โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โปงลาง สองฝั่งโขง ต้นตอจากกระบอกไผ่

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 พ.ย. 2566 เวลา 03.23 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2566 เวลา 01.00 น.

โปงลางมาจากไหน? ต้องแยกเป็น 2 อย่าง คือ เครื่องมือ กับ ชื่อ

เครื่องมือ มีรากเหง้าจากกระบอกไผ่ ซึ่งเป็นต้นตอเดียวกับระนาด (ทุ้ม-เอก) ของภาคกลาง

ชื่อ ขอยืมจากโปง, ผางลาง

กระบอกไผ่

กระบอกไผ่เป็นเครื่องตีเคาะเก่าแก่และหลากหลาย ดังมีร่องรอยความต่อเนื่องที่ใช้สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ได้แก่ ตีเกราะเคาะไม้ คือ เกราะ, โกร่ง, กรับ ประกอบด้วยไม้ไผ่ มีขนาดแตกต่างกันอย่างน้อย 2 ขนาด คือ ขนาดสั้นและขนาดยาว

เกราะ ไผ่ปล้องเดียว ใช้มือถือหรือใช้เชือกร้อยห้อยแขวน แล้วมีไม้อีกอันหนึ่งตีหรือเคาะเพื่อบอกสัญญาณ มักเรียกกันว่า “เกราะ” ดังที่มีคำคล้องจองว่า “ตีเกราะเคาะไม้”

โกร่ง ไผ่ทั้งลำใช้ตีเคาะตามต้องการ แต่ไผ่ปล้องเดียวก็สั้นเกินไป

ถ้าเอาลำไผ่ที่มีอยู่ทั่วไปมาตัดหัวท้ายแล้วบั่นให้เหลือส่วนตามต้องการ เช่น ยาวไม่น้อยกว่า 3 ปล้อง แต่ไม่มากกว่า 1-2 วา ก็จะใช้เป็นเครื่องมือกระทุ้งกระแทกลงไปที่พื้นดินให้เกิดเสียงดังประกอบจังหวะขับลำเต้นฟ้อนได้ดี

กรับ ไผ่ปล้องเดียว เป็นกระบอกไผ่ขนาดสั้นๆ จำนวน 2 กระบอก เมื่อเอามาตีกระทบกันจะเกิดเป็นเสียงดัง

กลุ่มชนเผ่าทางตอนใต้ของจีน ยังมีการละเล่นใช้กระบอกไผ่ขนาดสั้นๆ สองอันตีกระทบกันเพื่อประกอบจังหวะในการขับลำ ต่อมาจึงผ่ากระบอกไผ่เป็นสองซีก ตีกระทบกันเสียงดัง “กรับๆ” จึงเรียกภายหลังว่า “กรับ” ดังมีอยู่ในท้องถิ่นอีสานมักเรียกเครื่องมือแบบนี้ว่า “กั๊บแก้บ”

กรับ ในที่สุดก็เข้าสู่ราชสำนัก กลายเป็นเครื่องดนตรีประจำราชสำนัก ดังที่มีภาพปูนปั้น (วัฒนธรรมทวารวดี) ที่เมืองโบราณบ้านคูบัว (อ.เมือง จ.ราชบุรี) รูปนักดนตรีและนักร้องรวม 5 คน ในจำนวนนั้นมีคนหนึ่งทำท่าตีกรับให้จังหวะในวงดนตรีที่มีพิณและอื่นๆ

ระนาด มีพัฒนาการมาจากกระบอกไผ่ในตระกูล “เกราะ-โกร่ง-กรับ”

ระนาดยุคแรกเริ่มแต่ครั้งดึกดำบรรพ์นั้น จะมีกระบอกไผ่คล้ายลูกระนาดวางเรียงเพียง 2-3 กระบอกเท่านั้น คนตีระนาดต้องนั่งเหยียดขาทอดยาวลงกับพื้นดิน แล้วเอากระบอกระนาดวางพาดบนขาทั้งสองข้าง บางครั้งขุดหลุมดินที่หว่างขาเพื่อให้มีเสียงก้องดังมากขึ้นเมื่อใช้ไม้ตี

[สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีพระดำริคล้อยตามความคิดของพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) ว่าระนาดมาจากกระบอกไผ่ แล้วมีลายพระหัตถ์ตอนหนึ่งว่าทรงเคยเห็นพวกข่าขอทานใช้ไม้กระบอกตัดสั้นบ้างยาวบ้าง กระทุ้งดินให้เป็นเสียงต่างๆ กัน แม้ “เพลงกระบอก” ก็ได้ชื่อมาจากการกระทุ้งกระบอกนี้ : “บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ” ประทานพระยาอนุมานราชธน]

ชนชาติจีนัวในสิบสองพันนา มีการละเล่นตีเคาะกระบอกไผ่ปล้องเดียวเรียงกัน ซึ่งเกี่ยวข้องพิธีกรรมล่าสัตว์ กล่าวคือ เมื่อล่าได้สัตว์ใหญ่ เช่น วัวแดง กระทิง กวาง ฯลฯ จะมีพิธีฉลองกึกก้อง จึงตัดกระบอกไผ่ข้างทางเคาะจังหวะแล้วร้องเพลงระหว่างเดินทางลำเลียงเนื้อกลับบ้าน ต่อจากนั้นก็จะพัฒนาเครื่องตีเคาะดังกล่าวเป็นชุด มีชุดใหญ่ต้องบากกระบอกเป็นร่อง ส่วนชุดเล็กไม่ต้องบาก แต่เรียงลำดับเสียงสูง กลาง ต่ำ ที่มักเริ่มมาจากกระบอกเดียววางพาดขาข้างใดข้างหนึ่ง แล้วนั่งตีในพิธีฉลองเฉลิมสำคัญๆ กระบอกไผ่เหล่านี้ เมื่อใช้แล้วก็ทิ้งไป เพราะจะทำขึ้นเมื่อใดก็ได้

ต่อมากระบอกไผ่ที่เป็นลูกระนาดจะถูกยกขึ้นวางอยู่บนขาหยั่งไม้ และท้ายที่สุดเล้วก็ผ่ากระบอกไม้ไผ่เป็นซีกแบนๆ เหมือนกรับ วางลงบนมัดฟากแขนงไผ่ หรือวางขวางหลุมดินที่ขุดไว้ ซึ่งมักจะปรากฏอยู่ทั่วไปในกลุ่มชนท้องถิ่นต่างๆ (ประเด็นนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ใน “ตำนานมโหรีปี่พาทย์” ตอนหนึ่งว่า ระนาดน่าจะแปลงมาจากกรับ)

ด้วยเหตุที่มีร่องรอยประเพณีของระนาดแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ดังกล่าว จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเครื่องมือชนิดนี้ ควรมีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมาจึงแพร่หลายเข้าไปแถบตะวันออกของทวีปแอฟริกา เมื่อราวปลาย 2,500 ปีมาแล้ว

โปงลาง-ชื่อใหม่ เครื่องมือเก่า

โปงลางที่รู้จักแพร่หลายทั่วไปในปัจจุบัน แต่เดิมเริ่มแรกเรียก “ระนาดขอลอ” แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “โปงลาง” เมื่อ 64 ปีที่แล้ว ตรงกับ พ.ศ.2502

[ขอลอ ในชื่อระนาดขอลอ เป็นคำกลายจากคำว่าเกราะ (ในชุดเครื่องดนตรีจากกระบอกไผ่ว่าตีเกราะเคาะไม้ และเกราะ-โกร่ง-กรับ) เป็นกะลอ แล้วเป็นขอลอ]

นอกจากชื่อแรกว่าระนาดขอลอ ยังมีชื่ออื่นๆ ตามปากท้องถิ่นว่าหมากเตอะเติ่น, หมากเกลี้ยกล่อม, และหมากโปงฮาง เป็นต้น

ความเป็นมาโดยสรุปของโปงลางในไทย จากสารานุกรมฯ ภาคอีสาน (ของธนาคารไทยพาณิชย์ พ.ศ.2542 หน้า 2728) ดังนี้

1. ท้าวพรหมโคตร (อยู่ในลาว) เป็นผู้เริ่มแรกนำระนาดขอลอ มีลูกระนาด 6 ลูก (ยังไม่เรียกโปงลาง) จากลาวไปไทย แล้วแนะนำให้คนรู้จักในเขต อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

2. นายปาน บ้านกลางเหมือน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ รับเรียนรู้ระนาดขอลอจากท้าวพรหมโคตร

3. นายขาน (น้องชายนายปาน) สืบทอดการเคาะตีระนาดขอลอจากนายปาน (ผู้เป็นพี่ชาย)

4. นายเปลื้อง ฉายรัศมี จ.กาฬสินธุ์ รับการถ่ายทอดวิชาตีเคาะและทำระนาด ขอลอจากนายขาน เมื่อ พ.ศ.2490

นายเปลื้อง ฉายรัศมี เพิ่มลูกระนาดขอลอจาก 6, 9 เป็น 13 ลูก แล้วเรียกใหม่ว่า โปงลาง นับแต่นั้นโปงลางมีพัฒนาการก้าวหน้าเป็นที่รู้จักกว้างขวางจนบัดนี้

ความเป็นไทย

เครื่องดนตรีของทุกภาคในไทย ไม่ว่าเหนือ, อีสาน, ใต้ มีส่วนเป็นรากเหง้าร่วมกันกับเครื่องดนตรีไทยภาคกลางซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ ถ้าเครื่องดนตรีภาคกลางเรียกดนตรีไทย เครื่องดนตรีของทุกภาคก็เป็นดนตรีไทยเท่าเทียมกัน

แต่เหตุไฉนเรียกโปงลางเป็นดนตรีพื้นบ้าน หรือดนตรีพื้นเมือง หมายถึง “ไม่ไทย” ซึ่งเท่ากับกีดกันการเป็นดนตรีไทยของโปงลาง

ถ้ามองด้านกลับนับว่าดีที่โปงลางไม่ถูกควบคุมเป็นดนตรีไทยเหมือนมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย (ของภาคกลาง) โปงลางจะได้ไม่ถูกครอบงำด้วยความเป็นไทยของชนชั้นนำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโลกไม่เหมือนเดิม [ได้แนวคิดจากพิชชาณัฐ ตู้จินดา (มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จฯ)] ขอบคุณมาก •

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...