใช่สิ การขบถ (หัวเราะ)
ตัวเราคลั่งไคล้การถ่ายนู้ดอยู่แล้ว แต่พอหาความหมายมันก็ทำให้งานเราเป็นคอนเซปต์ชวลที่มากกว่าแค่การถ่ายสวย ต้องมีแสงสวย ต้องโพสท่าสวย แต่บางวันเราก็อยากกลับไปกินอาหารรสเดิมๆ บ้าง ซึ่งถ้าอยู่ๆ แล้วเจอแสงสวย บอดี้ดี เราก็เรียกแบบไปวางปุ๊บเลย แค่นั้นก็จบ สบายใจละ
ขอบคุณภาพประกอบ : a.e.y.space, maispace, pale_flare, sophirat photography
ติดตามผลงานของช่างภาพนู้ดหญิงคนนี้ได้ในเพจ ผู้หญิงถือกล้อง
สำหรับนิทรรศการ LUNATIQUE จัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2567 ที่ a.e.y space สงขลา