โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

DELTA อวด 9 เดือนกำไรพุ่ง 30.5% รายได้โตตามลงทุน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 และงวด 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทในไตรมาส 3/2569 จำนวน 7,757.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.25% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7,441.38 ล้านบาท

ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 22,913.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.50% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17,558.56 ล้านบาท

การลงทุน AI หนุนผลงาน

ปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการมาจากความต้องการผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพลังงานและระบบจ่ายกำลังไฟสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เติบโตแข็งแกร่งตามการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงระบบระบายความร้อน โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเครือข่าย และการประมวลผลที่ขอบเครือข่าย (Edge Computing)

ส่งผลให้รายได้จากการขายในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 75,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.4% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่ 53,231 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 16.3% จากไตรมาสก่อน โดยผลิตภัณฑ์หลักในทุกสายธุรกิจมีทิศทางการเติบโตดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม ภาคการแพทย์ ระบบการผลิตอัจฉริยะ และระบบอัตโนมัติสำหรับอาคารสีเขียว ยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มพลังงานยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในวงจำกัด

เร่งขยายกำลังการผลิตในอาคารโรงงานใหม่ 2 แห่ง

นอกจากนี้ บริษัทได้เร่งขยายกำลังการผลิตในอาคารโรงงานใหม่ 2 แห่ง ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตและส่งมอบสินค้าได้มากขึ้น

ขณะที่การย้ายฐานการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วน (Component) ไปยังนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์มีความคืบหน้าตามแผน อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงมีคำสั่งซื้อรอส่งมอบจำนวนมาก และต้องติดตามความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด

ด้านกำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 20,697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.2% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18.5% จากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มสัดส่วนจําหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 27.3% ลดลงจาก 28.3% ในช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นจาก 26.8% ในไตรมาสก่อน

ต้นทุนสูงกดดันกำไร

ทั้งนี้ ปัจจัยที่กดดันความสามารถในการทำกำไรเนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการตั้งสำรองสินค้าคงคลังเพื่อรองรับการขยายกำลังผลิตและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการจัดซื้อวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลน และเตรียมสินค้าให้เพียงพอต่อคำสั่งซื้อของลูกค้า

ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา อยู่ที่ 12,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.4% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 13.1% จากไตรมาสก่อน หลักๆ จากค่าสิทธิที่ต้องจ่ายให้บริษัทแม่ในไต้หวันเพิ่มขึ้น

ซึ่งเป็นไปตามปริมาณการผลิตและการขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสิทธิบัตร รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านภาษีศุลกากรจากมาตรการของรัฐบาลสหรัฐฯ และต้นทุนการขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อรองรับการผลิตและส่งมอบสินค้า

สำหรับค่าอากรส่งออกบางส่วนมีข้อตกลงเรียกเก็บคืนจากลูกค้าตามเงื่อนไขที่กำหนด และรับรู้เป็นรายได้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นตามกลยุทธ์ยกระดับเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทยังบันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่มจํานวน 1,363 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้เสาหลักที่สอง (Pillar Two) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคารโรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการในไตรมาสดังกล่าว

ขณะที่ปัจจัยบวกประกอบด้วย กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 503 ล้านบาท และรายได้ค่าสิทธิ 378 ล้านบาท รวมถึงรายได้ชดเชยจากการผิดสัญญาทางการค้าและรายได้อื่น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานที่ 7,851 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงมาอยู่ที่ 10.4% จาก 14.1% ในช่วงเดียวกันกับปีก่อน

ส่วนฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 212,875 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.0% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสินค้าคงเหลือ 68,950 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98.5% เพื่อรองรับยอดขายและลดผลกระทบจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน

ขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 8,078 ล้านบาท ลดลง 60.3% จากสิ้นปีก่อน เนื่องจากการลงทุนในเครื่องจักร การก่อสร้างโรงงาน และการจ่ายเงินปันผล

ดีมานด์ AI ยังสูง

นายวิกเตอร์ เฉิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DELTA กล่าวถึงทิศทางธุรกิจว่า บริษัทยังคงมุ่งรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงาน โดยเฉพาะระบบจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงแรงดัน 800 โวลต์ (800 VDC) เพื่อรองรับความต้องการของศูนย์ข้อมูลที่ขยายตัว

ตามการลงทุนด้าน Al พร้อมปรับรูปแบบธุรกิจจากการจําหน่ายผลิตภัณฑ์แยกส่วนไปสู่การนำเสนอโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมระบบแบตเตอรี่สํารอง ตู้จ่ายกระแสไฟฟ้า และซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการให้บริการระยะยาว

เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และสนับสนุนการยกระดับอัตรากำไรในอนาคต โดยบริษัทประเมินว่าความต้องการเทคโนโลยี AI จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2570 จากการลงทุนในหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ของ NVIDIA และการพัฒนาชิปเฉพาะงาน (ASIC) ของลูกค้าบางส่วน ซึ่งจะช่วยขยายความต้องการระบบจ่ายไฟและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...