วิถี "แบ่งปัน" กับ ลิขสิทธิ์เมล็ดพันธุ์ การต่อสู้เพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปกาเกอะญอ
การเก็บเมล็ดพันธุ์ผักและพืชไร่ไว้เหนือเตาไฟ เพื่อเป็นการรมควันป้องกันแมลง โดยไม่ต้องใช้สารเคมี เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาการรักษาเมล็ดพันธุ์พืชผัก ของชาวปกาเกอะญอ ในตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนข้าวเปลือกในยุ้งฉาง ถูกแบ่งเป็นข้าวที่เก็บไว้กิน และเมล็ดข้าวสำหรับใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เพาะปลูก ที่ต้องปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์แบบปีต่อปี
ลิวรรณ์ พุทธรักสกุล ชาวบ้านห้วยยาว ตำบลแม่วิน เล่าว่า บ้านห้วยยาวก่อตั้งเป็นชุมชนมากว่า 100 ปีแล้ว โดยตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ได้ให้ความสำคัญในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมสำหรับเพาะปลูก เป็นอาหาร และส่งต่อให้ลูกหลาน
ในอดีตเมล็ดพันธุ์ไม่สามารถหาซื้อได้ ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลาน หากไม่มีเก็บไว้ ลูกหลานจะไม่มีกิน ประเภทพืชพันธุ์หลักในชุมชน ได้แก่ ข้าว ถั่วประเภทต่างๆ ข้าวโพด เผือก มัน และผลไม้หลากหลายชนิด
หน่อแอ่ริ ทุ่งเมืองทอง นายกสมาคมผู้หญิงชนเผ่าเพื่อการพัฒนา เล่าว่า เมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านเก็บไว้ จะถูกนำออกมาแบ่งปันกันในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ อาทิ เมล็ดพันธุ์ฟักเขียว ฟักทอง แตงกวา โดยแต่ละชนิดยังมีสายพันธุ์ย่อย ที่ให้ลักษณะผลและรสชาติที่แตกต่างกัน
ในอดีตชาวปกาเกอะญอ เก็บเมล็ดพันธุ์เอง 100% สำหรับใช้ปลูกในไร่หมุนเวียน เพื่อเป็นฐานในการผลิตอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหาร แม้ปัจจุบันจะมีการนำพืชเศรษฐกิจจากภายนอกเข้ามาปลูกบ้าง เช่น เสาวรสและอโวคาโด แต่ยังคงมุ่งเน้นและรักษาเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมไว้เช่นเดิม และเมื่อมีผลผลิตจำนวนมาก ชาวบ้านก็จะนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การทำ "น้ำนัว" สำหรับทดแทนน้ำปรุงรสหรือซอส จากวัตถุดิบและผลผลิตหลากหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง แตงกวา มะแขว่น กล้วย เกลือ น้ำตาล และสมุนไพรจากผืนป่า ชาวบ้านจึงไม่จำเป็นต้องซื้อซอสหรือซีอิ๊ว
หน่อแอ่ริ บอกอีกว่า ไร่หมุนเวียนถือเป็นแหล่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่สำคัญของชุมชนปกาเกอะญอ ในอดีตชาวบ้านจะมีเมล็ดพันธุ์หลากหลายถึง 80-90 ชนิด แต่ในปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 50-60 ชนิด เนื่องจากผลกระทบจากนโยบายรัฐ และการจำกัดพื้นที่ทำกิน ทำให้ความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ลดลง
การทำไร่หมุนเวียนก็มีข้อจำกัดมากๆ มีนโยบายหลายอย่างที่พยายามจะให้คนชนเผ่าอพยพออกไปจากพื้นที่ หรือนโยบายห้ามเผา ก็กระทบต่อการทำไร่หมุนเวียน ทำให้เมล็ดพันธุ์ลดน้อยลง เพราะว่าพื้นที่เพาะปลูกเราต้องพึ่งพาไฟ เพื่อให้ขี้เถ้าช่วยให้เมล็ดพันธุ์งอกงามทดแทนปุ๋ย เมล็ดพันธุ์จึงหายและน้อยลง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ชาวบ้านเสี่ยงต่อการเป็นหนี้สิน ลูกหลานต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมือง
วิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ ทำให้ชาวปกาเกอะญอต่างกังวล ต่อกรณีที่สหภาพยุโรปผลักดันให้ไทยปรับแก้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV 1991 เพื่อปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของนักปรับปรุงพันธุ์พืช
หน่อแอ่ริ ยืนยันว่า นโยบายนี้จะส่งผลกระทบกับชุมชน "เมล็ดพันธุ์" ไม่ควรถูกผูกขาดสิทธิ์โดยบริษัทเอกชน แม้จะมีการอธิบายว่า พันธุ์พืชทั่วไปที่มีอยู่เดิม จะไม่ได้รับผลกระทบ แต่หน่อแอ่ริ ยังไม่เชื่อมั่น เพราะที่ผ่านมามีการนำเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมของปกาเกอะญอ ไปปรับปรุงพันธุ์เล็กน้อย แล้วจดทะเบียนเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทเอกชน
แต่ชุมชนปกาเกอะญอ ยังคงต้องรักษาและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมไว้ เพราะไม่สามารถหาเมล็ดพันธุ์อื่นมาทดแทนได้ และการรักษาเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ ช่วยให้ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร รอดพ้นจากวิกฤตต่างๆ เช่น ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งชุมชนที่พึ่งพาเมล็ดพันธุ์ในไร่สามารถอยู่รอดได้ดีกว่า
เมล็ดพันธุ์ข้าวของเราหลายชนิดมีคนเอาไปจดทะเบียน เช่น พันธุ์ข้าวหอมดอย จากเมื่อก่อนเป็นของเรา แต่กลับกลายเป็นพันธุ์ข้าวที่บริษัทจดไป ถ้าบริษัทนำเมล็ดพันธุ์มาขายให้เรา คงไม่ไหว เพราะมีราคาแพงมากๆ ก็เลยทำให้ชาวบ้านกังวลมากๆ เพราะว่าเมล็ดพันธุ์ที่เรามีอยู่ คือเมล็ดพันธุ์ที่เราแบ่งปันกันได้โดยไม่ผูกขาด ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่เป็นเมล็ดพันธุ์ร่วม
ในความเป็นชนเผ่า คำว่า 'จดทะเบียน' ไม่ได้อยู่ในวิถีชีวิตของเรา แต่คือคำว่า 'แบ่งปัน' 'อนุรักษ์' และ 'ส่งต่อ' ต่างหากที่เป็นวิถีของเรา เพราะการจดทะเบียนทำให้ผู้ที่ไปจดทะเบียนกลายเป็นเจ้าของ แต่ในการ 'อนุรักษ์และส่งต่อ' จะสร้างความสุขมากกว่า
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่ออาวุโสข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
อ่านข่าว :
สภาพอากาศวันนี้ ภาคใต้ฝนตกต่อเนื่อง - กทม.ฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่
"สุริยะ" สั่งเร่งตรวจสอบ กรณี "ซีพีแรม" จดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์