โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ชี้ชะตา 'ทรัมป์' สะเทือนนโยบาย America First

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กำลังกลายเป็นศึกการเมืองครั้งสำคัญที่ทั่วโลกจับตา เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสตามวาระ แต่เป็นบททดสอบอำนาจทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงครึ่งหลังของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 และเป็นตัวชี้วัดว่าทิศทางนโยบาย “America First” จะเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มกำลัง หรือเผชิญแรงต้านจากฝ่ายนิติบัญญัติ

การเลือกตั้งครั้งนี้จะกำหนดทิศทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ในช่วง 2 ปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไป โดยเฉพาะความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ การค้า ภาษี การลงทุน และงบประมาณ รวมถึงบทบาทของสหรัฐ ต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนมีผลต่อบรรยากาศเศรษฐกิจและการค้าโลก

วัดพลังทรัมป์กลางเทอม

การเลือกตั้งกลางเทอม หรือ Midterm Elections จะจัดขึ้นทุก 4 ปีในช่วงกึ่งกลางวาระประธานาธิบดี โดยครั้งนี้ตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ทั้ง 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่ง ประกอบด้วยที่นั่งตามวาระปกติ 33 ที่นั่ง และการเลือกตั้งพิเศษอีก 2 ที่นั่ง เพื่อกำหนดองค์ประกอบของสภาคองเกรสชุดใหม่ที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม 2570

ก่อนการเลือกตั้ง พรรครีพับลิกันของทรัมป์ยังครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา โดยสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกรีพับลิกัน 218 คน เดโมแครต 214 คน สมาชิกอิสระ 1 คน และที่นั่งว่าง 2 ที่นั่ง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภามีรีพับลิกัน 53 คน เดโมแครต 45 คน และสมาชิกอิสระ 2 คน ซึ่งทั้งสองคนร่วมกลุ่มกับเดโมแครตในการจัดตั้งเสียงข้างมากเพื่อการดำเนินงานของสภา

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ารีพับลิกันมีเสียงข้างมากที่ไม่ห่างมากนัก โดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกแต่ละพรรคใกล้เคียงกัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่นั่งเพียงไม่กี่ที่นั่งอาจส่งผลต่อการควบคุมสภาได้ทันที ส่วนในวุฒิสภาพรรคเดโมแครตต้องเพิ่มจำนวนที่นั่งสุทธิอีก 4 ที่นั่ง จึงจะมีเสียงข้างมาก 51 เสียงจากสมาชิกทั้งหมด 100 คน

ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอยู่ที่การรักษาอำนาจของรีพับลิกันในสภาคองเกรส หากพรรคยังครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ทรัมป์จะมีความได้เปรียบในการผลักดันกฎหมายและงบประมาณตามนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่หากเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาคุมสภาใดสภาหนึ่งได้ ก็จะทำให้การบริหารประเทศในช่วง 2 ปีที่เหลือมีข้อจำกัดมากขึ้น

เศรษฐกิจเดิมพันคะแนนเสียง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการแข่งขันทางการเมือง คือความรู้สึกของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผลงานของรัฐบาลทรัมป์ ทั้งเงินเฟ้อ ราคาสินค้า ภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน ตลอดจนผลกระทบจากนโยบายภาษีและมาตรการทางการค้า

นโยบาย America First ที่มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมและแรงงานอเมริกัน ผ่านการใช้มาตรการภาษีนำเข้า การเจรจาต่อรองทางการค้า และการดึงดูดการลงทุนกลับสู่สหรัฐ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อประเทศคู่ค้าเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคภายในประเทศ หากภาษีนำเข้าถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและวัตถุดิบ

ขณะเดียวกัน ทิศทางเศรษฐกิจยังเชื่อมโยงกับนโยบายการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐ การลดภาษี และการจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคง หากรีพับลิกันยังคุมสภาได้ รัฐบาลจะมีโอกาสผลักดันมาตรการเหล่านี้ต่อเนื่อง แต่หากเดโมแครตได้เสียงข้างมาก การอนุมัติงบประมาณและกฎหมายสำคัญอาจต้องผ่านการต่อรองมากขึ้น

ดังนั้น คะแนนเสียงของประชาชนจึงไม่ได้เป็นเพียงการสะท้อนความนิยมต่อประธานาธิบดี แต่ยังเป็นการตัดสินว่าประชาชนเห็นด้วยกับทิศทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าหรือไม่ และต้องการให้มีการปรับสมดุลนโยบายในช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลหรือเปล่า

พลิกขั้วสภา เพิ่มแรงต้านทำเนียบขาว

สำหรับผลการเลือกตั้งสามารถนำไปสู่ 3 ฉากทัศน์สำคัญ ฉากทัศน์แรก รีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา ซึ่งจะทำให้ทรัมป์มีพื้นที่ทางการเมืองในการผลักดันนโยบายต่อเนื่อง ทั้งมาตรการภาษี การลดภาษีภายในประเทศ การใช้จ่ายด้านความมั่นคง และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามแนวทาง America First

ฉากทัศน์ที่สอง เดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่รีพับลิกันยังคุมวุฒิสภา กรณีนี้จะทำให้รัฐบาลเผชิญแรงตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณางบประมาณ การสอบสวนการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร และการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการค้า ขณะที่การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลยังต้องผ่านกระบวนการในวุฒิสภา ซึ่งรีพับลิกันยังคงมีอำนาจอยู่

ฉากทัศน์ที่สาม เดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา จะเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ของทรัมป์ เพราะทำให้การผลักดันกฎหมายและงบประมาณต้องเผชิญแรงต่อรองจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงเพิ่มโอกาสที่รัฐบาลจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่เดโมแครตได้เสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่านโยบายของทรัมป์จะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ เนื่องจากประธานาธิบดียังคงมีอำนาจฝ่ายบริหารในการดำเนินนโยบายหลายด้าน และยังมีอำนาจยับยั้งกฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรสได้ ผลเลือกตั้งจึงมีแนวโน้มเปลี่ยนระดับความคล่องตัวและแรงต่อรองทางการเมือง มากกว่าจะทำให้ทิศทางนโยบายทั้งหมดพลิกกลับทันที

สงครามการค้าจับตาทิศทางภาษี

ประเด็นที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดคือทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าและการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองกับประเทศคู่ค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวทาง America First

หากรีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากได้ ทรัมป์จะมีแรงสนับสนุนทางการเมืองมากขึ้นในการเดินหน้านโยบายการค้าและมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แม้การดำเนินมาตรการภาษีบางประเภทจะอาศัยอำนาจฝ่ายบริหาร แต่การมีเสียงสนับสนุนในสภาย่อมช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมือง และเพิ่มความได้เปรียบในการผลักดันนโยบายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ในทางกลับกัน หากเดโมแครตเข้าควบคุมสภา การตรวจสอบมาตรการทางการค้าและผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจอเมริกันอาจเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนสินค้านำเข้า ความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตสหรัฐ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี ประเทศคู่ค้าไม่ควรคาดหวังว่าการเปลี่ยนขั้วสภาจะทำให้มาตรการภาษีของสหรัฐ ลดลงทันที เพราะนโยบายการค้าของประธานาธิบดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจตามกฎหมายของฝ่ายบริหาร กระบวนการเจรจา และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ ด้วย

ไทยรับแรงกระเพื่อมส่งออก-ลงทุน

สำหรับประเทศไทย ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ มีนัยสำคัญต่อการค้าและการลงทุน เนื่องจากสหรัฐ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และยังเป็นคู่เจรจาที่มีบทบาทต่อทิศทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการลดการขาดดุลการค้าและการเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกัน

ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในรายงาน National Trade Estimate Report 2026 ระบุว่า ในปี 2568 สหรัฐ นำเข้าสินค้าจากไทยมูลค่า 91,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออกสินค้าไปไทย 19,500 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สหรัฐ ขาดดุลการค้าสินค้ากับไทย 71,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อนหน้า สะท้อนว่าไทยยังเป็นประเทศที่สหรัฐ ให้ความสำคัญในการติดตามประเด็นความสมดุลทางการค้า

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยยังต้องติดตามทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐ อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบใด เพราะประเด็นการขาดดุลการค้าและการเปิดตลาดยังเป็นผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ที่มีโอกาสถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการเจรจากับประเทศคู่ค้าอยู่ตลอดเวลา

หากรีพับลิกันรักษาอำนาจในสภาได้ แนวทางการใช้ภาษีและการเจรจาเพื่อให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดแก่สินค้าสหรัฐ มีโอกาสเดินหน้าต่อเนื่อง ผู้ส่งออกไทยจึงต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนด้านภาษี กฎระเบียบ และเงื่อนไขการค้า ขณะที่หากเดโมแครตได้เสียงข้างมากในสภา อาจเพิ่มแรงตรวจสอบต่อมาตรการภาษีและผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐ จะเปลี่ยนทิศทางการค้ากับไทยไปในทางที่ผ่อนคลายลงโดยอัตโนมัติ

นอกจากการส่งออกแล้ว การเลือกตั้งยังมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก หากนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ มีความต่อเนื่อง นักลงทุนอาจประเมินทิศทางได้ชัดเจนขึ้น แต่หากเกิดภาวะชะงักงันทางการเมืองจากการต่อรองระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส ก็อาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการวัดคะแนนนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เป็นการชี้ทิศทางอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาล ผลที่ออกมาจะบอกได้ว่า America First จะเดินหน้าต่ออย่างเต็มกำลัง หรือถูกจำกัดด้วยแรงต้านจากสภาคองเกรส และไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด ประเทศคู่ค้าอย่างไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของนโยบายสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...