โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

น้ำท่วม-ภัยแล้งกระทบ “ข้าวไทย” เสี่ยงเสียหาย 12,000 ล้านบาท ส่งออกหด จับตาผลผลิตปี 2027 ลดลง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
น้ำท่วมข้าวนาปีไทยเสี่ยงเสียหาย 12,000 ล้านบาท กระทบพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ ขณะที่ส่งออกข้าว 8 เดือนแรกปี 2026 ลดลง 13.28% เอลนีโญจ่อซ้ำเติมปี 2027 คาดผลผลิตข้าวเปลือกลดลง 7% และราคาปรับเพิ่ม 6%

น้ำท่วมที่กำลังกระทบข้าวนาปีซึ่งรอเก็บเกี่ยว เพิ่มความเสี่ยงต่อรายได้ชาวนาและปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาด ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) อาจทำให้ประเทศไทยเผชิญฝนน้อยและภัยแล้งในปี 2027 ซ้ำเติมภาคเกษตรที่ยังฟื้นตัวจากน้ำท่วมไม่เต็มที่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วมระหว่างวันที่ 25 กันยายน–14 ตุลาคม 2026 อาจทำให้ผลผลิตข้าวนาปีเสียหายประมาณ 12,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ราว 1.5 ล้านไร่ โดยความเสียหายกระจุกตัวในแหล่งปลูกข้าวสำคัญ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ขณะเดียวกัน ธุรกิจข้าวไทยยังเผชิญแรงกดดันจากตลาดต่างประเทศ หลังปริมาณส่งออกข้าวช่วง 8 เดือนแรกปี 2026 ลดลง 13.28% เหลือ 4.61 ล้านตัน ขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลง 13.57%

ส่วนแนวโน้มปี 2027 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าผลผลิตข้าวเปลือกไทยอาจลดลง 7% เหลือ 32.1 ล้านตัน จากความเสี่ยงเรื่องน้ำ ขณะที่ราคาข้าวเปลือกอาจปรับเพิ่มขึ้น 6%

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวนา โรงสี และผู้ส่งออกต้องรับมือทั้งความเสียหายจากน้ำท่วม ต้นทุนวัตถุดิบ และการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก

น้ำท่วมข้าวนาปี เสี่ยงเสียหาย12,000 ล้านบาท พื้นที่ 1.5 ล้านไร่

การบริหารจัดการน้ำมีผลโดยตรงต่อข้าวที่กำลังรอเก็บเกี่ยว เพราะสำหรับชาวนา ช่วงนี้เป็นเวลาที่ต้นทุนการเพาะปลูกตลอดฤดูกาลกำลังจะเปลี่ยนเป็นรายได้ หากน้ำเข้าท่วมก่อนเก็บเกี่ยว ความเสียหายจึงไม่ได้กระทบเพียงปริมาณผลผลิต แต่ยังรวมถึงเงินทุนที่จะนำกลับมาใช้ลงทุนในการเพาะปลูกรอบต่อไป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงวันที่ 25 กันยายน–14 ตุลาคม 2026 ว่า อาจทำให้ข้าวนาปีเสียหายประมาณ 12,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.06% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการความเสียหายของผลผลิตในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมยังดำเนินอยู่ ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด

พื้นที่ปลูกข้าวที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายมีประมาณ 1.5 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 2.5% ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศ แต่หากพิจารณาเฉพาะเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา สัดส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจสูงถึง 19% ของพื้นที่ปลูกข้าวในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความเสียหายไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทั่วประเทศ แต่กระจุกตัวอยู่ในแหล่งผลิตบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ชาวนาและธุรกิจรับซื้อข้าวในพื้นที่เหล่านั้นเผชิญแรงกระทบมากกว่าภาพรวมประเทศ

สาเหตุสำคัญมาจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนกันยายน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ปริมาณฝนสะสมสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงเดียวกันถึง 4 เท่า ส่งผลกระทบต่อแหล่งปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา บางปะกง และแม่กลอง

จังหวะที่น้ำเข้าท่วมมีความสำคัญ เพราะเกิดขึ้นระหว่างที่ข้าวนาปีกำลังทยอยเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตที่เกษตรกรลงทุนไปแล้วมีความเสี่ยงเสียหายก่อนนำออกจำหน่าย

น้ำท่วมดันราคาข้าวเสี่ยงเพิ่ม18% โรงสีเผชิญต้นทุนรับซื้อสูงขึ้น

เมื่อผลผลิตข้าวบางส่วนได้รับความเสียหาย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ราคาข้าวอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

หากราคาเพิ่มขึ้นตามคาด ชาวนาที่สามารถเก็บเกี่ยวและจำหน่ายผลผลิตได้อาจมีรายรับต่อหน่วยสูงขึ้น แต่สำหรับชาวนาที่ข้าวได้รับความเสียหาย ประโยชน์จากราคาที่เพิ่มขึ้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ยังเหลือจำหน่าย

หากผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมาก ราคาที่สูงขึ้นก็อาจไม่เพียงพอชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป ขณะที่โรงสีและผู้ค้าข้าวอาจต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพื่อรับซื้อวัตถุดิบในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น

สิ่งที่ธุรกิจข้าวต้องติดตามจึงมีทั้งราคาซื้อและปริมาณผลผลิตที่สามารถส่งมอบได้จริง หากข้าวจากพื้นที่คู่ค้าลดลง โรงสีอาจต้องหาแหล่งรับซื้อเพิ่มเติมและปรับแผนส่งมอบให้สอดคล้องกับปริมาณข้าวที่มีอยู่

ความเสียหายจะหยุดอยู่ในระดับใด ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์น้ำในช่วงที่เหลือของฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ข้าวนาปีกว่า65% รอเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำ

ความเสียหายของข้าวยังขึ้นอยู่กับว่าผลผลิตที่เหลือจะผ่านช่วงน้ำหลากไปได้มากน้อยเพียงใด เพราะข้าวจำนวนมากยังอยู่ในนา ช่วงเวลาระหว่างนี้จึงสำคัญต่อทั้งรายได้ชาวนาและปริมาณวัตถุดิบที่จะเข้าสู่โรงสี

ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ข้าวนาปีจะทยอยเก็บเกี่ยวต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน โดยมีผลผลิตมากกว่า 65% ที่เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายน

หมายความว่าเดือนตุลาคมยังเป็นช่วงสำคัญที่เกษตรกรต้องดูแลผลผลิตก่อนเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวหลัก หากน้ำเข้าท่วมพื้นที่นาเพิ่มเติม ความเสียหายอาจขยายไปถึงข้าวที่กำลังรอเก็บเกี่ยวด้วย

น้ำเหนือ–น้ำทะเลหนุน เพิ่มความเสี่ยงพื้นที่ลุ่ม 11 จังหวัด

นอกจากฝนตกหนักแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือมวลน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มขึ้น

การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยามีความเสี่ยงกระทบพื้นที่ปลูกข้าวในภาคกลาง โดยมีการประเมินว่าพื้นที่ลุ่มใน 11 จังหวัดยังต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม ซึ่งบางพื้นที่มีการประเมินว่าระดับน้ำอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 40–70 เซนติเมตร

สำหรับชาวนา การตัดสินใจเก็บเกี่ยวจึงควรพิจารณาทั้งความพร้อมของข้าวและแนวโน้มระดับน้ำในแปลงเพาะปลูก ส่วนโรงสีและผู้รับซื้อควรประสานข้อมูลกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

หากพื้นที่คู่ค้าถูกน้ำท่วมจนเก็บเกี่ยวล่าช้า ปริมาณข้าวที่เข้าสู่โรงสีในแต่ละช่วงอาจเปลี่ยนแปลงไป และกระทบต่อเนื่องถึงแผนรับซื้อ การบริหารสต็อก และกำหนดส่งมอบสินค้า

ในมุมธุรกิจ สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงปริมาณข้าวที่เสียหาย แต่รวมถึงข้าวที่เหลือจะออกสู่ตลาดได้เมื่อใด และมีเพียงพอต่อคำสั่งซื้อหรือไม่ เพราะผู้ส่งออกต้องบริหารทั้งความเสี่ยงของผลผลิตภายในประเทศและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศไปพร้อมกัน

ส่งออกข้าวไทย8 เดือนแรกปี 2026 ลด 13.28% เหลือ 4.61 ล้านตัน

แม้ข้าวที่เสียหายจากน้ำท่วมอาจทำให้ผลผลิตในบางพื้นที่ลดลง แต่ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดต่างประเทศด้วย ผู้ส่งออกจึงต้องรับมือทั้งความเสี่ยงด้านผลผลิตและแรงกดดันด้านราคาในเวลาเดียวกัน

ข้อมูลจากกรมศุลกากร โดยอ้างอิงใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2026 ประเทศไทยส่งออกข้าวได้ 4.61 ล้านตัน ลดลง 13.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 5.31 ล้านตัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปริมาณข้าวที่ไทยจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศลดลงตั้งแต่ก่อนเกิดน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายน

ด้านมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 2,686 ล้านดอลลาร์ ลดลง 13.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 3,108 ล้านดอลลาร์

เมื่อพิจารณาทั้งปริมาณและมูลค่าที่ลดลงในอัตราใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าการขายข้าวได้น้อยลงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อรายได้จากการส่งออกในปีนี้

ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกยังต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่แข่ง ทำให้การรักษาตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยคุณภาพสินค้า ราคาที่แข่งขันได้ และความสามารถในการส่งมอบให้ตรงตามคำสั่งซื้อ

เงินบาทแข็งค่า2.61% ซ้ำเติมการแข่งขันส่งออกข้าวไทย

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคืออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีผลต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกข้าวไทย

รายงานระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 เงินบาทมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 32.39 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 2.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

หากผู้ส่งออกต้องการรักษารายรับเป็นเงินบาท อาจต้องเสนอราคาขายในสกุลเงินดอลลาร์สูงขึ้น แต่หากยังคงราคาขายในสกุลเงินดอลลาร์เท่าเดิม รายรับเมื่อแลกกลับเป็นเงินบาทก็อาจลดลง

ภาระดังกล่าวจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารต้นทุนและกำไรของผู้ส่งออกแต่ละราย

เมื่อนำมารวมกับความเสี่ยงน้ำท่วม ผู้ส่งออกอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น หากต้นทุนซื้อข้าวภายในประเทศปรับสูงขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อในต่างประเทศยังมีทางเลือกจากประเทศคู่แข่ง

ส่วนโรงสีและผู้รวบรวมข้าวควรติดตามคำสั่งซื้อจากตลาดปลายทางควบคู่กับปริมาณผลผลิต เพื่อวางแผนรับซื้อและบริหารสต็อกให้สอดคล้องกับยอดขายที่มีอยู่จริง

สำหรับประเทศไทย การรักษาฐานลูกค้าในตลาดโลกจึงต้องอาศัยทั้งราคาที่แข่งขันได้ คุณภาพสินค้าตามที่ตกลง และความพร้อมในการส่งมอบ

ผู้ประกอบการควรประเมินต้นทุนและความเสี่ยงค่าเงินก่อนรับคำสั่งซื้อใหม่ เพราะหลังผ่านช่วงน้ำท่วมไปแล้ว ยังมีความเสี่ยงเรื่องน้ำสำหรับการเพาะปลูกปีหน้าที่อาจเปลี่ยนทั้งปริมาณผลผลิตและต้นทุนข้าวไทยอีกครั้ง

เอลนีโญปี2027 เสี่ยงฉุดผลผลิตข้าวไทยลด 7% เหลือ 32.1 ล้านตัน

หลังผ่านความเสี่ยงจากน้ำท่วม การปลูกข้าวรอบต่อไปยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนเรื่องปริมาณน้ำ หากปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ฝนตกน้อยลงต่อเนื่อง ชาวนาอาจมีข้อจำกัดในการเพาะปลูก ขณะที่โรงสีและผู้ส่งออกต้องวางแผนรับมือกับวัตถุดิบที่อาจลดลง

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ในปี 2027 ประเทศไทยอาจมีผลผลิตข้าวเปลือกประมาณ 32.1 ล้านตัน ลดลง 7% จากประมาณการปี 2026 ที่ 34.5 ล้านตัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงด้านปริมาณผลผลิต เนื่องจากข้าวเป็นหนึ่งในพืชเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะน้ำน้อย

จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ข้าวนาปรัง ซึ่งเสี่ยงเผชิญข้อจำกัดด้านน้ำชลประทาน เพราะการปลูกข้าวในฤดูแล้งต้องอาศัยน้ำที่จัดสรรให้ภาคเกษตร

หากน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ เกษตรกรอาจต้องลดพื้นที่เพาะปลูกหรือปรับรอบการปลูก ความพร้อมของน้ำจึงมีผลโดยตรงต่อปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาดในปีถัดไป

ด้านราคา SCB EIC คาดว่า ราคาข้าวเปลือกอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 6% ในปี 2027 โดยราคาเฉลี่ยอาจปรับจาก 8,580 บาทต่อตันในปี 2026 เป็น 9,090 บาทต่อตันในปี 2027

หากราคาเพิ่มขึ้นตามประมาณการ ชาวนาที่สามารถรักษาผลผลิตไว้ได้อาจได้รับประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้น แต่สำหรับชาวนาที่ผลผลิตลดลงมาก ยังต้องประเมินว่าราคาที่เพิ่มขึ้นจะสามารถชดเชยปริมาณข้าวที่ขายได้น้อยลงเพียงใด

ส่วนโรงสีและผู้ส่งออก หากวัตถุดิบลดลงพร้อมกับราคาซื้อที่สูงขึ้น ก็อาจต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเพื่อจัดหาข้าวตามคำสั่งซื้อ

การรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจึงควรพิจารณาทั้งแหล่งผลผลิต ต้นทุนรับซื้อ และกำหนดส่งมอบ ขณะที่เกษตรกรควรใช้ข้อมูลการจัดสรรน้ำประกอบการตัดสินใจเพาะปลูก เพื่อให้พื้นที่ปลูกสอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง

ข้าวไทยปี2027 เผชิญโจทย์ใหญ่ รักษาผลผลิต–ต้นทุน–ตลาดส่งออก

สถานการณ์ข้าวไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งน้ำท่วมที่กระทบผลผลิตนาปี การส่งออกที่ลดลง เงินบาทแข็งค่า และภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นจากเอลนีโญในปี 2027

แม้ความเสียหายจากน้ำท่วมและความเสี่ยงภัยแล้งอาจทำให้ราคาข้าวภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าชาวนาทุกคนจะมีรายได้มากขึ้น

เกษตรกรที่ผลผลิตเสียหายอาจมีข้าวเหลือจำหน่ายน้อยลง ขณะที่โรงสีและผู้ส่งออกอาจต้องรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น

สำหรับตลาดต่างประเทศ การรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพสินค้าและความสามารถในการส่งมอบให้ตรงตามคำสั่งซื้อ

ผู้ประกอบการที่สามารถประสานแผนกับเกษตรกรตั้งแต่ก่อนเริ่มเพาะปลูก จะมีข้อมูลสำหรับบริหารต้นทุน ปริมาณรับซื้อ และคำสั่งซื้อได้ดีขึ้น

ขณะที่เกษตรกรจำเป็นต้องประเมินปริมาณน้ำและความเสี่ยงด้านสภาพอากาศก่อนลงทุนปลูกข้าวรอบใหม่ เพื่อลดโอกาสสูญเสียต้นทุนจากการขาดแคลนน้ำ

โจทย์สำคัญของข้าวไทยจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับน้ำท่วมในวันนี้ แต่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับภัยแล้งในปีหน้า ท่ามกลางการแข่งขันส่งออกที่รุนแรงอยู่แล้ว

เพราะโอกาสจากราคาข้าวที่สูงขึ้นจะเปลี่ยนเป็นรายได้จริงได้ ก็ต่อเมื่อชาวนามีข้าวพร้อมขาย โรงสีมีวัตถุดิบเพียงพอ และผู้ส่งออกสามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ตามกำหนด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...