โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ปี 2568 ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยอาจปรับลดลงมากกว่าคาดจากความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าปีก่อน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 12.18 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 12.18 น.
  • ตลาดพันธบัตรรัฐบาลประเทศหลักทั่วโลกเผชิญความผันผวน หลังการประกาศ Reciprocal Tariffs ของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้จากจีน โดยยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 4.50% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568
  • ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ ประกอบกับตลาดคาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายช่วงปลายเดือนเมษายน
  • ปี 2568 คาดยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยอาจปรับลดมากกว่าคาด จากการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรจากต่างชาติ

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปั่นป่วนหลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่มภาษีการค้า และจีนทำการตอบโต้กลับ
ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลประเทศหลักทั่วโลก เคลื่อนไหวผันผวนหลังการประกาศ Reciprocal Tariffs ของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้ของจีน (รูปที่ 1)
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ) ปรับลดลงในช่วงแรกหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ทางการค้ากับหลายประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งมีความรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ และจุดชนวนให้ตลาดมีความกังวลมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับลดลงประมาณ 20 basis points (bps.) ไปที่ระดับประมาณ 4.00% แต่กลับมาเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 4.50% หลังจีนมีการปรับขึ้นภาษีตอบโต้กลับ และยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบสูงกว่าระดับก่อนช่วง ปธน. ทรัมป์ประกาศภาษีสินค้านำเข้า (อยู่ที่ 4.23% ณ 28 เม.ย. 2568) ขณะที่ตลาดเริ่มปรับจุดสนใจกลับมาที่ความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) น่าจะปรับลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด
ความผันผวนของยีลด์สหรัฐฯ ส่งผ่านไปยังตลาดพันธบัตรของประเทศอื่นด้วยเช่นกัน โดยยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับลดลงมาก ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้เพียงบางส่วน เพราะผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น รวมถึงการแข็งค่าขึ้นอย่างมากของเงินเยนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีความไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะที่ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีปรับลดลงในช่วงแรกตามทิศทางยีลด์สหรัฐฯ และลดลงต่อเนื่องหลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 25 bps. เป็นครั้งที่ 7 ในรอบ 1 ปี สู่ระดับ 2.40% เพื่อรองรับความเสี่ยงขาลงของเศรษฐกิจจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ
ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับสหรัฐฯ ขณะที่ตลาดคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ กนง. ในเดือนเมษายน 2568
ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยเคลื่อนในทิศทางเดียวกับสหรัฐฯ ขณะที่ทิศทางการเจรจาการค้าของไทยยังคงไม่แน่นอน ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับลดลงไปแตะจุดต่ำสุดของปีนี้ที่ 1.87% (ณ 4 เม.ย. 2568) หลังสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า ก่อนจะฟื้นตัวช่วงสั้น ๆ ไปเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 2.00% หลังจากจีนมีมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ (รูปที่ 2) อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของยีลด์ไทยเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากตลาดคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมเดือน เม.ย. 2568 เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยจากความไม่แน่นอนของการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี ส่วนต่างผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาล (Credit Spread) สำหรับหุ้นกู้อันดับเครดิต BBB ปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเครดิตที่ปรับเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยที่จะยังอยู่ในภาวะซบเซาในระยะข้างหน้า โดยค่าเฉลี่ย Credit Spread ของตราสารหนี้ภาคเอกชนอันดับ BBB อายุไม่เกิน 3 ปี ปรับเพิ่มสูงขึ้น มาอยู่ที่ 301 bps. (25 เม.ย. 2568) เพิ่มขึ้นมา 18 bps. จาก 283 bps. (2 เม.ย. 2568) ในช่วงก่อนการปรับขึ้นภาษีการค้าของสหรัฐฯ (รูปที่ 3)
แนวโน้มยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยอาจปิดสิ้นปี 2568 ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ระดับ 2.10%
ปี 2568 คาดยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยอาจปรับลดลงต่อเนื่อง (จากระดับปัจจุบันที่ 1.90% ณ 28 เม.ย. 2568) ตามทิศทางนโยบายการเงินที่อาจผ่อนคลายเพิ่มเติม และเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทย แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ยีลด์สูงขึ้นในบางจังหวะ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองแนวโน้มยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยปี 2568 อาจลดลงเพิ่มเติม จาก 3 ปัจจัย ดังนี้

1. กนง. มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติม โดย Forward curve สะท้อนการคาดการณ์ของตลาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ (รวมการประชุมเดือนเม.ย. 2568) ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่อาจจะเติบโตในระดับต่ำกว่าปีก่อน

2. FED อาจปรับลดดอกเบี้ยได้ถึง 3 ครั้งภายในปีนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้า ซึ่งจะมีผลทำให้ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจปรับลดลงเพิ่มเติม ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการเคลื่อนไหวของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงที่เหลือของปี

3. เงินทุนไหลเข้าของต่างชาติอาจทำให้ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยลดลง โดยนับจากต้นปี-28 เม.ย. 2568 ตลาดตราสารหนี้ไทยมีเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติสุทธิ 6.28 หมื่นล้านบาท (เทียบกับที่ไหลออกสุทธิ 6.74 หมื่นล้านบาทในปี 2567 ) ซึ่งเกือบ 85% เป็นการไหลเข้าในเดือน เม.ย. หลังการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี คงต้องติดตาม 2 ปัจจัยสำคัญที่อาจมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของยีลด์ตราสารหนี้ให้ปรับเพิ่มขึ้นในบางจังหวะตามปัจจัยเสี่ยงในระยะข้างหน้า

1. ความเสี่ยงด้านเครดิตของตราสารหนี้เอกชนอันดับตั้งแต่ BBB ลงมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อาจส่งผลให้ต้นทุนการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนสูงขึ้น และในภาวะตลาดที่การระดมเงินทุนผ่านการออกตราสารหนี้ได้ต่ำกว่าปริมาณเสนอขาย โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 ภาคเอกชนมีการระดมทุนด้วยตราสารหนี้ได้ไม่ครบจำนวนคิดเป็น 14% ของปริมาณที่ต้องการเสนอขายครั้งแรก (IPO) สูงกว่าปีก่อนหน้าที่คิดเป็นจำนวน 10%

2. เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัว การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่สูงขึ้นกว่าปีก่อนและหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง รวมถึงวัตถุประสงค์ของการนำเงินกู้ไปใช้อย่างรอบคอบและเจาะจง จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลต่อการประเมินสถานะของอันดับเครดิตของประเทศในระยะข้างหน้า และการปรับตัวของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลและต้นทุนการระดมทุนของตราสารหนี้ภาคเอกชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...