โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา ‘แผนการคลังระยะปานกลาง’ ฉบับใหม่ ถึงเวลาขึ้น VAT หรือยัง?

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
จับตา ‘แผนการคลังระยะปานกลาง’ ฉบับใหม่ ถึงเวลาขึ้น VAT หรือยัง?

กระทรวงการคลังกำลังจะมีการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ตามกระบวนการปกติในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ คำถามสำคัญที่น่าจับตาคือ กระทรวงการคลังจะวางแผนบริหารรายจ่ายงบประมาณ รวมถึงจัดเก็บรายรับภาษีอย่างไร เพื่อคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่ให้ทะลุเพดานที่ 70%

ประเด็นสำคัญ

  • ฐานะการคลังล่าสุด ไทยขาดดุลดีกว่าคาด
  • ไทยเสี่ยงหนี้สาธารณะเลยเพดานในปี 2570
  • เป้าขาดดุลต่ำกว่า 3% เป็นจริงได้ถ้าขึ้น VAT
  • ปรับฐาน GDP ใหม่ช่วยลดขาดดุลได้ชั่วคราว
  • เสนอทางออกใช้ Growth ช่วยแก้หนี้
  • วิธีจัดพอร์ตลงทุน หากการคลังตึงตัว

ทางด้าน ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research ทีมวิจัยเศรษฐกิจและฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า มีโอกาสที่สัดส่วนหนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน ภายในสิ้นปี 2570 นี้ หากรัฐบาลไม่อาจลดภาวะขาดดุลทางการคลังให้ต่ำกว่าระดับที่เป็นอยู่ได้

ดังนั้น การจัดเก็บรายได้ให้เพิ่มขึ้นจึงเป็นทางออกสำคัญของภาครัฐ ซึ่งอาจดำเนินการผ่านการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างไรก็ตาม ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นย่อมกดดันต่อภาคการบริโภคของครัวเรือน และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีแผนปรับปรุงวิธีคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ใหม่ เพื่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนภาวะการผลิตจริงมากขึ้น ซึ่งนำมาสู่คำถามว่า ความพยายามยามดังกล่าว จะช่วยลดความจำเป็นในการปรับขึ้น VAT มากน้อยเพียงใด ร่วมหาคำตอบได้ที่นี่

ฐานะการคลังล่าสุด ไทยขาดดุลดีกว่าคาด

เมื่อพิจารณาในภาพรวม ฐานะการคลังของไทย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 มีการปรับตัวดีกว่าที่แผนการคลังระยะปานกลางคาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังมีบางจุดที่แย่กว่าคาด

สำหรับเรื่องที่ดีกว่าคาด คือการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2569 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 3.4% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 4.4% ตามประมาณการของแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570-2573) โดยเป็นผลจากรายได้การจัดเก็บ VAT ที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ ดร.ปิยศักดิ์ชี้ว่า รายได้จากการเก็บ VAT ที่สูงขึ้น เป็นผลของภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่ม ตามต้นทุนราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ไทยเสี่ยงหนี้สาธารณะเลยเพดานในปี 2570

ส่วนเรื่องที่แย่กว่าคาดการณ์ คือการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงของไทย ที่เติบโตเพียง 1.9% ในไตรมาส 2/2569 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 2.6% ในปี 2569 และ 3% ในปี 2570 ตามคาดการณ์ของแผนการคลังระยะปานกลาง ขณะที่ทางอินโนเวสท์ เอกซ์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 2.0% ทั้งในปี 2569 และปี 2570

ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 13.36 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP อยู่ที่ 68.61% ทำให้พื้นที่การคลัง (Fiscal Space) เหลือไม่ถึง 4 แสนล้านบาทก็จะชนเพดานหนี้ที่ระดับ 70% ซึ่งยากต่อการจัดสรรงบเพื่อการลงทุน

นอกจากงบประมาณจะเหลือไม่เพียงพอต่อการลงทุนแล้ว ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ยังมีการตัดลดงบลงทุนลงอีก 8.4% เมื่อเทียบจากมูลค่าในปีงบประมาณก่อน จนมีสัดส่วนต่อ GDP เหลือเพียง 20.8%

ขณะที่งบรายจ่ายประจำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับรายจ่ายด้านบุคลากร กลับมีสัดส่วนสูงถึง 73.6% และมีการเติบโตต่อเนื่องที่ 5% สะท้อนว่าภาครัฐมีการลงทุนน้อยลง แต่ใช้งบประจำมากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนโครงการขนาดใหญ่ที่จะเข้ามายกระดับเศรษฐกิจได้ในระยะยาวได้

เป้าขาดดุลต่ำกว่า 3% เป็นจริงได้ถ้าขึ้น VAT

สำหรับเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณให้ได้ต่ำกว่าระดับ 3% ของ GDP นั้น ดร.ปิยศักดิ์มองว่ามีความเป็นไปได้ หลังปีงบประมาณ 2569 มีการขาดดุลที่ 3.4% ของ GDP ทำให้ช่องว่างที่ต้องปิดเหลือเพียง 0.4% ของ GDP เท่านั้น หรือประมาณ 78,000 ล้านบาท

ขณะที่การปรับขึ้น VAT ในอัตรา 1.5% สามารถช่วยเพิ่มการจัดเก็บรายได้ราว 140,000 ล้านบาทต่อปี หรือราว 0.7% ของ GDP จึงพอช่วยปิดช่องว่างได้ โดยไม่ต้องขึ้นภาษีครั้งใหญ๋

อย่างไรก็ตาม การปรับ VAT ขึ้น อาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจได้ โดยการปรับขึ้น VAT จากระดับ 7% ไป 10% จะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจลง 0.9% และฉุดการบริโภคลง 1.5% รวมถึงภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 1% เช่นกัน ซึ่งไม่ง่ายต่อการสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง

ดังนั้น การปรับขึ้น VAT อย่างเหมาะสม จึงควรผูกเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และคืนรายได้ส่วนหนึ่งให้กลุ่มรายได้น้อยผ่านสวัสดิการแบบเจาะจงแทน

ปรับฐาน GDP ใหม่ช่วยลดขาดดุลได้ชั่วคราว

นอกจากการปรับ VAT แล้ว การปรับฐาน GDP ใหม่ ยังเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลังได้ เนื่องจากฐาน GDP ที่สูงขึ้นจะช่วยตัวหารของหนี้ต่อ GDP จริง โดยทุก 1% ที่ GDP สูงขึ้น ภาระหนี้ต่อ GDP จะลดลงราว 0.67 pp เช่น จาก 68.61% เหลือ 67.94%

อย่างไรก็ตาม การขยายฐานของ GDP ช่วยลดการขาดดุลได้เพียงชั่วคราว หรือเพียงปีเดียวเท่านั้น และไม่สามารถทดแทนการขึ้น VAT ได้ นอกจากนี้ ตัวหารที่ใหญ่ขึ้นก็ทำให้รายได้ต่อ GDP ต่ำลงด้วยเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดนี้จะสะท้อนว่าไทยมีการจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ และยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการปฏิรูปภาษี แม้ว่าแผนปรับปรุงวิธีคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ใหม่ จะช่วยเพิ่ม GDP ได้อีก 0.5% จากฐานเดิมก็ตาม

เสนอทางออกใช้ Growth ช่วยแก้หนี้

ดร.ปิยศักดิ์ เสนอให้รัฐบาลยอมฝ่าเพดานหนี้สาธารณะ และกู้เงินเพื่อการลงทุน ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน ในลักษณะเดียวกับรัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ (Tony Blair) โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  • กู้เพิ่มเฉพาะงบลงทุน ไม่ใช่เงินโอน
  • คัดโครงการด้วยผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และเปิดเผยต่อสาธารณะ
  • แก้คอขวดการเบิกจ่ายงบประมาณ
  • ใช้กลไก Public-Private Partnership ดึงภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนกับรัฐ
  • มีกรอบเวลาและแผนลดหนี้ที่ชัดเจน ควบคู่การปฏิรูปรายได้

“ประเ่ทศจะน่าอยู่ได้ ควรมีการลงทุน อยากฝากให้ภาครัฐคิดต่อ” ดร.ปิยศักดิ์กล่าว

พร้อมปิดท้ายว่า “ทุกตัวเลือกล้วน ได้อย่างเสียอย่าง ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของภาควิชาการ ที่จะต้องเลือกผลดีที่สุดต่อประชาชนและประเทศชาติ”

วิธีจัดพอร์ตลงทุน หากการคลังตึงตัว

ถ้างบประมาณมีแนวโน้มขาดดุลทางการคลังมากขึ้น จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้น และภาคเอกชนมีต้นทุนทางการเงินที่สูงตามไปด้วย

หากรัฐสามารถคุมเพดานหนี้ได้ผ่านการขึ้น VAT ก็จะช่วยคุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ แต่การบริโภคภาคเอกชนจะหดตัว ซึ่งจะกระทบต่อหุ้นกลุ่มบริโภคและกลุ่มค้าปลีก

ขณะที่การเร่งการลงทุน จะช่วยให้หุ้นกลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้างได้ประโยชน์ ส่วนหุ้นกลุ่มส่งออกและ AI supply chain มีการพึ่งพาการคลังค่อนข้างน้อย

ดร.ปิยศักดิ์แนะนำให้จัดพอร์ตแบบ Barbell หรือลงทุนเป็นสองฝั่ง โดยฝั่งหนึ่งเน้นลงทุนหุ้นปันผลคุณภาพ และตราสารหนี้อายุสั้น-กลาง ส่วนอีกฝั่งหนุ่งให้กระจายการลงทุนธีมเติบโตในต่างประเทศ และกระจายลงทุนต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงในไทย

ภาพ:Pierre Desrosiers, Power pow / Shutter Stock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...