โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พลิกเกมพลังงานดัน‘เอทานอล’ไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและราคาพลังงานที่ไม่เคยนิ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภาระการนำเข้าน้ำมันดิบมหาศาล และโจทย์ใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงเสนอทางออกสำคัญต่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ด้วยการชงแผนยกระดับ “เอทานอล” สู่สถานะเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ของประเทศ (Strategic Fuel) เปลี่ยนบทบาทจากเพียง “สารผสมในน้ำมัน” ให้กลายเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจฐานราก

นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. ชี้ให้เห็นว่า ไทยมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างอ้อย กากน้ำตาล และมันสำปะหลัง ไปจนถึงโรงงานแปรรูปและฐานการผลิตยานยนต์ระดับภูมิภาค การดันเอทานอลเป็นเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์จึงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ช่วยพยุงรายได้เกษตรกร และลดการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศ

และเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดนี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ส.อ.ท.ได้วางหมุดหมายสำคัญผ่าน 3 ข้อเสนอหลัก ได้แก่ 1.ปักหมุด “E20” เป็นน้ำมันเบนซินฐานของประเทศ ก้าวแรกที่ชัดเจนที่สุดคือ การกำหนดทิศทางระยะยาวให้แก๊สโซฮอล์ E20 กลายเป็นเชื้อเพลิงเบนซินหลักสำหรับรถยนต์ที่รองรับได้ โดยต้องมีการประเมินรอบด้าน ทั้งขีดความสามารถของโรงกลั่น ปริมาณวัตถุดิบ ระบบคลัง ไปจนถึงผลกระทบต่อราคาขายปลีกของประชาชน

แม้ในระยะแรกอาจต้องใช้กลไกราคาจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาเติม E20 มากขึ้น แต่เป้าหมายปลายทางคือการปรับโครงสร้างต้นทุนทั้งระบบให้สามารถยืนหยัดแข่งขันได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกองทุนน้ำมันหรือมาตรการอุดหนุนแบบเดิมๆ อีกต่อไป

2.โมเดลยืดหยุ่น “E-Flex” ผนึกกำลังยานยนต์ไฮบริด เมื่อฐานการใช้ E20 นิ่งแล้ว สเต็ปถัดไปคือการพัฒนาระบบสัดส่วนผสมแบบยืดหยุ่น หรือ E-Flex เพื่อให้ประเทศสามารถปรับสัดส่วนการผสมเอทานอลขึ้นหรือลงได้ตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกและผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละฤดูกาล

นโยบายนี้จะเดินหน้าควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการส่งเสริมรถยนต์ไฮบริด (HEV-Flex) และไมลด์ไฮบริด (mHEV) ที่ประกอบในประเทศให้รองรับเอทานอลในสัดส่วนที่สูงขึ้น ช่วยให้ไทยรักษาฐานการผลิตรถยนต์ดั้งเดิมไว้ได้ พร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างราบรื่น

3.ยกเครื่องห่วงโซ่อุปทาน เลิกพึ่งพาเงินอุดหนุน หัวใจของความยั่งยืนคือ “ประสิทธิภาพ” ส.อ.ท.จึงเสนอให้รัฐและเอกชนร่วมมือกันปฏิรูปห่วงโซ่เชื้อเพลิงชีวภาพทั้งระบบ ต้นน้ำ: เพิ่มผลผลิตต่อไร่ของอ้อยและมันสำปะหลัง พร้อมพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเก็บเกี่ยวเพื่อลดต้นทุนกลางน้ำ: อัปเกรดโรงงานเอทานอลให้ประหยัดพลังงาน ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า และลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน (Carbon Intensity)

และ ปลายน้ำ: วางระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตามมาตรฐานสากล เพื่อปูทางสู่ตลาดเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงในอนาคต

การผลักดันยกระดับอุตสาหกรรมเอทานอล มีเป้าหมายสำคัญคือ เป็นการใช้จุดแข็งและทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน รวมถึงเป็นการเชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน-การสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคเกษตร-ความยืดหยุ่นรองรับความผันผวน-การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าด้วยกัน ยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้เอทานอลไทยสามารถแข่งขันได้ด้วยศักยภาพของตัวเองในระยะยาว

การขยับตัวของ ส.อ.ท.ในครั้งนี้ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเลิกมองเอทานอลเป็นแค่ทางเลือกเสริม แต่ต้องวางเป็น “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน ภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเกราะกำบังจากวิกฤตพลังงานโลก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยทรัพยากรของตัวเองอย่างแท้จริง.

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...