“ทรัมป์” มองจีนคือภัยคุกคาม “ดร.กอบศักดิ์” แนะไทยต้องยืนจุดไหนเมื่อถูกบีบให้เลือกข้าง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหวนคืนทำเนียบขาวของ “โดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นปรากฏการณ์เขย่าโลกตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งกับการเซ็นยกเลิกคำสั่ง 78 ฉบับของ “โจ ไบเดน” ตามมาด้วยประกาศขึ้นภาษีกดแคนาดา เม็กซิโกจากคู่ค้าหลักเป็นลูกไล่ ขีดเส้น “จีน” คือภัยคุกคาม ขึ้นภาษี 10% คิ๊กออฟความขัดแย้งซึ่งท้ายที่สุด “ไทย” อาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ[/caption]
ทั้งนี้ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ แชร์มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับนโยบายที่แข็งกร้าวของ “ทรัมป์2.0” ในงาน One 2 Six จัดโดยคณะนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน (CMA) รุ่นที่ 1-6 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า ก่อนเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้คอมมิทเมนท์ สำคัญ 3 ประเด็นคือนโยบายในประเทศ นโยบายระหว่างประเทศและความมั่นคง
โดยในส่วนของนโยบาย “ในประเทศ” จะจัดการพรมแดน ไล่ผู้ลี้ภัยออกไป ลดภาษี ลดระเบียบ ลดเรื่องกรีน นโยบายเหล่านี้ทรัมป์ดำเนินการมาตลอดระยะเวลากว่า 20 วันที่ผ่านมาโดยเฉพาะการเตรียมไล่คนต่างชาติออกไป
ขณะที่นโยบาย “ระหว่างประเทศ” จะเน้นไปที่การค้า การลงทุน การเงิน ภาษีนำเข้า แม้ว่าในวันแรก ๆ จะยังไม่เห็นชัดเจน แต่ในระยะเวลาแค่ 7 วัน ทรัมป์ ก็เริ่มประกาศกำแพงภาษี 25% ซึ่งส่งผลกระทบลากยาวมาจนถึงสัปดาห์นี้ และในอนาคตอันใกล้เชื่อว่า Trade War มาแน่
ส่วน Technology War จะมาพร้อมกับ Stargate ขณะเดียวกันทรัมป์ยังเดินนโยบาย Made in USA และ Invest USA
ล่าสุด“ญี่ปุ่น” เพิ่งประกาศจะลงทุนในอเมริกา 1 trillion พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าให้อเมริกาเป็น Crypto capital of the world อีกด้วย
และสุดท้าย“ความมั่นคง” โดยแสดงจุดยืน “ไม่เอาสงคราม” ซึ่งทรัมป์เคยลั่นวาจาไว้ว่า “ถ้าได้เป็นประธานาธิบดีสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะจบภายใน 24 ชั่วโมง” แม้ว่าสุดท้ายสงครามจะไม่จบลงใน 24 ชม.แต่ปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ
ทรัมป์ 2.0 ต่างจากทรัมป์ 1.0 อย่างไร
อย่างไรก็ตามสังเกตุได้ว่าการเข้ามารับตำแหน่งในวาระที่ 2 “ทรัมป์”มีความมั่นใจอย่างมากต่างจากการเข้ารับตำแหน่งครั้งแรกเพราะครั้งนี้ทรัมป์“รู้ว่าจะทำอะไร”**
ซึ่งความเป็นมือเก่าของทรัมป์ ทีมงานที่เข้ามา รวมทั้ง mandate ที่ได้มาจากประชาชนเรื่อง popular vote ทำให้ทรัมป์สามารถพูดในสิ่งที่อยากจะทำ และทำในสิ่งที่พูดออกมาเสมอ และสามารถทำทุกอย่างโดยไม่กลัวใคร
“สิ่งสำคัญคือเราต้องฟังสิ่งที่ทรัมป์พูดเรื่อย ๆ และทุกครั้งที่ฟังเราจะเข้าใจว่าทรัมป์ติดใจอะไร อยากจะทำอะไร ความปรารถนาของทรัมป์คืออะไร ถ้าเราพอเข้าใจทรัมป์ได้เราจะอยู่ร่วมกับทรัมป์ได้”
ย้อนกลับไปช่วงหลังเข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์เคยพูดกับสื่อและหลาย ๆ คนว่า “ครั้งที่แล้วผมเป็นมือใหม่ ผมใส่ใครก็ไม่รู้ที่เป็นแคนดิเดตของผมเข้าไป แต่ครั้งนี้คนที่ไม่ทำงานกับผมผมเตะทิ้งหมดแล้ว ผมเลือกแต่คนที่ผมพอใจ และเป็นทีมของผมอย่างแท้จริง คนที่ต่อสู้กับผม ผมก็ชนะไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นครั้งนี้ผมอยากทำอะไรก็ทำได้”
ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่วันแรกที่ทรัมป์เข้ามาการเมืองสหรัฐมีความคึกคักอย่างมาก มีการเซ็นคำสั่ง 100 เรื่อง แต่ส่วนสำคัญคือการทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาทำงานตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าสู่ทำเนียบขาวและคำสั่งแรกที่เซ็นไปก็คือยกเลิกคำสั่งไบเดน 78 เรื่อง และยังตั้ง External Revenue Service หรือหน่วยงานที่จะมาเก็บภาษีของประเทศต่าง ๆ เพื่อทำให้อเมริกา Great Again
เจาะลึกทรัมป์จะทำอะไรให้ America Great Again ?
ดร.กอบศักดิ์ ยังย้อนภาพสิ่งที่“ทรัมป์” ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 20 กว่าวันหลังเข้ารับตำแหน่งว่า ทรัมป์ กำลังเร่งมือ ปรับโครงสร้างในรัฐบาลสหรัฐและตัวสหรัฐเอง เพื่อให้มี potency มากขึ้น ปรับสมดุลต่างประเทศซึ่งอเมริกากำลังรับภาระจากประเทศอื่น เพื่อลดการถูกเอาเปรียบ และสุดท้ายคือจัดการกับจีนที่เป็นคู่แข่งสำคัญ
ทรัมป์พูดเสมอว่าอเมริกาเป็นประเทศที่อยู่ในช่วง “กำลังเสื่อมถอย” และรู้สึกว่าอเมริกากำลัง “แพ้” และกำลัง “ไปผิดทาง” เพราะฉะนั้นจะต้องพลิกทุกอย่างเพื่อให้อเมริกากลับไปสู่ทางที่ใช่ และกลับมาเป็นประเทศที่ทุกคนให้ความเคารพและสามารถยืนหยัดได้อีกครั้ง
ประเด็นแรกทรัมป์มองว่า อเมริกา รับคนต่างชาติเข้ามามากเกินไป ดังนั้นทรัมป์พยายามอย่างหนักที่จะเอาคนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายกลับบ้านไป จากนั้นลดในสิ่งที่ไม่จำเป็นซึ่งหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ดีและเมืองไทยควรที่จะทำตามคือทุก Regulation ที่จะออกมาหลังจากนี้ต้องมี 10 อย่างที่ยกเลิกก่อนถึงจะเซ็นอนุมัติให้
และหากจะจ้างคนใหม่ 1 คนต้องให้คนเก่าออกไปก่อน 4 คน ขณะเดียวกัน คนที่ไบเดนจ้างเข้ามา ทรัมป์จะไม่รับต่อและตั้งใจที่จะลดคนออกไป
นอกจากนี้ อีลอน รีฟ มัสก์ หนึ่งในคณะทำงานของทรัมป์ยังบอกว่า อำนาจ 3 อย่างคืออำนาจประธานาธิบดี รัฐสภา และศาล แต่อเมริกามีอำนาจที่ 4 คืออำนาจของรัฐราชการ ที่ไม่ได้อยู่ในกฎหมาย ไม่ได้แมเนจกับใครเพราะฉะนั้นจะต้องกำจัดพวกนี้ออกไป
อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้เป็นเพียงก้าวแรกเพราะถ้าอเมริกาจะสู้กับประเทศอื่นให้ได้ไม่ใช่แค่ปรับสมดุลทำเรื่องทารีฟหรือจัดการกับจีน แต่อเมริกาจะต้องเก่งด้วยตัวเองและแข็งแรงเพราะฉะนั้นจะต้อง clean up ในประเทศให้ได้ เมื่อจัดการกับนอกประเทศได้ก็จะกลายเป็นสปริงใหญ่ในการไปข้างหน้า
เบื้องหลังทารีฟ25% แคนาดา เม็กซิโก เบื้องหน้าคือพรมแดน ไส้ในคืออะไร…?
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ “ทรัมป์” คิดกับนอกประเทศคืออเมริกาได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมจากทุกประเทศ โดยมองว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา หลาย ๆ การเจรจาอเมริกาเสียเปรียบทุกอย่างที่เกิดขึ้น
ทั้ง WHO ซึ่งอเมริกาจ่าย 500 ล้านบาทแต่มีอำนาจควบคุมเท่ากับจีนที่จ่าย 36 ล้านบาท ส่วน NATO อเมริกาเองก็จ่ายเงินไปเยอะขณะที่ยุโรปไม่ค่อยจ่ายเงินมากนักทำให้ทรัมป์รู้สึกว่าอเมริกากำลังถูกเอาเปรียบ เพราะฉะนั้นจะต้องจัดการให้ได้ นั่นจึงไม่แปลกใจที่ทรัมป์ประกาศทำทารีฟกับแคนาดา เม็กซิโก 25% รวมทั้งจีนในช่วงที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าสนใจคือหาก ทรัมป์ สามารถทำทารีฟกับ 3 ประเทศนี้ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักได้ก็ต้องกล้าทำทารีฟกับประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย ถือว่าตัวเล็กมากสำหรับ ทรัมป์ ที่จะทำทารีฟหรือไม่ก็ได้ เพราะไม่มีผลกับอเมริกาแม้แต่นิดเดียว แต่ขณะเดียวกัน แคนาดา เม็กซิโก และจีน เกินดุลการค้ากับอเมริกาเยอะมาก
“การที่ทรัมป์กล้าประกาศทารีฟ 25% เพราะรู้อยู่แล้วว่าเม็กซิโกจะยอม เพราะ 75% ของ GDPเม็กซิโกคือการส่งออกและ 3 ใน 4 เป็นการส่งออกไปอเมริกา ถ้าอเมริกาขึ้นภาษี 25% เม็กซิโกจะต้องแย่ ความฉลาดของทรัมป์คือประกาศนโยบายวันเสาร์ เซ็นคำสั่งวันเสาร์ แต่มีผลวันอังคาร
ช่องว่าง 3 วัน มีไว้เพื่อให้ประธานาธิบดีเม็กซิโกถูกประชาชนของตัวเองกดดันไม่ให้แข็งข้อกับทรัมป์ เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วเม็กซิโกก็ต้องยอมอยู่ดี ขณะที่แคนาดาเองมีการส่งออกสินค้าบางตัวไปที่อเมริกาประเทศเดียว สูงถึง 97% เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนจะกดดันประธานาธิบดีให้ยอมทรัมป์
ผลที่ตามมาคือไม่กี่วันหลังประกาศขึ้นภาษีเม็กซิโกต้องส่งทหารนับหมื่นไปเฝ้าชายแดน ส่วนแคนาดายอมจ่ายเงินไป 1.3 billion เพื่อจัดการชายแดนตามที่ทรัมป์ร้องขอ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ยังไม่พอสำหรับทรัมป์ แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเพราะสิ่งที่ทรัมป์ปักธงในใจไม่ใช่เรื่องพรมแดน หรือยาเสพติด แต่เป็นแค่ข้ออ้างเพราะสิ่งที่ทรัมป์ต้องการจริง ๆ คือการรีไวซ์ NAFTA ซึ่งเป็นการเจรจาที่อเมริกาเสียเปรียบ
ที่สำคัญคือทรัมป์รู้อยู่แล้วว่าประเทศเหล่านี้จะต้องยอมอเมริกาแน่นอน และอีกหนึ่งนัยยะคือ แบงก์อเมริกาไม่สามารถไปเปิดในแคนาดาได้แต่แคนาดาสามารถมาเปิดแบงก์ในสหรัฐได้ เพราะฉะนั้นหลังจากนี้จะเห็นคำขอจากทรัมป์ไปถึงแคนาดาอีกหลายข้อไม่ใช่แค่เรื่องพรมแดนเท่านั้น”
ทารีฟเวอร์ชั่น 2 กลยุทธ์ภาคบังคับทุกประเทศต้องมาต่อรอง
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า ล่าสุดทรัมป์ได้ประกาศทารีฟใหม่จากเดิมจะเก็บภาษี 10-20% เท่ากันทุกประเทศ เป็นเก็บภาษีแต่ละประเทศไม่เท่ากันโดยยึดตามภาษีที่แต่ละประเทศคิดกับอเมริกา
นั่นหมายว่าประเทศที่เก็บภาษีอเมริกาเยอะทรัมป์ก็จะเก็บภาษีจากประเทศนั้นเยอะตามไปด้วย โดยมาตรการภาษีนี้จะเริ่มวันที่ 1 เมษายนที่จะถึงนี้ซึ่งชัดเจนว่าทรัมป์กำลังเชิญทุกประเทศมาต่อรอง
“ทรัมป์ต้องการเปลี่ยนให้เกิดความยุติธรรมในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ เพราะทรัมป์มองว่าปัจจุบันนโยบายการค้าระหว่างประเทศไม่ยุติธรรม ขณะเดียวกันก็ลั่นวาจาว่า “วันที่อเมริกาถูกเอาเปรียบจบลงแล้ว และเราจะไม่อดทนกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป ใครคิดอะไรกับเราเราจะคิดคืน”
สิ่งที่น่าจับตามองคือประเทศที่เกินดุลการค้าจะกลายเป็นเป้าหมาย เช่น EU เวียดนาม เยอรมันหรือแม้กระทั่งญี่ปุ่นก็อาจเป้าหมายต่อไป
ขีดเส้น “จีน” คือภัยคุกคามขึ้นภาษี 10% แค่สะกิดความขัดแย้ง
อย่างไรก็ดีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ การขึ้นทารีฟ 25% กับเม็กซิโกและแคนาดาเป็นที่รับรู้กันแล้วว่าจะจบอย่างไร
แต่สำหรับ “จีน” การประกาศขึ้นภาษี 10% นั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยน จีนกำลังตีตื้นขึ้นมาและกำลังจะแซงอเมริกา นั่นหมายความว่าความเป็นเบอร์ 1 ของอเมริกาจะหายไป แน่นอนว่าอเมริกาหนักใจเรื่องนี้มากและจะต้องจัดการกับจีนให้ได้
สิ่งที่อยู่ในใจทรัมป์คือ เทคโนโลยี ซึ่งการศึกษาออกมาชัดเจนว่าในเทคโนโลยี 44 อย่างอเมริกาเป็นผู้นำแค่ 7 อย่าง แต่จีนใช้เวลา 20 ปีในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอีก 37 อย่าง และวันนี้ก็ตีตื้นทางเทคโนโลยี คมนาคม Infrastructureและกองทัพ ซึ่งอเมริกามองว่านี่คือสิ่งที่คุกคาม
นอกจากนี้จีนยังดำเนินการยึดปานามา แอฟริกา รวมถึงบางส่วนของตะวันออกและเตรียมการที่จะเป็นผู้นำของโลกแทนอเมริกา
ทรัมป์กำลังเตรียมการที่จะจัดการจีน ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นทั้งการส่งรัฐมนตรีต่างประเทศเพื่อจัดการปานามา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใน Belt and Road
รวมทั้งจัดการ South Africa ซึ่งอยู่ใน BRIC ไปจนถึงเจรจากับ ซาอุดิอาระเบีย ให้ถอนตัวออกจากBRIC ทั้งหมดนี้คือเรื่องเดียวกัน เพราะทรัมป์ต้องการบั่นทอนและลดอำนาจของจีนในการต่อสู้กับอเมริกา เพราะถ้าอเมริกาสูญเสียความเป็นเบอร์ 1 ไปอเมริกาจะไม่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายผ่าน BIS, IMS,World bank และกฎหมายต่าง ๆ ทั่วโลก
รวมถึงอำนาจในการจัดสรรประโยชน์ซึ่งสำคัญมากเพราะสามารถทำให้อเมริกาเป็นผู้ชี้เป็นที่ชี้ตาย และมีอำนาจในการกำหนดความมั่นคงเพื่อไปจัดการเวเนซุเอลาและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งอำนาจในการเป็น Reserve Currency
ส่วนตัวมั่นใจว่าตอนนี้ทรัมป์เองก็อยากเจอประเทศไทย เพราะเราเป็นจุดสำคัญในการต่อสู้เรื่องนี้ เพราะถ้าอเมริกากำลังต่อสู้กับจีนและถ้าถูกจีนแซงไปได้อเมริกาก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นทุกกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้คือการเตรียมเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ
“สิ่งที่น่ากังวลใจคือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนมือระหว่างเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ประมาณ 80% จบด้วยสงคราม”
Trade War -Technology War-โลกแบ่งขั้ว แรงกระแทกนโยบายทรัมป์
แน่นอนว่านโยบายที่ดุดันและแข็งกร้าวของทรัมป์ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกโดยเฉพาะ 3 ประเด็นใหญ่คือ
1. เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่โดยรวมก็จะฟื้นตัวเพราะมีการลดดอกเบี้ย คาดว่าการฟื้นตัวของโลกจะเกิดขึ้นหลังจาก Trade War และสิ่งต่าง ๆ เริ่มแผ่วลง
2. สงครามการค้า จะเริ่มเกิดและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะสงครามการค้ากับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ซึ่งก็คือจีนและยุโรป ส่วนเม็กซิโก โคลัมเบีย แคนาดา รวมถึงไทย จะเป็นลูกไล่ของอเมริกา และจะนำไปสู่ Trade War -Technology War และโลกที่จะแบ่งขั้วเป็นส่วน ๆ ซึ่งจะยังเดินหน้าต่อไปในอนาคต
“ส่วนไทยในฐานะคนกลาง ๆ ก็จะต้องอยู่กับสถานการณ์เหล่านี้ให้ได้ สิ่งที่น่าสนใจคือความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดจากทรัมป์หรือประธานาธิบดี แต่มาจากนักธุรกิจที่สู้ไม่ได้และกดดันประธานาธิบดีให้จัดการเพื่อให้ธุรกิจตัวเองสามารถสู้ได้ ขณะเดียวกันฝ่ายความมั่นคงก็บอกว่าจีนกำลังรุกคืบเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้อเมริกาสูญเสียพื้นที่เพราะฉะนั้นต้องจัดการ”
สุดท้ายคือเรื่องของสงคราม ซึ่งไทยเองก็ต้องเลือก แน่นอนว่าภายใต้ทรัมป์ Trade War จะแย่ แต่สงครามการปะทะจะดีขึ้น สิ่งที่น่าคิดคือถ้าสงครามเกิดขึ้นธุรกิจจะไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าสงครามการค้ายังมีโอกาสหาช่องในการซิกแซกไปได้
“ทรัมป์ก็กำลังเดินนโยบาย“ไม่เอาสงคราม”ที่เคยลั่นไว้ สังเกตุได้ว่าหลังจากทรัมป์เข้ามา ความรุนแรงในยูเครน-กาซ่า มีการยุติการโจมตีและแทบจะนิ่ง ส่วนไต้หวันก็เงียบลงไปเยอะ แม้แต่ตะวันออกกลางที่เกิดสงครามมากว่า 2 ปีไม่เคยมีการคืนตัวประกันก็เริ่มมีการแลกตัวประกัน
อย่างไรก็ดี 1 ได้เงื่อนไขที่ทรัมป์ยื่นให้กับยูเครนในการยุติสงครามก็คือการเลือกตั้งใหม่ เพราะทรัมป์ต้องการกำจัด เซเลนสกี เพราะมองว่าเป็นตัวปัญหา ขณะเดียวกันก็พร้อมจะคุยกับปูตินโดยตรงซึ่งจะทำให้ปัญหาสงครามโดยรวมค่อยๆดีขึ้น”
มองทรัมป์ไม่มีสมัยหน้า ไทยต้องอึดรับหมัด 4 ปีทรัมป์2.0 ให้เจ็บน้อยสุด
ทั้งนี้ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ช่องการรับมือทรัมป์ 2.0 สำหรับประเทศว่า สิ่งสำคัญคือการเข้าใจแนวคิดและการกระทำของทรัมป์ ขณะเดียวกันต้องมองข้ามช็อตถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้าหลังทรัมป์หมดวาระ
“สิ่งสำคัญในการเตรียมการรับมือคือ ต้องเข้าใจว่าทรัมป์อยู่ได้แค่ 4 ปี แม้ทรัมป์จะบอกว่าจะอยู่อีก 1 เทอมก็ตาม แต่เชื่อว่าไม่มีใครยอม นั่นหมายความว่าอีก 4 ปีให้หลัง อเมริกาจะมีประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งคนใหม่ไม่ว่าจะเป็น Republican หรือ Democratic ก็จะเป็นคนที่ Normal และกลับไป Free Trade หรือกลับไปสู่กระบวนการเดิม
เพราะฉะนั้นจะต้องมองทะลุในช่วง 4 ปีที่กำลังเผชิญอยู่ ว่าจะเป็น 4 ปีอะไร เพื่อจะตั้งรับให้ถูก เพราะอีก 4 ปีข้างหน้า หากทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม นั่นหมายความว่าสงครามการค้าจะลดลง แต่สงครามเผชิญหน้าอาจจะเพิ่มขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือทุกคนหันไปถือทองคำแต่ไม่ถือดอลลาร์ ธนาคารกลางทุกประเทศขนทองคำกลับประเทศตัวเองไม่ทิ้งไว้ที่นิวยอร์ก เพราะเกิดความกังวลใจว่า ถ้าเกิดสงครามหรือเกิดอะไรขึ้นกับนิวยอร์กหรือหากเลือกเป็นศัตรูกับอเมริกาการทิ้งทองคำไว้ที่นิวยอร์กก็เหมือนทิ้งทองคำให้อเมริกา
หรือแม้แต่ประเด็นของ “กรีน” แม้ว่าทรัมป์จะลั่นวาจาชัดเจนว่า “ไม่เอา” แต่เราก็ยังต้องทำต่อไปเพื่อรอ 4 ปีเทรนด์นี้จะกลับมาเมื่อทรัมป์จากไป”
อย่างไรก็ดี ดร.กอบศักดิ์ มองว่าประเทศไทยสามารถเตรียมการรับมือทรัมป์ 2.0 ใน 3 ประเด็นคือ
1. คน ในโลกที่มีความผันผวนอย่างมากต้องมีความหนักแน่น เพราะบางนโยบายที่ประกาศออกมาเป็นแค่เทคนิคในการเจรจา ไม่ใช่การลงมือทำจริง เพราะฉะนั้นการลงทุนจะต้องพยายามมองทะลุให้ได้ ทั้งดาวโจนส์ ดอลลาร์ อินเด็กซ์ แต่อย่างไรก็ตามสินทรัพย์ทุกตัวคือความเสี่ยงเพราะอยู่ในอากาศที่ไม่เหมือนเดิม แม้กระทั่ง Bitcoin, SET หรือทองคำก็ตาม
2. เอกชน ท่ามกลางบรรยากาศของการทะเลาะกันของประเทศมหาอำนาจเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน แต่ต้องมองทะลุว่าโอกาสอยู่ตรงไหนและจะฉกฉวยมาเป็นของเราได้อย่างไร
“ผลพวงจากการที่ช้างชนกันประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดสนใจ เอเชียกำลังจะกลายเป็นโอกาส รอบ ๆ ประเทศไทยมีการเติบโตที่ดี ธุรกิจทุกแห่งอยากอยู่ที่นี่ และทรัมป์เองก็เข้าใจว่าจะต้องอยู่ที่นี่เพราะไม่มีทางที่จะผลิตในอเมริกาและส่งมาเอเชียเพราะค่าขนส่งแพง นั่นหมายความว่าเงินทั้งโลกกำลังไหลมาที่อาเซียนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่เห็นผลแต่ 5 ปีให้หลังอาเซียนทั้งอาเซียนจะเปลี่ยนไป”
3. รัฐบาล ซึ่งต้องดำเนินการใน 5 เรื่องสำคัญคือ สงครามการค้าที่อาจจะโดนผลกระทบ การท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบหากเกิดสงครามหรือความรุนแรง เงินลงทุนไหลเข้า-ไหลออกทั้งโดยตรงและใน SET หรือบอนด์ ความผันผวนของสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมไปถึงความเชื่อมั่น
“รัฐบาลจะต้องดูว่าจะจัดการกับ 5 ประเด็นหลักนี้โดยเฉพาะสงครามการค้า เพราะหากจีนคือเป้าหมาย การขึ้นภาษี 10% ก่อน ตามมาด้วยภาษีเหล็กและอลูมิเนียม 25% ซึ่งจีนมีการส่งออกผ่านเวียดนามเข้าอเมริกา
ซึ่งการขึ้นภาษี 25% เป็นการบล็อกสินค้าจีนไม่ให้เข้าอเมริกาไม่ว่าจะหลบในช่องทางไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าส่งผ่านเวียดนามไม่ได้ ทางผ่านต่อไปก็คือไทย ดังนั้นไทยต้องเตรียมตั้งรับเพราะอุตสาหกรรมเล็ก ๆ ที่เข้าอเมริกาไม่ได้ก็จะไหลมาที่ไทย
อย่างไรก็ตามทรัมป์เดินนโยบายทุกอย่างบนพื้นฐานของความเป็นนักธุรกิจ เพราะฉะนั้นเราต้องเจรจาได้ สิ่งสำคัญคือไทยต้องกลับมามองว่าวันนี้เราได้เปรียบอเมริกาตรงไหน และจะจัดการความได้เปรียบนี้ให้สมดุลหรือจะทำประโยชน์อะไรให้อเมริกาได้ เช่น ส่งเสริมบริษัทไทยไปลงทุนที่อเมริกา และไทยจะซื้ออะไรจากอเมริกาได้บ้างรวมทั้งแนวทางในการเจรจาและที่สำคัญต้องไม่ทำตัวให้เป็นที่สังเกตของทรัมป์
กรุณาทำตัวเล็กๆ โจทย์ของเราอาจจะไม่ใช่การชนะในครั้งนี้ แต่คือการไม่โดนผลกระทบไปด้วย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นกังวลก็คือ “สุดท้ายไทยจะถูกบังคับให้เลือก” ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งไทยก็ต้องตัดสินใจ แต่ตอนนี้เราอยู่ในฐานะที่ยังอยู่ได้ แต่สุดท้ายเราก็จะมีแค่ 3 ทางเลือกคือจีน อเมริกาและการไม่เลือกข้าง ถ้าเรายืนอยู่ในจุดนี้ได้ประโยชน์จะเกิดขึ้นจะยิ่งกว่าการที่เลือกอยู่กับใคร”
[caption id="attachment_156164" align="aligncenter" width="1000"]
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล - สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ - ดร. สุนทร อรุณานนท์ชัย - วิชัย เบญจรงคกุล - ยุทธ วรฉัตรธาร และ สมประสงค์ บุญยะชัย ร่วมงาน[/caption]