โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

กุหลาบสวย ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 14 ต.ค. 2565 เวลา 04.14 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2565 เวลา 23.00 น.

กุหลาบ เป็นดอกไม้สวยงาม อยู่ในวงศ์ Rosaceae หรือเรียกกันว่า วงศ์กุหลาบ เป็นพืชที่โดดเด่นและนิยมปลูกกันมากที่สุดชนิดหนึ่ง รวมทั้งเป็นดอกไม้ที่สามารถทำรายได้สูงในตลาดการค้าดอกไม้ของแต่ละประเทศทั่วโลก

กุหลาบได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นราชินีของดอกไม้ Queen of flower นอกจากกุหลาบแล้ว พืชในวงศ์นี้ที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดียังมีอีกหลายชนิด เช่น บ๊วย พรุน อัลมอนด์ ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล สตรอเบอรี่ แบล็คเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ และแอปปริคอท จึงนับได้ว่าพืชในวงศ์กุหลาบมีความใกล้ชิดและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์รวมทั้งสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจการค้าโลกเป็นอย่างมาก

การขยายพันธุ์กุหลาบ สามารถทำได้หลายวิธีการ เช่น วิธีเพาะเมล็ด วิธีตอน วิธีติดตา และวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช วิธีสุดท้ายเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการขยายพันธุ์พืชกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับอีกหลายชนิด

สำหรับการขยายพันธุ์กุหลาบด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้มีการดำเนินการมานานแล้วแต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ส่วนใหญ่ทำกันในแวดวงวิชาการ เช่น การผลิตกุหลาบเพื่อให้เกิดดอกในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือการผลิตเป็นต้นพันธุ์ขนาดเล็ก แล้วนำมาปลูกเป็นกุหลาบจิ๋ว หรือเบบี้โรส (Baby rose) เพื่อใช้เป็นของฝากของที่ระลึกระหว่างกัน ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกุหลาบก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนางานทางด้านวิชาการและระบบธุรกิจการค้ากุหลาบหลายประการ ซึ่งพอยกเป็นตัวอย่างได้อย่างน้อย 2 ประการดังนี้

1.ประโยชน์ทางด้านการเก็บรักษาพันธุกรรมกุหลาบ

สายพันธุ์กุหลาบที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ หรือเกิดจากการปรับปรุงพันธุ์โดยฝีมือมนุษย์อาจเกิดการสูญหายไปตามกาลเวลา หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในแต่ละภูมิภาคของโลก พันธุกรรมกุหลาบมีประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์มากมายหลายประการ เช่น ประโยชน์ในวงการธุรกิจการค้ากุหลาบตัดดอกหรือกุหลาบกระถาง หรือประโยชน์ในวงการธุรกิจน้ำหอมกลิ่นกุหลาบ

ดังนั้น หากเราสามารถเก็บรักษาพันธุกรรมกุหลาบไว้มิให้สูญหาย โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่สามารถเก็บรักษาพันธุ์กุหลาบแต่ละสายพันธุ์ไว้ในสภาพปลอดเชื้อได้ยาวนาน รวมทั้งยังสามารถนำกลับมาปลูกใหม่ในธรรมชาติเมื่อต้องการ ทำให้มั่นใจได้ว่าพันธุกรรมกุหลาบเหล่านั้นจะไม่เกิดการสูญหาย ประโยชน์อีกประการหนึ่งก็คือ สามารถทำให้เกิดระบบการแลกเปลี่ยนพันธุกรรมกุหลาบสำคัญๆ ระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ประโยชน์ทางด้านการขยายพันธุ์กุหลาบ

การผลิตต้นพันธุ์กุหลาบด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สามารถผลิตต้นพันธุ์จำนวนมากได้ในเวลาอันรวดเร็ว ใช้แรงงานและพื้นที่ในการปฏิบัติงานไม่มาก สามารถปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา ไม่มีอิทธิพลของฤดูกาลหรือศัตรูพืชเข้ามาเกี่ยวข้องในระบบการผลิต ต้นพันธุ์ที่ผลิตได้มีความแข็งแรงสม่ำเสมอ สะดวกต่อการขนส่ง ตอบสนองต่อระบบธุรกิจการค้าปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็วแม่นยำสูง

ขั้นตอน และวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกุหลาบ

กุหลาบทุกสายพันธุ์สามารถนำมาทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ พันธุ์กุหลาบส่วนใหญ่ตอบสนองต่อวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ดี แต่ก็อาจมีกุหลาบบางกลุ่มบางสายพันธุ์ที่จำเป็นต้องพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพิ่มเติมเป็นวิธีการเฉพาะ

บทความนี้ผู้เขียนขอกล่าวเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกุหลาบหนู (miniature rose) เพื่อใช้สำหรับผลิตเป็นกุหลาบขนาดเล็กที่เรียกกันว่ากุหลาบจิ๋ว หรือเบบี้โรส (Baby rose) ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พอสรุปได้เป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้

1.การคัดเลือกพันธุ์กุหลาบ

กุหลาบหนูแต่ละสายพันธุ์ มีขนาดดอกไม่เท่ากัน เราจะคัดเลือกกุหลาบที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางดอกไม่เกิน 2 เซนติเมตร เลือกสายพันธุ์ที่เกิดดอกง่าย บานทน ไม่อ่อนแอต่อเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกุหลาบที่สําคัญ สำหรับชิ้นส่วนที่เหมาะสมเพื่อนํามาทําการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ให้เลือกกิ่งกุหลาบที่มีอายุน้อยและดอกยังไม่บาน (หรือบานแต่ดอกยังไม่โรย) นำมาตัดเป็นข้อสั้นๆ ให้มีตาติด 1 ตา ต่อข้อ จากนั้นจึงนำมาฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ต่อไป

2. ขั้นตอนการฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์

นำชิ้นส่วนกุหลาบมาฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด์ (คลอร๊อกซ์) ความเข้มข้น 10% เป็นเวลานาน 10 นาที จากนั้นจึงล้างด้วยน้ำกลั่นที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อจุลินทรีย์แล้ว 3 ครั้ง นำชิ้นส่วนกุหลาบแต่ละข้อไปวางบนอาหารเพาะเลี้ยงสูตรเพิ่มปริมาณ (ฤดูกาลที่เหมาะสมต่อการฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์คือฤดูหนาวและฤดูแล้ง ส่วนฤดูฝนที่มีความชื้นในบรรยากาศสูง เชื้อราเจริญเติบโตได้ดีการฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์จะประสบความสำเร็จน้อยกว่าฤดูอื่นๆ)

3. ขั้นตอนการเพิ่มปริมาณ

ชิ้นส่วนข้อกุหลาบที่วางบนอาหารสูตรเพิ่มปริมาณ สามารถพัฒนาเกิดเป็นปลายยอดใหม่ได้ภายในเวลาประมาณ 15-20 วัน โดยมีอัตราการเพิ่มปริมาณยอดใหม่ ประมาณ 3-5 เท่า ต่อรอการเปลี่ยนอาหารทุกๆ 30 วัน อาหารสูตรที่เหมาะสมคืออาหารสูตร Murashige และ Skoog (1962) ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโตในกลุ่มไซโตไคนิน (cytokinin) โดยใช้สารที่ชื่อ BA ระดับความเข้มข้น 1-2 มิลลิกรัม ต่อลิตร

สารตัวนี้มีอิทธิพลกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์และการเกิดยอดกุหลาบเพิ่มขึ้น แต่มีข้อควรระวังในการใช้สาร BA คือหากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้ยอดกุหลาบเกิดอาการฉ่ำน้ำ (มีลักษณะบวมใส) ซึ่งเป็นอาการที่ไม่สามารถเพิ่มปริมาณยอดหรือรากได้ ชิ้นส่วนที่ฉ่ำน้ำจะต้องถูกคัดทิ้งในทุกๆ รอบของการเปลี่ยนอาหารใหม่

4. ขั้นตอนการชักนำให้เกิดราก

เมื่อได้ปริมาณยอดกุหลาบเพียงพอต่อความต้องการแล้ว เราจะนำแต่ละยอดมาทำการเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตรชักนำให้เกิดราก โดยใช้อาหารสูตร Murashige และ Skoog (1962) ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโตในกลุ่มออกซิน (auxin) โดยใช้สารตัวที่ชื่อว่า NAA ที่ระดับความเข้มข้น ประมาณ 0.1 มิลลิกรัม ต่อลิตร สารตัวนี้มีอิทธิพลชักนำให้เกิดการพัฒนาของระบบรากที่สมบูรณ์พร้อมนำต้นกุหลาบไปอนุบาลได้ภายในระยะเวลา ประมาณ 30 ถึง 45 วัน

5. ขั้นตอนการอนุบาล

นำต้นกุหลาบที่มีระบบรากสมบูรณ์มาล้างวุ้นในน้ำสะอาดเบาๆ จากนั้นจึงนำไปแช่ในสารป้องกันเชื้อราและนำไปอนุบาลในวัสดุเพาะชำ เช่น ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1 ต่อ 1 สภาพแสงรำไร ให้น้ำแบบชื้นแต่ไม่แฉะ เป็นเวลาประมาณ 30 วัน กุหลาบจะมีความแข็งแรงเพียงพอต่อการนำไปปลูกและเจริญเติบโตตามธรรมชาติได้ต่อไป

การใช้ประโยชน์จากต้นพันธุ์กุหลาบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ต้นพันธุ์กุหลาบที่ผลิตจากวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนต้นแม่พันธุ์เดิมทุกประการ ดังนั้น การปลูกและดูแลรักษาในขณะปลูกเลี้ยงจึงไม่มีความแตกต่างกัน ผู้เขียนขอยกตัวอย่างการนำต้นพันธุ์กุหลาบมาใช้ประโยชน์สัก 2 ประการ ดังนี้

1. เพื่อใช้ปลูกเป็นกุหลาบจิ๋ว หรือเบบี้โรส

ต้นพันธุ์กุหลาบหนูที่ผลิตจากวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะมีความสูง ประมาณ 3-4 เซนติเมตร และเมื่อผ่านขั้นตอนการอนุบาลสามารถนำมาปลูกในภาชนะ เช่น กระถางขนาดประมาณ 2-3 นิ้ว นานประมาณ 60 วัน โดยจะผ่านการตัดแต่งกิ่ง 2-3 ครั้ง มีผลให้เกิดยอดใหม่ 3-5 ยอด พร้อมดอกที่สวยงาม 3-5 ดอก (การตัดแต่งกิ่งกุหลาบแต่ละครั้งจะเป็นการเพิ่มจํานวนยอดและดอกใหม่) เมื่อกุหลาบได้รับการดูแลและจัดการสภาพแวดล้อม เช่น ได้รับแสง อุณหภูมิ และความชื้นอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถเจริญเติบโตออกดอกสวยงามอยู่ในภาชนะปลูกเดิมได้เป็นเวลานานหลายปี

2. เพื่อใช้ปลูกเป็นกุหลาบกระถาง

ต้นพันธุ์กุหลาบที่ผลิตจากวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเมื่อผ่านขั้นตอนการอนุบาลแล้ว สามารถนำมาปลูกดูแลในภาชนะรูปทรงต่างๆ หรือปลูกในกระถางขนาดใหญ่ เช่น กระถางขนาด 8-10 นิ้ว โดยผ่านการดูแลและตัดแต่งทรงพุ่มอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานานประมาณ 6 เดือน ต้นกุหลาบจะเจริญเติบโตสมบูรณ์ แข็งแรง มีดอกสวยงาม สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือใช้ตกแต่งสถานที่ได้เช่นเดียวกับต้นกุหลาบที่ขยายพันธุ์แบบวิธีการทั่วไป

ปัจจุบัน ทรัพยากรโลกถูกใช้อย่างสิ้นเปลือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน แรงงาน ระบบชลประทาน สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช หรือสภาพภูมิอากาศโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเดิม วิธีการผลิตต้นพันธุ์กุหลาบการค้าเช่นในปัจจุบัน อาจเกิดความไม่สะดวกบางประการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การผลิตต้นพันธุ์กุหลาบด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการขยายพันธุ์เพื่อตอบสนองต่อระบบธุรกิจการค้ากุหลาบในอนาคต

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (086) 084-6362 FB:Woranut Senivongs Na Ayuthaya

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...