โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รับรายได้หลายทาง เงินสด-ธนาคาร-แอปพลิเคชั่น สรรพากรรู้ได้อย่างไร ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 08.28 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2568 เวลา 02.40 น.

เผยแพร่ครั้งแรก 18 มีนาคม 68/อัพเดตล่าสุด 20 มีนาคม 68

ส่อง 7 วิธีที่สรรพากรใช้ตรวจสอบรายได้ของเรา แม้รับเงินหลายทาง ทั้งเงินสด ผ่านธนาคาร และผ่านแอปพลิเคชั่นก็ตรวจสอบได้

กลายมาเป็นกระแสรับโค้งสุดท้ายของการยื่นภาษีปี 2567 กับกรณีเพจเฟซบุ๊กดัง “เซฟ กระทะฮ้าง” ที่มีผู้ติดตามกว่า 2 ล้านคน โพสต์ข้อความระบายความรู้สึกหลังถูกเรียกเก็บภาษีจากการทำคลิปวิดีโอลงเพจ ระบุว่า “เจ้าหน้าที่สรรพากรบอกว่า ผมต้องจ่ายภาษีเกือบ 2 แสน ป๊าด..” และ “ทำคลิปแบบบ้าน ๆ สู้กับลูกเมีย พอวันนึงมีรายได้ก็ต้องจ่ายภาษีตามรายได้อันนี้ไม่ติดใจ (ที่ติดใจตอนผมลำบากพวกคุณไปอยู่ที่ไหนมา)”

ด้วยยอดวิวหลักล้านแทบทุกคลิป จะทำให้มีกระแสและผู้ติดตามที่เยอะ ยังสามารถสร้างรายได้จากการทำวิดีโอให้อีกด้วย ซึ่งหลังจากโพสต์ของนายสมบูญ วรรณวงศ์ เจ้าของเพจ ถูกเผยแพร่ออกไป นอกจากสังคมจะตกใจกับรายได้คลิปวิดีโอที่สูงถึง 51,406 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,737,085.90 บาทแล้ว

ตามมาด้วยคำถามที่ว่า สรรพากรรู้ได้อย่างไรว่า เรามีรายได้เท่าไหร่ หากไม่ได้เป็นข้าราชการ หรือพนักงานประจำ ประชาชาติธุรกิจ รวบรวม 7 วิธีที่สรรพากรใช้ตรวจสอบรายได้ของเรา

มนุษย์เงินเดือน

เป็นเรื่องง่ายมากที่สรรพากรจะตรวจสอบภาษีของมนุษย์เงินเดือน จากหลักฐานการจ่ายเงินเดือนผ่านธนาคารและเอกสารชี้แจงเงินได้ของพนักงาน (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.1 ก) ที่บริษัทจะส่งให้สรรพากรตรวจสอบในทุกปี รวมถึงในกรณีที่เราต้องยื่นภาษีก็จำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลจากใบ 50 ทวิ (หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย) ซึ่งเป็นใบแจ้งรายได้ทั้งปีที่ทำให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

สถาบันการเงิน ผ่านระบบ e-Payment

ระบบโอนเงิน ชำระเงินผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบัตรเครดิต โดยรายได้จากการฝากหรือโอนเงินเข้าบัญชี ไม่ว่าจะผ่านช่องทางไหน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องส่งข้อมูลให้สรรพากร ซึ่งได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารภาครัฐ

รวมถึงผู้ให้บริการด้านการเงินอื่น ๆ อย่าง Payment Gateway, e-Wallet เช่น ทรูมันนี่ เอ็มเพย์ แรบบิทไลน์ เพย์ มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมการฝากหรือรับโอนเงิน ทั้งที่เสียภาษีแบบบุคคลธรรมดา และที่จดทะเบียนนิติบุคคล หากถึงเงื่อนไขจะต้องส่งข้อมูลให้กับสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษี ดังนี้

1. มีเงินเข้าบัญชีเกิน 3,000 ครั้งต่อปี โดยไม่ดูจำนวนเงินว่าแต่ละครั้งจะมีมูลค่าเท่าไร

2. มีเงินเข้าบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปี และมีจำนวนเงินที่เข้าบัญชีรวมเกิน 2 ล้านบาทต่อปี โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 อย่าง จึงจะถูกส่งข้อมูลธุรกรรมให้กับสรรพากร

คิดเป็นรายปี เริ่มนับตั้งแต่ 1 มกราคม ไปจนถึง 31 ธันวาคมของปีนั้น ๆ โดยรายการฝากและโอนเงินเข้าบัญชีที่นับเป็นเงินเข้าบัญชี ประกอบด้วย ยอดเงินฝากเข้าบัญชีทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์หรือตู้ฝากเงิน ยอดรับโอนเงินเข้าบัญชี, ยอดรับโอนเงินเข้าบัญชีจากเครื่องรูดบัตร (นับตามจำนวนครั้ง), ยอดเงินฝากเช็คเข้าบัญชี, ยอดเงินเข้าบัญชีจากดอกเบี้ย และยอดเงินเข้าบัญชีจากเงินปันผล

Big Data & Data Analytics

สรรพากรใช้ระบบ Big Data & Data Analytics เพื่อคัดกรองว่า ผู้ประกอบการใดบ้างจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหลีกเลี่ยงภาษี และกลุ่มใดจัดอยู่ในกลุ่มดี ยกตัวอย่างกรณีดังที่มีผู้ค้าออนไลน์โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของตนเอง ถึงเรื่องราวการถูกกรมสรรพากรส่งจดหมายแจ้งยื่นภาษีย้อนหลังปี พ.ศ. 2563 ยอดรวมกว่า 90,000 บาท นั่นก็มาจากระบบนี้นั่นเอง

หรือตัวอย่างของการใช้ระบบ Data Analytics เช่น สรรพากรเชื่อมข้อมูลกับการไฟฟ้า การประปา ซึ่งหากพบว่าการใช้ไฟฟ้ากับการใช้น้ำประปาของเราใกล้เคียงกับคนที่ทำธุรกิจแบบเดียวกับเรา แต่เขาแจ้งรายได้สูงกว่า สรรพากรก็อาจสงสัยว่าเราแจ้งรายได้ไม่ครบถ้วนได้

เบาะแสในเว็บไซต์

สรรพากรได้เปิดเมนู “การแจ้งเบาะแส/ข้อมูลแหล่งภาษี” ไว้บนเว็บไซต์ไว้เพื่อให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบกิจการหรือธุรกิจที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง

สุ่มตรวจ

สรรพากรจะสุ่มตรวจจากหน้าเว็บต่าง ๆ เช่น Facebook ที่มีการโพสต์โชว์เงินโอนเข้า รายได้จากการขายสินค้าจำนวนมาก สรรพากรจะสุ่มตรวจบุคคลเหล่านี้ว่ามีรายได้แล้วได้มีการยื่นแบบ เสียภาษีบ้างหรือไม่ หากพบว่าไม่มีการยื่นแบบ หรือเสียภาษีเลยอาจถูกเรียกพบได้

ซึ่งในกรณีของเซฟ กระทะฮ้างสามารถอนุมานได้ว่า สรรพากรใช้วิธีสุ่มตรวจจนพบรายได้ของเพจนี้

ดึงข้อมูล Web Scraping

สรรพากรนำเทคโนโลยีดึงข้อมูลจากเว็บเพจหรือ Web Scraping เข้ามาช่วยตรวจสอบกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ ทั้งในรูปแบบที่ค้าขายปกติ และรูปแบบไลฟ์สดเพื่อขายสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ การดึงข้อมูล ราคา และจำนวนสินค้าที่ขายได้ตามเว็บ e-Commerce ทั้งหลาย เช่น Shopee, Lazada

หรือรู้ข้อมูลของผู้จ่ายเงินได้ให้เรา ซึ่งหากเราขายของผ่านเว็บ e-Commerce เช่น Shopee, Lazada ทางเว็บ e-Commerce จะหักค่าบริการในอัตราที่กำหนดจากยอดขายของเรา เช่น 20% หรือ 30% ของยอดขาย พร้อมกันนั้นทางเว็บ e-Commerce ก็จะส่งใบกำกับภาษีให้กับเราและส่งให้สรรพากรด้วย

รับเป็นเงินสด แต่สรรพากรรู้ ?

ในกรณีที่เราได้รับเงินค่าจ้างเป็นเงินสดไม่ผ่านธนาคาร หรือรายได้จากช่องทางอื่น ๆ ทางกรมสรรพากรก็ยังสามารถตรวจสอบได้ว่าเรามีรายได้ เว็บไซต์ iTax อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า กรณีที่เราได้รับเงินค่าจ้างเป็นเงินสดไม่ผ่านธนาคาร ทางกรมสรรพากรก็ยังสามารถตรวจสอบได้จากเงินค่าจ้างที่บริษัทผู้ว่าจ้างได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

เมื่อทางบริษัทผู้ว่าจ้างได้หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องนำส่งเงินภาษีที่หักให้แก่กรมสรรพากร รวมถึงแจ้งข้อมูลของเรา (ในฐานะผู้ได้รับเงิน) ทั้งชื่อ เลขบัตรประชาชน/เลขทะเบียนนิติบุคคล ไปในแบบที่นำส่งภาษีที่หักไว้ดังกล่าวด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทางสรรพากรทราบรายได้ของเรา

ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินถูกสรรพากรตรวจสอบเอกสาร ผู้ประกอบการจะต้องมีการนำส่งรายการบันทึกค่าใช้จ่ายของบริษัทให้กรมสรรพากร ซึ่งในบันทึกนั้นจะต้องมีการระบุค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้โดยละเอียด ส่งพร้อมเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ประกอบด้วย

  • เอกสารการรับเงินของผู้รับเงิน
  • ใบกำกับภาษี หรือใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อบุคคลอื่น เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์
  • ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น หลักฐานการโอนเงิน, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนในกรณีที่จ่ายเป็นเงินสด

ข้อมูลจาก inflow

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รับรายได้หลายทาง เงินสด-ธนาคาร-แอปพลิเคชั่น สรรพากรรู้ได้อย่างไร ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...