โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ทนายตั้ม พาผู้เสียหายเกือบ 10 ราย แจ้งความเอาผิดมูลนิธิองค์กรทำดี ปมเงินบริจาคช่วยน้ำท่วม-ชายแดน

สยามนิวส์

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ผู้สื่อข่าวนครบาล
เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 5 พ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 5 พ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" พร้อมผู้เสียหายเกือบ 10 ราย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกรณีมูลนิธิองค์กรทำดีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” หลังผู้เสียหายระบุว่าเคยโอนเงินบริจาคตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสนบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและประชาชนตามแนวชายแดน แต่ภายหลังพบข่าวเกี่ยวกับการนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น จึงเกิดความไม่สบายใจและต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายษิทรา กล่าวว่า ผู้เสียหายหลายรายติดต่อขอให้ตนช่วยพามาแจ้งความ เนื่องจากที่ผ่านมาได้โอนเงินบริจาคให้มูลนิธิด้วยความเชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือ และเข้าใจว่าเงินจะถูกนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แต่เมื่อเห็นข่าวเกี่ยวกับการนำเงินไปสร้างพูลวิลล่าและการใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ จึงเกิดความไม่สบายใจ วันนี้จึงเดินทางมาพร้อมผู้เสียหายเกือบ 10 คน โดยบางรายเดินทางมาจากจังหวัดชลบุรีและประจวบคีรีขันธ์

ด้านผู้เสียหายหญิงรายหนึ่ง (ไม่เปิดเผยชื่อและนามสกุล) เปิดเผยว่า ตนบริจาคเงินจำนวน 90,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่ามูลนิธิมีความน่าเชื่อถือและติดตามการทำงานของบุ๋ม ปนัดดา มาโดยตลอด แต่เมื่อทราบข่าวเกี่ยวกับการนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น ทำให้รู้สึกตกใจและไม่สบายใจ เพราะเงินที่บริจาคไปตั้งใจให้ใช้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน หากได้เงินคืนก็อยากนำไปบริจาคให้โรงพยาบาลแทน

ขณะที่นายภูวนัย เพ็ชรโยธิน ผู้ประกอบอาชีพค้าขายออนไลน์ เปิดเผยว่า ตนบริจาคเงินให้มูลนิธิรวมกว่า 70,000 บาท หากรวมมูลค่าสิ่งของที่นำไปช่วยเหลือด้วยจะมีมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยที่ผ่านมาเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคมมาแล้วหลายปี แต่เนื่องจากต้องการช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากขึ้น จึงพยายามหามูลนิธิที่เชื่อถือได้เพื่อเป็นช่องทางส่งต่อเงินบริจาค

นายภูวนัย กล่าวว่า ครั้งแรกที่บริจาคเงินจำนวน 50,000 บาท เกิดขึ้นเมื่อปี 2568 ระหว่างลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่จังหวัดปัตตานี โดยได้รู้จักกับทีมงานของมูลนิธิผ่านนางองุ่นศรี (เลขาและเหรัญญิกของมูลนิธิ) ก่อนตัดสินใจโอนเงินให้ เนื่องจากเชื่อมั่นในการทำงานของมูลนิธิ หลังจากนั้นยังบริจาคช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ที่เคยโอนเงิน 5,000 บาท เพื่อสนับสนุนค่าน้ำมันให้ทีมกู้ภัย รวมถึงนำปลาหมึกแห้งจำนวน 340 ลัง ไปช่วยเหลือประชาชนตามแนวชายแดน และยังบริจาคเงินสดเพิ่มเติมด้วย

นายภูวนัย กล่าวอีกว่า ตนไม่เคยคิดจะเรียกเงินบริจาคคืน เพราะการทำบุญไม่มีใครต้องการเงินกลับคืน หากเงินถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่เมื่อเห็นข่าวเกี่ยวกับการใช้เงินและการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว จึงเกิดความไม่สบายใจและต้องการให้ตรวจสอบว่าเงินที่ประชาชนร่วมกันบริจาคถูกนำไปใช้ที่ใดบ้าง พร้อมมองว่าเงินบริจาคแม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อยจากแต่ละคน แต่เมื่อรวมกันแล้วอาจกลายเป็นเงินจำนวนหลายร้อยล้านบาท จึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญของเงินทุกบาทที่ประชาชนตั้งใจมอบให้

นายษิทรา กล่าวต่อว่า วันนี้ผู้เสียหายประสงค์แจ้งความในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน พร้อมนำเอกสารหลักฐานมามอบให้ตำรวจตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิอื่นมายื่นให้ตรวจสอบด้วย เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุว่าจะตรวจสอบมูลนิธิทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำเงินมูลนิธิของกัน จอมพลังช่วยสู้ เกี่ยวกับการจ่ายค่าบุคคลที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้บุคคลในมูลนิธิ ทั้งที่อาจไม่ใช่ภารกิจของมูลนิธิ รวมถึงกรณีตำรวจบางนายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิ โดยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการใช้เวลาราชการในการติดตามงานของมูลนิธิ และได้รับค่าตอบแทนจากทั้งสองทาง ซึ่งต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

สําหรับการตรวจสอบมูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้ นายษิทรา กล่าวความคืบหน้าการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า ขณะนี้ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังดำเนินการตรวจสอบ โดยข้อมูลที่ตนทราบพบว่ามีบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและมูลนิธิประมาณ 7 บัญชี และมีเส้นทางการเงินแตกแขนงออกไปหลายพันเส้นทาง ทำให้ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ โดยทราบว่าดีเอสไอเรียกพยานเข้าสอบปากคำแล้วประมาณ 10 ปาก และพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการให้บริษัทที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่เข้ามารับงานของมูลนิธิ รวมถึงการจัดซื้อที่ต้องตรวจสอบความโปร่งใส

ส่วนข้อกฎหมาย ของคดีที่เกี่ยวข้องการฉ้อโกงประชาชน นายษิทราอธิบายว่า ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและยักยอกทรัพย์มีองค์ประกอบแตกต่างกัน โดยการฉ้อโกงเกิดจากการหลอกลวงประชาชนจนหลงเชื่อและโอนเงินให้ ส่วนการยักยอกเป็นกรณีที่เงินเข้าสู่มูลนิธิแล้วมีผู้มีเจตนาทุจริตนำเงินออกไปใช้โดยมิชอบ ซึ่งต้องพิจารณาพฤติการณ์และหลักฐานประกอบ พร้อมมองว่าการดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นแนวทางที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้

ช่วงท้าย นายษิทรา ทราบมาว่า บุ๋ม ปนัดดา มีการเตรียมเงินจำนวน 5 ล้านบาทไว้สำหรับประกันตัว โดยระบุว่าได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และมีคนแจ้งว่ามีตำรวจไปเฝ้ารออยู่ที่บ้านแล้ว ซึ่งทำให้นึกถึงกรณีของตนเองที่ก่อนถูกจับกุมเคยมีตำรวจไปเฝ้าล่วงหน้าประมาณ 7 วัน โดยขณะนั้นตนเคยไปยื่นหนังสือยืนยันว่าไม่ได้หลบหนีและพร้อมให้เจ้าหน้าที่ติดต่อได้ตลอด แต่กลับไม่มีโทรศัพท์ติดต่อมา มีเพียงรถขับติดตาม จนไม่กล้าขับรถออกไปไหน แต่สุดท้ายก็ถูกจับกุมกลางถนน พร้อมกล่าวติดตลกว่า หากจะดำเนินการก็ควรไปที่บ้านจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นจะถูกจับกลางถนนแบบตน พร้อมมองว่าการขอประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีอาจทำได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องพิจารณาจำนวนผู้เสียหาย พฤติการณ์แห่งคดี และความเสี่ยงในการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ทั้งนี้ เป็นความเห็นและการคาดการณ์ของนายษิทรา ไม่ใช่ข้อยุติของคดี

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...