โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

มาร์กซ์, ลัทธิมาร์กซ์ กับยุคหลังมาร์กซ์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 มี.ค. 2568 เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. 2568 เวลา 03.02 น.

บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง

มาร์กซ์, ลัทธิมาร์กซ์

กับยุคหลังมาร์กซ์

“ให้ชนชั้นปกครองสั่นสะท้านหวาดหวั่นต่อการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ชนชั้นกรรมาชีพไม่มีอะไรที่จะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวนที่มัดพวกเขาไว้ โลกจะต้องเป็นของพวกเขา…”

“ชนชั้นปกครองสั่นสะท้านจริง พวกเขาเห็นภัยลัทธิคอมมิวนิสต์ที่คุกคามจริงๆ… แต่เสียงร้องก้องของ ‘แถลงการณ์ชาวคอมมิวนิสต์’ มิได้เรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติ (หรอกนะ) แต่เป็นเสียงร้องเพราะท้อแท้และสิ้นหวังมากกว่า…ดูได้จากท่าทีของแต่ละประเทศ (ในตอนนั้น) รัฐบาลอังกฤษดูสบายๆ…ฝรั่งเศสไม่สนใจคิดที่จะปรับปรุงอะไร…เยอรมนียิ่งแย่ ไม่มีรัฐสภา ไม่มีเสรีภาพที่จะชุมนุมหรือแสดงทัศนะใดๆ สื่อมวลชนก็ไร้เสรี…”

(2 บรรทัดแรก (ตัวเข้ม) เป็นงานเขียนของมาร์กซ์-เองเกลส์ 1848 ที่เหลือเขียนโดยนักปรัชญาคนสำคัญ Robert Heilbroner, The Worldly Philosophers. 1986)

มาร์กซ์ (Karl Marx, 1818-1883) จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1883 (2426) หรือ 142 ปีก่อน ที่กรุงลอนดอน และร่างก็ฝังอยู่ที่เมืองนั้น ณ สุสานฮายเกต (Highgate Cemetary)

ผลงานของเขาที่มีชื่อเสียงในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่ได้แก่ อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology, 1846), แถลงการณ์ชาวคอมมิวนิสต์ (the Communist Manifesto. 1848), การต่อสู้ทางชนชั้นในฝรั่งเศส,1848-1850 (The Class Struggles in France, 1848- 1850.1850), มูลค่า, ราคา และกำไร (Value, Price and Profit.1865) และ ทุน เล่ม 1 (Das Kapital, 1867) ที่เหลือส่วนใหญ่จัดพิมพ์หลังจากที่เจ้าของผลงานล่วงลับไปแล้ว

ที่โดดเด่นและทรงพลังอย่างยิ่งต่อกรรมกรและกลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ก็คือ งานเล่มเล็กๆ ชื่อ แถลงการณ์ชาวคอมมิวนิสต์ เขียนร่วมกับเองเกลส์ และตีพิมพ์ในปี 1848 (พ.ศ.2391) ซึ่งมีการพิมพ์หลายครั้งและแปลเป็นภาษาต่างๆ และเพิ่มจำนวนการพิมพ์มากขึ้นๆ หลังจากที่มาร์กซ์เสียชีวิต

แน่นอน จำนวนพิมพ์ของหนังสือเล่มนี้ย่อมน้อยกว่าหนังสือสำคัญ 2 เล่มคือ พระคัมภีร์ไบเบิล ของ คริสต์ศาสนา และ พระคัมภีร์โกราน ของศาสนาอิสลาม และน้อยกว่าหนังสือปกแดงเล่มเล็กของจีน คือ สรรนิพนธ์เหมา เจ๋อตง

แต่ในระดับสากลก็ถือว่า ยอดพิมพ์จำหน่ายงานของมาร์กซ์ เล่มนี้ก็สูงในอันดับต้นๆ ของโลกในห้วง 1 ศตวรรษที่ผ่านมา

กล่าวโดยสรุป หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้เสนอหลักการสำคัญ 2 ข้อ คือ

1. ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ คือ พัฒนาการของการต่อสู้ทางชนชั้น จากสังคมบุพกาลมาเป็นสังคมทาส สู่สังคมศักดินา, สังคมทุนนิยม และความขัดแย้งระหว่าง 2 ชนชั้นหลักในยุคทุนนิยมก็คือ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกรรมกร กับชนชั้นนายทุน ซึ่งจะทวีความรุนแรงเกิดการต่อสู้ และกรรมกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่จะได้ชัยเพื่อไปสร้างรัฐสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ในท้ายที่สุด;

2. ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเป็นผลของการเคลื่อนไหวและขัดแย้งกันระหว่างฐานทางเศรษฐกิจคือพลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางผลิตในสังคม ฐานเศรษฐกิจนี้มีผลต่อรูปแบบจิตสำนึกของผู้คน มิใช่ว่าจิตสำนึกของคนเราเป็นอิสระ ไม่ได้ถูกอะไรกำหนด แต่มีปฏิสัมพันธ์กับรากฐานทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ครั้นเมื่อรวมกับอีก 3 ประเด็นที่มาร์กซ์ได้บรรยายและเขียนไว้ในงานอื่นๆ ได้แก่

1. วิธีการมองพัฒนาการของสังคมจึงต้องมองเห็นทั้ง 2 แนวคิดคือ แนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) และโลกทัศน์แบบองค์รวม (Holistic Approach) นั่นคือ พิจารณาปฏิสัมพันธ์และผลกระทบต่อกันระหว่างเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม/วัฒนธรรม ซึ่งไม่อาจละทิ้งส่วนหนึ่งส่วนใดได้เลย แนวคิดนี้เรียกโดยรวมว่า วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (Historical Materialism) ซึ่งมีวิภาษวิธีเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนนั้น;

2. ที่ผ่านมา นักปรัชญาสนใจแต่เพียงการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ละยุคสมัย แต่ละเลยประเด็นที่สำคัญกว่านั้น คือ จะเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นอย่างไรต่างหาก (“the point is to change it.”);

และ 3. ความปรารถนาของผู้คนทุกแห่งก็คือ การได้อยู่ในสังคมที่ดีงาม ไม่มีการกดขี่ขูดรีดกัน ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน มีคุณภาพชีวิตที่ดี และบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ. ความปรารถนาดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนส่วนใหญ่ช่วยกันผลักดันเพื่อบรรลุอุดมการณ์นั้น สังคมใหม่ที่งดงาม ไม่ใช่สมาชิกในสังคมนั่งเฝ้ารอ แต่สังคมต้องมีพลเมืองที่เข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเรียกหาคนที่ใฝ่ใจศึกษาและเข้าใจกฎเกณฑ์พัฒนาการของสังคม สังคมเรียกหาคนที่มีคุณธรรม มาร่วมกันลงมือปฏิบัติการสร้างสังคมใหม่คนละไม้ละมือ

หลักการ 5 ข้อนี้จึงเป็นหลักการสำคัญที่มาร์กซ์และเองเกลส์ได้เสนอไว้

กำเนิดของคำว่า ลัทธิมาร์กซ์ (Marxism)

แนวความคิดของมาร์กซ์ (และเองเกลส์) ดังกล่าวได้จุดประกายและสร้างผลสะเทือนอย่างมากต่อกลุ่มกรรมกรและปัญญาชนก้าวหน้าในยุโรปสมัยนั้น และทำให้ขบวนการนักสู้เติบใหญ่มากขึ้นๆ เป็นลำดับ

คนจำนวนไม่น้อยชื่นชมแนวคิดที่กล่าวมาจึงเรียกระบบความคิดนั้นว่า ลัทธิมาร์กซ์ และเรียกตนเองเป็นชาวลัทธิมาร์กซ์ (Marxism and Marxists) กล่าวโดยรวม ลัทธิมาร์กซ์สำหรับคนที่รับลัทธิหรือทฤษฎีนี้ สาระสำคัญก็คือ เป็นแนวคิดที่อธิบายมิติต่างๆ ทางเศรษฐกิจ-การเมืองและสังคม/วัฒนธรรมที่มาร์กซ์-และเองเกลส์เสนอ เพื่ออธิบายทิศทางการพัฒนาของสังคม และชี้ว่าสังคมมนุษย์ที่ถูกโซ่ตรวนร้อยรัดไว้อย่างยาวนานเรื่อยมา จะได้รับการปลดปล่อย และก้าวไปสู่อิสรภาพอย่างแท้จริงในที่สุด

เมื่อได้ยินคำว่า ลัทธิมาร์กซ์ ขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ มาร์กซ์เห็นว่าไม่ควรใช้คำดังกล่าว เพราะเขาเห็นว่า เป็นการประดิษฐ์คำแบบเจ้าลัทธิ (phrase mongering) ที่มีลักษณะป่าวร้องและโอ้อวด ทั้งจะสร้างความเข้าใจผิดต่อกัน และเกิดความเห็นที่แตกต่างและขัดแย้งกันได้ง่ายเพราะแต่ละสังคมมีกรอบความคิด, วัฒนธรรม และรายละเอียดที่ต่างกันไม่น้อย

ฟรีดริก เองเกลส์ (Friedrich Engels,1820-1895) สหายร่วมอุดมการณ์ของมาร์กซ์ ได้เสนอผลงานสำคัญที่เขียนเองและได้ลงมือเขียนงานที่มาร์กซ์ทิ้งไว้ให้ (คือ ทุน เล่ม 2-3, Das Kapital 1885, 1894) ส่วนงานเล่มอื่นๆ ที่สำคัญของเขาได้แก่ สภาพชนชั้นผู้ใช้แรงงานในอังกฤษ (The Condition of the Working Class in England, 1845); สังคมนิยม : แบบยูโทเปียและวิทยาศาสตร์ (Socialism: Utopian and Scientific.1880) และ กำเนิดของครอบครัว, ทรัพย์สินส่วนเอกชนและรัฐ (The Origin of the Family, Private Property, and the State, 1884.

เองเกลส์เสียชีวิตหลังมาร์กซ์ 12 ปี ว่ากันว่า เองเกลส์มิได้ปฏิเสธหรือยอมรับคำว่า ลัทธิมาร์กซ์ แต่หากกล่าวในเชิงหลักการกว้างๆ ย่อมเข้าใจได้ที่เองเกลส์ก็ย่อมอยากจะเห็นการศึกษาและถกเถียงแนวคิดต่างๆ ที่มาร์กซ์และเขาได้เสนอออกมา เพื่อให้ความคิดชุดนี้แพร่หลายออกไปและมีการลงมือปฏิบัติในวงกว้าง

แต่ไม่ว่าใครจะรับหรือไม่รับคำนี้ โลกในห้วง 100 ปีมานี้ ก็ได้กล่าวถึง, วิพากษ์วิจารณ์และใช้คำนี้อย่างมากมาย จนไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ลัทธิมาร์กซ์ เป็นชุดความคิดหนึ่งที่ได้ก่ออิทธิพลอย่างสำคัญต่อโลกใบนี้

ลัทธิมาร์กซ์ในรอบ 1 ศตวรรษเศษ (1883-1983)

อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังของแนวคิดดังกล่าว ท่ามกลางความอยุติธรรมในสังคมที่ดำรงอยู่ บวกกับบท บาทของนักเคลื่อนไหวและการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก, รัสเซีย, เอเชีย และทั่วโลกต่อจากนั้น จึงจะขอเริ่มต้นที่ผลสะเทือนทางการเมืองการปกครองเป็นเรื่องแรก ต่อจากนั้น จะเป็นผลสะเทือนต่อวงวิชาการ-วงวรรณกรรม และต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมในด้านต่างๆ

ก็เพราะว่ามาร์กซ์-เองเกลส์พูดถึงการที่ชนชั้นล่างถูกกดขี่ขูดรีด สังคมไม่เป็นธรรม และระบบเศรษฐกิจที่มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ จึงต้องสร้างสังคมใหม่ที่มุ่งรับใช้คนส่วนใหญ่ จึงได้เกิดทัศนะและการลงมือของบุคคลและเกิดเหตุการณ์สำคัญเพื่อหวังจะบรรลุจุดมุ่งหมายเหล่านั้น

เช่น วี. เลนิน (V.Lenin, 1870-1924), ลีออน ทร็อตสกี้ (Leon Trotsky 1879-1940), เหมา เจ๋อตง (Mao Ze Dong 1893-1976), โจว เอินไหล (Zhou En-lai 1898-1976), เติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiao-ping 1904-1997), อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci 1891-1937), เจ. สตาลิน (Joseph Stalin-1953), โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh 1890-1969), คิม อิล ซุง (Kim Il-sung 1912-1994), เช กูวารา (Che Guevara 1928-1967), ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro 1926-2016), การปฏิวัติรัสเซียในปี 1917, การปฏิวัติในจีน 1949, สงครามอินโดจีน 1945-1975, ยุโรปตะวันออกรับโซเวียตโมเดล หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการปฏิวัติที่คิวบา 1959 ฯลฯ

เราได้เห็นผลสะเทือนจากชัยชนะของการปฏิวัติรัสเซีย ตามด้วยความสนใจที่จะอ่านผลงานเพิ่มเติมของเลนิน ทร็อตสกี้ มาร์กซ์ และเองเกลส์ ฯลฯ การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ที่อังกฤษ 1688, สงครามเอกราชในสหรัฐ 1776, การปฏิวัติที่ฝรั่งเศส 1789 และติดตามผลของการปฏิวัติในรัสเซียตั้งแต่ปี 1917 ฯลฯ

ผลสะเทือนได้แผ่ขยายออกไปทั้งด้านความรับรู้และความนึกคิด เหมือนเกลียวคลื่นในมหาสมุทร

เริ่มตั้งแต่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียในปี 1914, สหรัฐในปี 1919, อังกฤษ, ฝรั่งเศสและมองโกเลีย ในปี 1920, จีน, สเปน, โปรตุเกส และอียิปต์ 1921, ญี่ปุ่นในปีถัดมา, อินเดียและเกาหลีปี 1925

ส่วนโฮจิมินห์ จากเวียดนามซึ่งเดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อค้นหาต้นรากของลัทธิล่าอาณานิคมตั้งแต่อายุ 21 ในปี 1911 ก็ได้พบงานของมาร์กซ์-เองเกลส์, ได้ทราบข่าวการปฏิวัติในรัสเซีย, ไปขอเข้าร่วมการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่จีน

ขณะที่ โจว เอินไหล และเติ้ง เสี่ยวผิง เป็นนักเรียนทุนไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศสในช่วงต้นทศวรรษ 1920s ได้อ่านทั้งงานของมาร์กซ์-เองเกลส์ ติดตามข่าวการปฏิวัติรัสเซีย และเข้าร่วมสาขาพรรคคอมมิวนิสต์จีนในฝรั่งเศสตั้งแต่แรกตั้ง

ส่วนโฮจิมินห์ ออกจากจีนก็ไปจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในปี 1930 ปีเดียวกับการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พม่า ในปี 1939, ไทย 1942, ลังกา 1943 และเนปาล ในปี 1949) ฯลฯ

ขณะที่ เช กูวารา หนุ่มนักศึกษาแพทย์ชาวอาร์เจนตินาที่เดินทางท่องเที่ยวทั่วอเมริกาใต้ ในช่วงทศวรรษ 1950s ได้เห็นความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสของชาวนาในแต่ละประเทศที่ตกเป็นเมืองขึ้นของสเปนและโปรตุเกส เขาได้เห็นการปฏิวัติที่กัวเตมาลาที่ถูกปราบปราม ส่วนฟิเดล คาสโตร นักศึกษากฎหมายลูกเกษตรกรผู้มั่งคั่งชาวสเปน มีทัศนะต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมและได้เรียนรู้เรื่องการปฏิวัติในยุโรป ได้ต่อต้านรัฐบาลบาติสต้าและถูกจับกุมคุมขังหลายครั้ง จึงได้จัดตั้งกองกำลังนอกประเทศแถบเม็กซิโก ด้วยวัย 28 ปี ในปี 1956 เช กูวารา ได้เข้าร่วมกับกองทัพปฏิวัติที่คิวบานำโดยคาสโตร ฯลฯ

เมื่อผลสะเทือนกว้างขวางเช่นนี้ และนานถึง 1 ศตวรรษเศษ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเสนอพรรคคอมมิวนิสต์แบบต่างๆ เนื่องจากแต่ละพรรคมีความหลากหลายต่างกันมากไม่ว่าจะเป็นองค์กร, ผู้นำและสมาชิกสังคมและรัฐตลอดจนบริบททางสังคมแต่ละด้าน รวมทั้งระยะเวลาที่ยาวนานส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านที่กล่าวมา

ในบทความสั้นนี้ จะขอเสนอผลสะเทือนที่ทำให้พรรคต่างกัน 4 แบบ สำหรับแบบที่ 4 เนื่องจากองค์ประกอบหลายๆ ด้านต่างกันมาก จึงจะขอนำเสนอเป็นกรณีศึกษาจำนวนหนึ่งเพื่อการวิเคราะห์

แบบแรก พรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้าไปมีอำนาจรัฐเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ พรรคคอมมิวนิสต์จีน เกาหลี (เหนือ) เวียดนาม ลาว และคิวบา

แบบที่ 2 พรรคคอมมิวนิสต์ที่ยึดอำนาจรัฐได้ และภายหลังเกิดปัญหา จึงเกิดการยุบพรรค และเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ได้แก่ อดีตสหภาพโซเวียต ในปี 1989 และประเทศในยุโรปตะวันออกทั้งหมด หลังจากนั้น

แบบที่ 3 พรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้าไปมีบทบาทในทางการเมืองในระดับชาติ, มลรัฐ และการปกครองท้องถิ่น ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นหลายครั้ง เช่น ที่ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี ได้รับชัยชนะหลายครั้งในระดับมลรัฐ เช่นที่อินเดีย กระทั่งได้เข้าร่วมตั้งรัฐบาลผสม เช่นที่ฝรั่งเศส แต่เนื่องจากมีเสียงน้อย จึงไม่อาจก่อผลสะเทือนอย่างมากได้ แต่ก็ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของบางกระทรวง

ในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสเปิดเผยว่ามีสมาชิกพรรค 1.38 แสนคน และ 7 หมื่นคนในจำนวนนั้นเสียค่าสมาชิกพรรคแล้ว

สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวีย ซึ่งก่อตั้งในปี 1919 ได้ผ่านการต่อสู้หลายรูปแบบ เช่น ผ่านการเลือกตั้งเข้าไปเป็นฝ่ายค้านในรัฐสภา, ต่อมาถูกปราบปรามและกลายเป็นพรรคใต้ดิน และกลับเข้าไปมีบทบาทในรัฐสภาอีกครั้งหลังยุติความขัดแย้ง และหลังจากสิ้นสหภาพโซเวียต ฝ่ายซ้ายของยูโกสลาเวียซึ่งมีทั้งพรรคสังคมนิยม และพรรคคอมมิวนิสต์ก็ต่อสู้กันและกับพรรคอื่นๆ ในระบบรัฐสภาต่อไป

และ แบบที่ 4 พรรคคอมมิวนิสต์ที่เผชิญสถานการณ์ที่หลากหลาย เช่น เคยเป็นพรรคถูกกฎหมาย และกลายเป็นพรรคใต้ดิน ต้องต่อสู้ด้วยอาวุธ หรือทราบว่าจะมีการจัดให้เป็นพรรคผิดกฎหมาย จึงชิงยุบพรรค และทำงานลับในรูปแบบอื่น และเข้าไปทำงานกับแนวร่วมเพื่อผลักดันแนวคิดและนโยบายบางอย่างของกลุ่มหรือพรรคที่ได้เข้าไปมีส่วนในการบริหารประเทศ พรรคเหล่านี้ไม่เคยเข้าไปกุมอำนาจรัฐ ฯลฯ

เพื่อแสดงให้เห็นความหลากหลายและซับซ้อนขององค์ประกอบแต่ละด้าน ตอนต่อไป จะเป็นกรณี ศึกษาผลสะเทือนของลัทธิมาร์กซ์และบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์ในหลายประเทศ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มาร์กซ์, ลัทธิมาร์กซ์ กับยุคหลังมาร์กซ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...