โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

วิทยาศาสตร์เบื้องลึกเบื้องหลัง การคืนชีพ ไดร์วูล์ฟ หมาป่าดุร้านที่สูญพันธุ์ไปแล้ว 13,000 ปี

Environman

เผยแพร่ 10 เม.ย. 2568 เวลา 12.00 น.

วิทยาศาสตร์เบื้องลึกเบื้องหลังการ ‘คืนชีพ’ ให้กับหมาป่าไดร์วูล์ฟ (Dire Wolf) ผู้สูญพันธุ์ไปแล้วราว 13,000 ปี ‘นี่คือความสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโลก’ (แบบละเอียด)

หากคุณเคยดูซีรีส์ชื่อดังอย่าง ‘Game of Thrones’ ก็คงจะเคยเห็นสัตว์ประจำตระกูลต่าง ๆ และตัวที่น่าจดจำที่สุดก็คือสัตว์ของตระกูลสตาร์ค -ไดร์วูล์ฟ- หมาป่าสีขาวตัวใหญ่น่าขนลุกซึ่งมีตัวตนอยู่ในโลกแห่งความจริงเมื่อ 2.6 ล้านปีก่อน จากนั้นโลกก็ทำให้มันสูญพันธุ์ไปเมื่อประมาณ 10,000 ถึง 13,000 ปีก่อน

นับตั้งแต่นั้นมามนุษยชาติก็รู้จักมันผ่านฟอสซิลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังของความรู้และเทคโนโลยีปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์จากบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพชื่อ Colossal Biosciences ประกาศว่า พวกเขาได้ ‘คืนชีพ’ ให้กับหมาป่าโบราณ 3 ตัวคือ Romulus, Remus และ Khaleesi

“ทีมของเราได้นำดีเอ็นเอจากฟันที่มีอายุ 13,000 ปีและกะโหลกศีรษะที่มีอายุ 72,000 ปีมาสร้างลูกหมาป่าไดร์วูล์ฟที่แข็งแรง” Ben Lamm ซีอีโอของ Colossal Biosciences กล่าวในแถลงการณ์ "เคยมีคนกล่าวไว้ว่า 'เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างเพียงพอ จะไม่แตกต่างจากเวทมนตร์' วันนี้ ทีมงานของเราจะได้เปิดเผยเวทมนตร์บางส่วนที่พวกเขากำลังสร้างสรรค์อยู่"

#แล้วพวกเขาทำได้ยังไง? - คำตอบคือ ‘เริ่มต้นจากแกะดอลลี่’

ใครก็ตามที่ติดตามข่าวสารวงการวิทยาศาสตร์มาเนิ่นนานก็จะทราบดีถึงเหตุการณ์โด่งดังในปี 1996 ที่นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างแกะตัวแรกจากการ ‘โคลนนิ่ง’ ซึ่งแกะตัวนั้นได้รับการตั้งชื่อว่า ‘ดอลลี่’ ทำให้ความรู้ในสาขาดังกล่าวเดินหน้าอย่างก้าวกระโดด

จนสามารถนำวิธีนั้นไปโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็น หมู แมว กวาง ม้า หนู แพะ หมาป่าสีเทา(หมาป่าปัจจุบัน) สุนัข และอื่น ๆ อีกมากมายที่แม้จะประสบความสำเร็จแต่ก็ได้รับเสียงวิพากย์วิจารณ์ค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นวิธีที่รบกวนสวัสดิภาพสัตว์

ขั้นตอนการโคลนนิ่งแบบเดิมก็คือ เซลล์จะถูกนำออกมาจากตัวอย่างเนื้อเยื่อของสัตว์ที่จะโคลนนิ่ง จากนั้นนักวิทยาศาสตร์จะแยกพันธุกรรมทั้งหมดของสัตว์ตัวนั้นออกมาจากนิวเคลียส์ แล้วใส่เข้าไปในใข่ของผู้บริจาคจากสปีชีส์เดียวกัน ‘ที่นิวเคลียสของมันถูกเอาออกไป’

ไข่ที่มีพันธุกรรมจากตัวที่เอามาจะถูกปล่อยเข้าไปแทนที่และปล่อยให้พัฒนาเป็นตัวอ่อน จากนั้นจึงย้ายเข้าไปในมดลูกของสัตว์แม่อุ้มบุญ ซึ่งในที่สุดก็จะให้กำเนิดสัตว์ตัวที่เหมือนกันทุกประการกับสัตว์ที่นำเซลล์มา แต่งานของไดร์วูล์ฟนั้นมีข้อแตกต่างที่สำคัญ

#ให้กำเนิดไดร์วูล์ฟ

Colossal Biosciences กล่าวว่าเนื่องจากไดร์วูล์ฟนั้นสูญพันธุ์ไปแล้ว พวกเขาจึงมีวิธีเดียวในการนำพันธุกรรมของมันกลับมานั่นคือ จากฟอสซิล โดยพวกเขาได้วิเคราะห์จีโนม (Genome พันธุกรรมโดยรวมทั้งหมด) จากฟันและกะโหลกศีรษะโบราณเป็นอันดับแรก

จากนั้นจึงเปรียบเทียบจีโนมเหล่านั้นกับจีโนมของหมาป่าสีเทา ซึ่งเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของไดร์วูล์ฟ สิ่งที่พบก็คือความแตกต่าง 20 ประการในยีน 14 ตัว โดยยีนเหล่านั้นเป็นเอกลักษณ์ในไดร์วูล์ฟ ได้แก่ ตัวใหญ่กว่า ขนสีขาว หัวกว้างกว่า ฟันใหญ่กว่า ไหล่แข็งแรงกว่า ขาแข็งแรงกว่า และเสียงที่โดดเด่น

ต่อมา ทีมวิจัยได้เก็บเซลล์ต้นกำเนิดของหลอดเลือด (endothelial progenitor cells หรือ EPCs) ซึ่งสร้างเยื่อบุหลอดเลือดจากกระแสเลือดของหมาป่าสีเทาที่ยังมีชีวิตในปัจจุบัน วิธีนี้เป็นวิธีที่รบกวนสัตว์น้อยกว่าการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อของโคลนนิ่งแบบเก่า

จากนั้นทีมงานได้ใช้เทคโนโลยีตัดต่อยืนที่เรียกว่า CRISPR ตัดเอายีน 14 ตัวออกจากเซลล์หมาป่าสีเทา แล้วใส่ยีน 14 ตัวที่เป็นเอกลักษณ์ 20 ประการของไดร์วูล์ฟซึ่งพบในฟอสซิลเข้าไป แต่เรื่องราวไม่ได้ง่ายเช่นนั้น

เนื่องจากยีนนั้นเป็นสิ่งที่ยุ่งยากและมักแสดงผลหลายอย่าง ทาง Colossal Biosciences แถลงว่าไดร์วูล์ฟ 3 ตัวที่มีขนสีอ่อนมีอาการหูหนวกและตาบอด ทีมงานจึงแก้ปัญหาด้วยการออกแบบยีนเพิ่มอีกสองยีนเพื่อปิดกั้นเม็ดสีดำและสีแดงให้ขนมีสีขาวทั้งหมด ซึ่งไม่ก่ออันตรายใด ๆ ต่อจีโนมหมาป่าสีเทา

เมื่อทำขั้นตอนดังกล่าวเสร์จแล้ว นิวเคลียสที่มีพันธุกรรมที่แก้ไขแล้ว จะถูกแยกออกจากเซลล์แล้วใส่เข้าไปในไข่จองหมาป่าสีเทาที่ถูกถอดนิวเคลียสออก ไข่จะได้รับการปล่อยให้เติบโตเป็นตัวอ่อนโดย 45 ตัวจะได้ย้ายเข้าไปในมดลูกหมาป่าที่ผสมพันธุ์ในที่กักขัง 2 ตัว

หลังจากผ่านไปได้ 65 วันการตั้งครรภ์ก็สิ้นสุดลงพร้อมกับให้กำเนิด Rolulus และ Remus ทีมวิจัยทำขั้นตอนซ้ำกับแม่อุ้มบุญตัวที่ 3 ซึ่งท้ายที่สุดก็ให้กำเนิด Khaleesi (การคลอดทั้งสามนี้เป็นการผ่าคลอด เพื่อลดโอกาสบาดเจ็บระหว่างการคลอด ไม่มีแม่อุ้มบุญบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในขั้นตอนนี้)

“พวกเขา(ไดร์วูล์ฟ)มีบุคลิกที่แตกต่างกัน” Paige McNickle ผู้จัดการฝ่ายเลี้ยงสัตว์ Colossal Biosciences กล่าว “Romulus เป็นเจ้าตัวเล็กที่กล้าหาญมากและเป็นตัวแรกที่ออกไปสำรวจด้วยตัวเอง แม้ว่าจะอายุเพียงไม่กี่วันก็ตาม”

“Remus ค่อนข้างสงวนตัวกว่ามากและจะทำตามคำแนะนำของ Romulus เมื่อพวกมันเติบโตขึ้น Remus ก็มีความมั่นใจมากกว่าและเป็นคนแรกที่จะสำรวจสิ่งใหม่ ๆ และพื้นที่ใหม่ ๆ”

ดังนั้นเมื่อพิจารณาขั้นตอนทั้งหมดจริง ๆ แล้วไดร์วูล์ฟเหล่านี้อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่าพวกมัน ‘คืนชีพ’ ขึ้นมาจากการสูญพันธุ์ แต่เป็นหมาป่าสีเทาที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้มีความเป็นไดร์วูล์ฟ ถึงกระนั้นก็ตามความสำเร็จครั้งนี้ก็ยังถือว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์

#อนาคตของการคืนชีพ

ยังไม่แน่นอนว่าไดร์วูล์ฟทั้ง 3 ตัวนี้หรือตัวอื่น ๆ ที่ Colossal Biosciences อาจสร้างขึ้นจะได้รับอนุญาตให้ผสมพันธุ์และสืบพันธุ์ไดร์วูล์ฟรุ่นต่อไปตามธรรมชาติหรือไม่ แต่ในตอนนี้พวกเขาได้ใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดแบบฝังไว้ก่อนแล้วเพื่อป้องกัน ความผิดปกติใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ทางชุมชนพื้นเมือง MHA Nation (Mandan, Hidatsa และ Arikara) แสดงความปราถนาที่จะให้ไดร์วูล์ฟเหล่านี้อาศัยอยู่ในดินแดนของพวกเขาในนอร์ทดาโคตา ทั้งนี้ Colossal Biosciences กำลังศึกษาความเป็นไปได้อยู่

หากบริษัทประสบความสำเร็จในคืนชีพสัตว์ที่หายไปจากโลกใบนี้แล้วจริง ๆ พวกเขากล่าววิธีเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในวิธีที่ทรงพลังในการปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่กำลังถูกเบียดเบียนจากมนุษยชาติ และอาจรวมถึงสัตว์อื่น ๆ อย่างแมมมอธขนยาว แม้จะมีโอกาสเพียงเล็กน้อยแต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ลังเล

“ผมนึกถึงคำพูดอันโด่งดังของเท็ดดี้ รูสเวลต์” Matt James หัวหน้าฝ่ายสัตว์ของบริษัทกล่าวถึงประโยคของประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐฯ “ในช่วงเวลาที่ต้องเลือก สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือทำสิ่งที่ผิด แต่ที่สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือการไม่ทำอะไรเลย”

ที่มา

https://time.com/7274542/colossal-dire-wolf/

https://www.livescience.com/…/dire-wolves-are-back-from…

https://time.com/7275439/science-behind-dire-wolf-return/

https://edition.cnn.com/…/dire-wolf-de…/index.html

https://apnews.com/…/dire-wolf-colossal-biosciences-de…

Photo: Colossal Biosciences/TMX

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...