โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดพอร์ตลับ Berkshire Hathaway 863 ล้านดอลลาร์ เทขายหุ้น AI เพิ่มน้ำหนัก ETF อิง S&P 500

การเงินธนาคาร

อัพเดต 8 ตุลาคม 2569 เวลา 19.49 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พอร์ตลงทุน NEAM ในเครือ Berkshire Hathaway ลดถือหุ้น Broadcom 97% และ Alphabet 48% ขณะที่ถือกองทุน ETF อิง S&P 500 อย่าง SPY และ VOO รวมกว่า 17.3%

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.26 น. เว็บไซต์ Yahoo Finance รายงานอ้างอิง The Motley Fool ระบุว่า พอร์ตการลงทุนมูลค่า 863 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ New England Asset Management (NEAM) บริษัทบริหารสินทรัพย์ในเครือ Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ได้ปรับลดการถือครองหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ ได้แก่ Alphabet บริษัทแม่ของ Google และ Broadcom ผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกัน พอร์ตดังกล่าวมีสัดส่วนการลงทุนมากกว่า 17% อยู่ในกองทุน ETF ที่อ้างอิงดัชนี S&P 500 สะท้อนแนวทางการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและการเติบโตในระยะยาว

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พอร์ตการลงทุนของ Berkshire Hathaway ถือเป็นหนึ่งในพอร์ตที่นักลงทุนทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากบัฟเฟตต์มีชื่อเสียงด้านการค้นหาบริษัทที่มีมูลค่าน่าสนใจและถือครองในระยะยาว โดยนับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1960 ผลตอบแทนสะสมของ Berkshire Hathaway เติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากพอร์ตหุ้นหลักของ Berkshire Hathaway ยังมีพอร์ตการลงทุนอีกแห่งที่ได้รับความสนใจน้อยกว่า ซึ่งถูกเรียกว่าพอร์ตลับของบัฟเฟต แม้ไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารโดยตรงของเขาก็ตาม

พอร์ตดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารของ NEAM ซึ่งกลายเป็นบริษัทในเครือ Berkshire Hathaway หลังจากเข้าซื้อกิจการ General Re บริษัทประกันภัยต่อ ด้วยมูลค่าประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านธุรกรรมแลกหุ้นในปี 1998 โดย General Re เป็นเจ้าของ NEAM อยู่ก่อนแล้ว

แม้ทีมผู้จัดการลงทุนของ NEAM จะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยตนเอง แต่สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Berkshire Hathaway จึงทำให้พอร์ตดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ติดตามกลยุทธ์การลงทุนของบัฟเฟตต์

ลดถือหุ้น Alphabet–Broadcom ท่ามกลางความกังวลฟองสบู่ AI

ในไตรมาส 2 ปี 2569 NEAM ปรับลดการถือครองหุ้น Broadcom ลงถึง 97% จากเดิมที่ถืออยู่ 6,605 หุ้น พร้อมลดสัดส่วนการถือครองหุ้น Alphabet Class A (GOOGL) ลง 48% ซึ่งทั้งสองบริษัทถือเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)

รายงานวิเคราะห์ว่า การขายหุ้นดังกล่าวอาจเป็นผลจากการขายทำกำไร หลังจากราคาหุ้นทั้งสองบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยด้านมูลค่าหุ้นและความเสี่ยงจากกระแสการลงทุน AI ที่อาจมีส่วนต่อการตัดสินใจ

การลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐ ส่งผลให้ระดับมูลค่าหุ้นโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ปรับตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Shiller Price-to-Earnings Ratio หรือ Shiller P/E) ตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในระดับแพงเป็นอันดับ 2 ในรอบ 156 ปี

รายงานระบุว่า แม้หุ้น Broadcom และ Alphabet จะไม่ได้มีมูลค่าสูงเกินพื้นฐานอย่างรุนแรงเมื่อพิจารณาเป็นรายบริษัท แต่หากกระแสการลงทุน AI พัฒนาไปสู่ภาวะฟองสบู่และเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงในอนาคต หุ้นทั้งสองบริษัทก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น

อย่างไรก็ตาม การลดสัดส่วนการถือครองหุ้นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า Berkshire Hathaway หรือบัฟเฟตต์มีมุมมองเชิงลบต่ออุตสาหกรรม AI โดยตรง เนื่องจากการตัดสินใจลงทุนของ NEAM ดำเนินการโดยทีมผู้จัดการสินทรัพย์ของบริษัทเอง

ถือ ETF อิง S&P 500 กว่า 149 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 17.3% ของพอร์ต

ขณะที่ NEAM ลดการถือครองหุ้นเทคโนโลยีบางบริษัท พอร์ตการลงทุนดังกล่าวกลับมีสัดส่วนการลงทุนจำนวนมากในกองทุน ETF ที่ติดตามดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการลงทุนระยะยาวที่บัฟเฟตต์สนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลระบุว่า NEAM ถือครองกองทุน ETF อิงดัชนี S&P 500 รวมมูลค่ามากกว่า 149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 17.3% ของมูลค่าพอร์ตทั้งหมด โดยแบ่งเป็น

  • SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY) มูลค่าประมาณ 76.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • Vanguard S&P 500 ETF (VOO) มูลค่าประมาณ 73.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กองทุนทั้งสองแห่งมีนโยบายลงทุนอ้างอิงดัชนี S&P 500 ซึ่งประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของสหรัฐประมาณ 500 บริษัท ช่วยให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจหลากหลายอุตสาหกรรม แทนการเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวเพียงไม่กี่บริษัท

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่บริหาร Berkshire Hathaway บัฟเฟตต์แทบไม่เคยแนะนำให้นักลงทุนทั่วไปซื้อหุ้นรายตัวอย่างเฉพาะเจาะจง แต่หนึ่งในแนวทางที่เขาสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ คือการลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500 ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ และถือครองในระยะยาว

แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนความเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐและบริษัทชั้นนำของประเทศมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาดเป็นระยะ

สถิติย้อนหลังชี้ ถือ S&P 500 ครบ 20 ปี ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกช่วงที่ศึกษา

รายงานจาก Crestmont Research ซึ่งศึกษาผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ย้อนหลังตั้งแต่ปี 1900 พบว่า การลงทุนในดัชนีดังกล่าวเป็นระยะเวลา 20 ปี ให้ผลตอบแทนรวมเฉลี่ยต่อปีเป็นบวกในทุกช่วงเวลาที่นำมาศึกษา

การวิเคราะห์ดังกล่าวคำนวณผลตอบแทนรวมที่รวมเงินปันผล (Total Return) โดยใช้ข้อมูลผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 และข้อมูลหลักทรัพย์ในดัชนีอื่นสำหรับช่วงปี 1900–1923 ก่อนที่ดัชนี S&P 500 จะถือกำเนิดขึ้น

ผลการศึกษาพบว่า จากช่วงเวลาการลงทุนต่อเนื่อง 20 ปี จำนวน 107 ช่วง นับตั้งแต่ปี 1900 ทุกช่วงให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเป็นบวก สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐ แม้ระหว่างทางจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย สงคราม และวิกฤตการเงินหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นหลักประกันว่าการลงทุนในอนาคตจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเสมอไป โดยเฉพาะในช่วงที่มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูงและตลาดเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

รายงานระบุว่า แนวทางการลงทุนของบัฟเฟตต์สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยการลงทุนผ่าน ETF อย่าง SPY และ VOO ช่วยให้นักลงทุนได้รับประโยชน์จากการเติบโตของบริษัทชั้นนำในภาพรวม โดยไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ว่าหุ้นบริษัทใดจะเป็นผู้ชนะในแต่ละวัฏจักรเศรษฐกิจ

การที่พอร์ต NEAM มีสัดส่วนการลงทุนใน ETF อิงดัชนี S&P 500 มากกว่า 17% จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในพอร์ต แม้บริษัทจะยังมีการลงทุนในหุ้นรายตัวควบคู่กันไปก็ตาม

อ้างอิง : finance.yahoo.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นทั่วโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...