สิ่งน่ารู้ก่อนเทรดOR ผู้บริหารชี้อนาคตชัด
ทันหุ้น-ผู้บริหาร OR เปิดใจก่อนเข้าซื้อขาย 11 ก.พ.นี้ เชื่อนักลงทุนเห็นอนาคตถือหุ้นระยะยาว พร้อมเปิดแผนอยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่ห่วงดิสรัป ชี้ปั๊มคือแพลทฟอร์มทำเงิน พร้อมดึงลูกค้าช็อปในปั๊ม ส่วนธุรกิจ Non-Oil มาร์จิ้นดี ร้านกาแฟ อเมซอน ขึ้นชั้นอันดับ 6 ของโลก พร้อมขยายสาขาต่อในและนอกประเทศ พร้อมเดินหน้ารุกธุรกิจใหม่แท่นชาร์ตรถไฟฟ้า ด้านโบรกเชื่อเหนือจอง มองลงทุนระยะยาวได้
นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือ OR กล่าวในรายการ ”ทันหุ้น ทันเกม” ว่า การที่หุ้น IPO ของ OR ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยที่จองซื้อกว่า 530,000 รายการ ซึ่งเป็นยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ที่ต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากที่สุด ดังนั้นจึงเปิดจองซื้อนานถึง 10 วัน และใช้วิธีการจองซื้อแบบ Small Lot First ซึ่งแตกต่างจากหุ้น IPO หลายบริษัทที่ผ่านมา
ทั้งนี้หุ้น OR คาดว่าหุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) ในวันที่ 11 ก.พ.นี้ ส่วนการที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อยถือจำนวนมาก และเกรงว่าจะทำให้ราคาหุ้นผันผวนนั้น ไม่สามารถให้ความเห็นได้ แต่ที่ได้ยินพบว่านักลงทุนหลายรายมีความต้องการถือหุ้นในระยะยาว และหุ้น OR จะได้รับการจัดเข้าไปรวมอยู่ในดัชนี SET50 และ SET100 ด้วยเกณฑ์ Fast-track ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่เข้าทำการซื้อขาย
นายพิจินต์ กล่าวว่า ปัจจุบัน OR ประกอบธุรกิจ 3 ส่วนได้แก่ธุรกิจด้านน้ำมัน ที่มีสถานีบริการน้ำมัน ที่มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 อย่างต่อเนื่องกว่า 22-23 ปีแล้ว ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงและเติบโตตามจีดีพีของประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มี EBITDA ที่มั่นคง แม้ว่ารายได้ส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยบริษัทมีคลังน้ำมันเพื่อสนับสนุนธุรกิจ จำนวน 53 คลังทั่วประเทศ โดยมีการถือหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจท่อขนส่งน้ำมัน ซึ่งในส่วนนี้ ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่ง เพราะสามารถให้บริการได้สะดวกและรวดเร็วแก่ลูกค้า โดย OR ยังเดินหน้าขยายปั๊มน้ำมัน ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 3/63 มีสถานีบริการน้ำมันเกือบ 2 พันแห่ง มีแผนจะเพิ่มเป็น 2,500 สถานี ภายใน 5 ปี
ส่วนกรณีการถูดดิสรัปนั้นโดยเฉพาะจากรถ EV จากการศึกษาพบว่าจำนวนรถ EV ยังมีสัดส่วนที่น้อย ในตลาดรถใหม่ยังมีการออกรถใช้น้ำมันจำนวนมาก อย่างไรก็ดีบริษัทได้วางแผนในด้านขยายแท่นชาร์จรถไฟฟ้าในปั๊ม และได้เริ่มทดลองแล้วในหลายสาขาเพื่อเก็บข้อมูล โดยพบว่าเฉลี่ยผู้ใช้บริการในปั๊มน้ำมันจะใช้เวลา 25 นาที ซึ่งพอดีกับการชาร์จ 25 นาที ดังนั้นปั๊มคือแพลทฟอร์มที่จะสร้างโอกาสในการขายสินค้า ซึ่งการเข้ามาของผู้ประกอบใหม่เพื่อตั้งแท่นชาร์จเพื่อแข่งขันนั้นไม่ง่าย
"เราไม่ได้มองว่ามองว่ารถ EV จะมาดิสรัป แต่มองว่าเป็นโอกาสมากกว่า ซึ่งขณะนี้เราก็มีชาร์เจอร์ของรถไฟฟ้าที่จะให้บริการในสถานีบริการน้ำมัน และคนที่มาชาร์ตก็ต้องใช้เวลาประมาณ 25 นาที ซึ่งในส่วนนี้ คนที่มาใช้บริการก็อาจจะเข้ามาใช้บริการร้านค้าปลีกของเราได้อีกด้วย ขณะเดียวกันเราก็มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะช่วยระบุว่า ที่ชาร์เจอร์ EV คาร์ของเราอยู่ตรงไหนบ้าง และตรงไหนที่ว่างซึ่งจะสะดวกมากสำหรับลูกค้า"นายพิจินต์ กล่าว
@ อเมซอน ตปท.ตอบรับดี
ส่วนธุรกิจ Non-Oil ส่วนใหญ่คือ ร้านค้าปลีก ได้แก่ ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน เท็กซัส ชิคเก้น ฮั่วเซงฮง ร้านชานมไข่มุก Pearly Tea ศูนย์ซ่อม โดยในส่วน อเมซอนนั้น ปัจจุบันนี้มีมาร์เก็ตแชร์ในไทยเป็นอันดับ 1 แต่หากวัดจำนวนสาขาราว 3.2 พันสาขาขณะนี้ นับเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยจะเพิ่มเป็น 5,200 สาขา และมีแผนทำโรงงานเบอเกอรี่ เพื่อนำไปจำหน่ายในร้านคาเฟ่อเมซอน ขณะเดียวกันสินค้าของลูกค้าเอสเอ็มอี ก็ยังสามารถนำมาขายในร้านได้ เพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี จะได้เติบโตไปพร้อมกัน ซึ่ง ร้านอเมซอน จะเป็นเรือธงในการรุกต่างประเทศ เช่น กัมพูชา ที่มียอดขายสูงกว่าไทย โดยขายได้ถึง 1,000 แก้วต่อสาขา ขณะที่เวียดนามซึ่งเพิ่งเปิดไป 5 แห่ง ก็ได้รับการตอบรับที่ดี และกำลังจะเปิดที่จีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่
สำหรับธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งจะนำรูปแบบที่ทำธุรกิจในไทย ไปใช้ในต่างประเทศ ซึ่งได้มีการเข้าไปลงทุนแล้วหลายประเทศ เช่นที่ฟิลิปินส์, กัมพูชา และเวียดนาม เป็นต้น และยังมีแผนที่จะไปลงทุนอีกหลายประเทศ โดยมีแผนขยายสถานีบริการน้ำมันเป็น 600 แห่ง จากที่มีอยู่ 350 แห่ง ร้านคาเฟ่อเมซอน จะเพิ่มเป็น 310 สาขา จากที่มีอยู่ 250 สาขา
โดยสัดส่วนรายได้ใน 3 ธุรกิจ 9 เดือนแรกของปี 2563 มาจากธุรกิจน้ำมันประมาณ 90% ธุรกิจ Non-Oil ประมาณ 3% และธุรกิจต่างประเทศ 5-6% แต่ในด้านของมาร์จิ้นพบว่าธุรกิจ Non-Oil มีมาร์จิ้นที่ดีกว่ามาก โดยสามารถสร้าง EBIDA ได้ราว 30%
@ วันแรกเหนือจอง
นายเอกรินทร์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คาดว่า ราคาหุ้น OR ในวันแรกจะปรับขึ้นสูงกว่าราคา IPO ที่กำหนดไว้ที่ 18 บาทต่อหุ้น เพราะระดับราคา IPO ที่กำหนดไว้ก็ไม่ได้สูงมาก แต่ก็มองว่าราคาหุ้นคงจะไม่ขึ้นมาแรง เหมือนกับหุ้น IPOขนาดเล็ก
ทั้งนี้มองว่าเป็นหุ้น OR สามารถลงทุนในระยะยาวได้ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจที่มีการเติบโต โดยเฉพาะธุรกิจด้าน Non-Oil ที่ยังมีสามารถเติบโตได้อีกมาก ซึ่งปัจจุบันนี้ EBITDA อยู่ในระดับเกือบ 30% ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปที่ 40-50% ได้ในอนาคต