โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลาสสิกและสวยงาม: เหตุผลที่ 'Roman Holiday' รอมคอมระดับตำนานยังครองใจใครหลายคน

The MATTER

อัพเดต 02 เม.ย. 2568 เวลา 11.41 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • Entertainment

กว่า 72 ปี แล้ว ที่ภาพยนตร์รอมคอมสุดอมตะอย่าง Roman Holiday (1953) ปรากฏบนจอเงิน ฉายให้ผู้ชมทั่วโลกได้รับชม กับภาพจำบรรยากาศความโรแมนติกและความรักที่เบ่งบานทั่วทั้งกรุงโรม

ในครั้งนี้ Roman Holiday ได้หวนคืนสู่จออีกครั้ง ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ซึ่งได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาฉายให้แฟนหนังหายคิดถึงกัน หลังจากที่เคยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมมาแล้วนับไม่ถ้วนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และนี่ยังถือเป็นโอกาสอันดีที่เปิดให้แฟนหนังรุ่นใหม่ ได้ย้อนเวลากลับไปมนต์เสน่ห์ของหนังรอมคอมยุคขาวดำ พร้อมทั้งดื่มด่ำไปกับความคลาสสิกของโลกภาพยนตร์จากช่วงยุคทองของฮอลลีวูด

cr. IMDB

เมื่อพูดถึงชื่อ Roman Holiday เชื่อว่าหลายคนในที่นี้ ก็อาจมีคุ้นหรือเคยได้ยินชื่อผ่านหูกันมาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นแฟนหนังรอมคอมตัวยง แต่สำหรับใครที่ไม่เคยรับชม หรือลืมเลือนเนื้อเรื่องของหนังไปแล้ว ก็อาจมาขอปูเรื่องย่อกันสักนิดสักหน่อยก่อนเข้าสู้เนื้อหา

เนื้อเรื่องของ Roman Holiday ว่าด้วย ‘เจ้าหญิงแอนน์’ รับบทโดย ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) เจ้าหญิงจากประเทศหนึ่งในยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางทักทายประชาชนทั่วทวีปยุโรป กระทั่งมาถึงกรุงโรม ประเทศอิตาลี เธอเริ่มชักจะเหนื่อยล้าและเบื่อหน่ายกับตารางงานอันแสนแน่นขนัด เจ้าหญิงแอนน์จึงได้แอบหลบหนีไปเที่ยวเล่นทั่วโรม จนได้พบกับ ‘โจ แบรดลีย์’ ซึ่งรับบทโดย เกรกอรี เพก (Gregory Peck) นักข่าวหนุ่มผู้กำลังตามทำข่าวเจ้าหญิงแอนน์ ทั้งคู่ได้ออกเดินทางสำรวจโรม และในขณะเดียวกัน โจก็ได้พยายามแอบถ่ายรูปเจ้าหญิงเผื่อไปทำข่าวอยู่ตลอด โดยเขาไม่รู้ตัวเลยว่า ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน ความรู้สึกอันแสนซับซ้อนก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้นมาทีละเล็กน้อย

ความคลาสสิกของหนังรอมคอมที่ใครๆ ต่างถวิลหา

จากเรื่องย่อที่ได้กล่าวไปข้างต้น แม้หลายคนจะยังไม่ได้รับชมภาพยนตร์ตัวเต็มกัน แต่ก็เชื่อว่าคงเริ่มเห็นเค้าโครงความเป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้กันได้อย่างไม่ยาก เพราะหลายๆ องค์ประกอบที่กล่าวถึงนั้นล้วนเป็นสูตรสำเร็จซึ่งทำให้ Roman Holiday ยังคงรักษาเสน่ห์ของรอมคอมไว้ได้ แม้จะผ่านมากี่ยุคสมัย

แน่นอนว่า องค์ประกอบแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ คือเนื้อเรื่องซึ่งพร้อมพาผู้ชมดำดิ่งไปกับความรักของคู่พระนางที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในโลกภาพยนตร์ ผ่านสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆ ภายในหนัง อันเป็นตัวแปรสำคัญที่เปรียบได้ดั่งปุ๋ยสำหรับคอยเติมต้นรักให้เบ่งบานขึ้นทีละนิดทีละหน่อย

Roman Holiday สามารถนำเสนอพล็อตเรื่องออกมาได้ตรงตามสูตรสำเร็จของหนังรอมคอมอย่างแท้จริง ตั้งแต่เริ่มเรื่องมาด้วยความเบื่อหน่ายของเจ้าหญิงแอนน์ต่อภาระหน้าที่ของราชวงศ์ จนถึงการพบกันโดยบังเอิญกับ โจ แบรดลีย์ ซึ่งทั้งคู่ต่างก็มีอุดมการณ์และความคิดแตกต่างกัน ฝั่งหนึ่งเที่ยวเล่นหาความสนุกสนองความต้องการของตนเอง อีกฝ่ายมีภารกิจต้องทำให้สำเร็จ จวบจนกระทั่งความรักที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางสถานการณ์อันแสนซับซ้อนระหว่างทั้งคู่

cr. Cult Following

นอกจากนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเคมีความเข้ากันอย่างลงตัวระหว่าง ออเดรย์ แฮปเบิร์น และ เกรกอรี่ เพค คืออีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งทำให้ความรักของเจ้าหญิงแอนน์และนักข่าวหนุ่มดูสมจริง จนสามารถพาให้ผู้ชมอย่างเราเชื่อได้จริงๆ ว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นพรมลิขิตต่างหากที่นำพาทั้งคู่มาพบกัน รวมทั้งความรู้สึกแสนซับซ้อนมากมายซึ่งก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่ ก็ล้วนมาจากเบื้องลึกของจิตใจ อันปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

ทั้งนี้ ไม่เพียงแค่เคมีของทั้งคู่ อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ใครหลายคนหลงรัก ก็คงต้องยกเครดิตให้กับ ออเดรย์ แฮปเบิร์น ผู้สามารถถ่ายทอดบทบาทของเจ้าหญิงแอนน์ออกมาได้อย่างมีเสนห์ แม้ว่านี้จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เธอแสดง ในฐานะนักแสดงนำก็ตาม แต่เธอก็สามารถนำเสนอความไร้เดียงสา ความอ่อนโยน และความกล้าบ้าบิ่นของตัวละครเจ้าหญิงแอนน์ออกมาได้อย่างมีมิติและเป็นธรรมชาติ ซึ่งบทบาทดังกล่าวก็ได้พาให้เธอได้เข้าชิงรางวัลอคาเดมี่ อวอร์ด (Academy Awards) เป็นครั้งแรก แถมออเดรย์ยังสามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาครองได้อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์สำคัญของ Roman Holiday คือการปรับเปลี่ยนภาพจำของผู้หญิงในวงการภาพยนตร์ ด้วยการนำเสนอตัวตนของเจ้าหญิงแอนน์ให้เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง รักอิสระ และพร้อมโบยบินสู่โลกภายนอกได้ดั่งใจนึก ต่างจากภาพของผู้หญิง ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นเพียงช้างเท้าหลังตามผู้ชาย

ฌอน แฮปเบิร์น เฟอร์เรอร์ (Sean Hepburn Ferrer) ลูกชายของออเดรย์ ได้พูดถึงบทบาทของแม่ตนเองในภาพยนตร์ ผ่านบทสัมภาษณ์ครบรอบ 70 ปี Roman Holiday กับทาง Golden Globes ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนทางเลือกใหม่ของวงการ ซึ่งนำเสนอพลังและการเลือกทางเดินชีวิตด้วยตนเองของผู้หญิง มันถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ Roman Holiday ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมมาตลอดหลายทศวรรษ อีกทั้งมันยังเป็นการช่วยปูทางไปสู่การนำเสนอภาพของผู้หญิงในภาพยนตร์ที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากขึ้นด้วย

และถ้าถามว่า จะมีสิ่งใดสามารถยืนยันได้ว่า Roman Holiday เป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ในดวงใจของใครหลายคน ก็คงต้องขอยกคะแนนจากผู้ชมจากทั้ง IMDB ซึ่งให้คะแนนหนังเรื่องนี้ไปมากถึง 8 เต็ม 10 คะแนน และจากฝั่ง Rotten Tomatoes ที่มากถึง 96% มาเป็นข้อพิสูจน์เชิงรูปธรรมให้เห็นกัน ถึงความเป็นหนังรอมคอมที่ไม่ว่าจะล่วงเลยมากี่ยุคสมัย แฟนหนังก็จะยังคงหลงรักและถวิลหาตลอดมา

cr. Independent

ฉากคลาสสิกในความทรงจำของ Roman Holiday

เมื่อพูดถึง Roman Holiday นอกจากองค์ประกอบทั้งหลายที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว เชื่อว่าภาพจำของใครหลายคน คงจะหนีไม่พ้นฉากต่างๆ ภายในเรื่อง อันกลายมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของหนังเรื่องนี้ ซึ่งแม้จะผ่านมากว่าเจ็ดทศวรรษ ผู้คนก็ยังคงจำฉากเหล่านี้ได้

สำหรับใครที่เคยชมภาพยนตร์กันมาแล้ว ลองนึกภาพดูว่าฉากแรกสุดที่จดจำกันได้คืออะไร ใช่ฉากขี่เวสป้าวนเที่ยวรอบเมืองหรือเปล่า แม้จะเป็นเพียงฉากหนึ่งที่ปรากฏเพียงไม่กี่นาทีในหนัง แต่กลับเป็นฉากทีหลายคนจดจำกันได้ดี กับฉากที่โจ แบรดลีย์และเจ้าหญิงแอนน์สลับกันขี่เวสป้าท่องไปชมทัศนียภาพรอบกรุงโรม

ยิ่งไปกว่านั้น Roman Holiday ยังเป็นหนังซึ่งทำให้ตลาดเวสป้ากลับมาคึกคักอีกครั้งด้วยเช่นกัน โดยภายหลังจากที่หนังลงจอฉายไปในปี 1953 ยอดขายเวสป้าก็พุ่งสูงขึ้นทะลุไปมากกว่า 100,000 คัน แถมในช่วงทศวรรษ 1960 ก็มีภาพยนตร์กว่าอีก 60 เรื่อง นำสกูตเตอร์สัญชาติอิตาลีมาเป็นส่วนหนึ่งของหนัง จนทำให้ในปี 1970 ตัวเลขยอดขายเวสป้าทั่วโลกมีมากถึง 4 ล้านคันเลยทีเดียว

เมื่อพูดถึงฉากขี่เวสป้า ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงการถ่ายทอดภาพของกรุงโรมในตัวหนัง ซึ่งในยุคนั้น มีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเพียงไม่กี่เรื่องที่ยอมบินข้ามโลกไปถ่ายทำในต่างแดน เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว นั่นจึงทำให้การนำเสนอภาพของต่างประเทศในหนังฮอลลีวูดกลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำสำคัญของเรื่องนี้ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็น ฉากบทสนทนาหน้าบันไดสเปน ฉากแหย่มือหยอกล้อในปากของประติมากรรมปากแห่งสัจจะ (Mouth of Truth) ณ มหาวิหารเซนต์แมรี่ คอสเมดิน หรือกระทั่งฉากการพบกันครั้งแรกโดยบังเอิญระหว่างเจ้าหญิงและนักข่าวหนุ่มที่โรมันฟอรัม

เหล่านี้คือสถานที่ที่ถูกนำเสนอออกมาผ่านตัวหนัง ทั้งยังเป็นสถานที่ซึ่งหลายคนจดจำและนึกถึงเวลาพูดถึง Roman Holiday ซึ่งมันคงจะไม่เกินจริงนักหากจะกล่าวว่า กรุงโรม คือดารานำอีกหนึ่งคนของภาพยนต์เรื่องนี้ เพราะนอกจากเสน่ห์ของออเดรย์และความเข้าขากันดีระหว่างคู่พระนางแล้ว ก็ต้องยอมรับเลยว่าการจะละสายตาจากความงดงามของฉากและสถานที่ต่างๆ ภายในหนัง ถือเป็นเรื่องยากพอสมควรเลยทีเดียว

ด้วยองค์ประกอบทั้งหลายที่กล่าวไปข้างต้น ประกอบกับฉากและสถานที่ต่างๆ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาภายในเรื่อง จึงเป็นจุดร่วมสำคัญซึ่งทำให้ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมากี่ทศวรรษ Roman Holiday ก็จะยังคงเป็นหนึ่งในรอมคอมที่ตราตรึงใจผู้ชมทั่วโลกเสมอมา

และคงต้องยอมรับว่า Roman Holiday ก็มีส่วนไม่น้อยต่อการเปิดโอกาสให้หนังโรแมนติกคอมเมดี้รุ่นใหม่ๆ ได้โลดแล่นบนจอเงินสู่สายตาผู้ชมอย่างไม่ขาดสายมาจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิงจาก

italicsmag.com

motorcycle.com

goldenglobes.com

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...