โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"สุกี้ตี๋น้อย" ฝ่าวิกฤตโควิด บุกดีลิเวอรี่...เสริมทัพบุฟเฟต์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.ค. 2564 เวลา 07.17 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2564 เวลา 06.59 น.

สัมภาษณ์พิเศษ

 

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “สุกี้ตี๋น้อย” เป็นร้านสุกี้บุฟเฟต์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ ด้วยจุดเด่นในเรื่องของที่เข้าถึงง่าย เมนูหลากหลาย บรรยากาศร้านที่โอ่อ่าสะดวกสบาย เปิดให้บริการตั้งแต่เที่ยงวันยันตีห้า

หากยังจำกันได้ สุกี้ตี๋น้อย เปิดให้บริการสาขาแรก เมื่อช่วงปี 2560 ที่ย่านพิพิธภัณฑ์บ้านบางเขน (ตรงข้ามกรมทหารราบที่ 11 รอ.) โดยใช้เวลาการแจ้งเกิดอย่างรวดเร็ว จากกระแสบอกต่อช่องทางออนไลน์

ถึงวันนี้ สุกี้ตี๋น้อย มีสาขาถึง 29 สาขา ล้วนเป็นร้านสแตนด์อะโลน มีที่จอดรถสะดวกสบาย

แต่ล่าสุดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์และพิษโควิด -19 บวกกับมาตรการล็อกดาวน์ที่มีออกมาเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะการไม่อนุญาตให้นั่งรับประทานในร้านได้ ทำให้ร้านสุกี้ชื่อดังแห่งนี้ต้องปรับตัวในหลาย ๆ ด้าน

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นัทธมน พิศาลกิจวนิช” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ก่อตั้งร้าน “สุกี้ตี๋น้อย” ถึงการปรับตัวและกลยุทธ์การดำเนินงาต่อจากนี้ไป

“นัทธมน” เริ่มต้นการสนทนาว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และลากยาวมาถึงวันนี้ ตลอดจนมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของรัฐบาล ทำให้ สุกี้ตี๋น้อย ที่เน้นเปิดให้บริการในรูปแบบของบุฟเฟต์ต้องปรับตัวอย่างมาก การระบาดแต่ละครั้งทำให้ต้องปิดร้าน ปิดการให้บริการ พอสถานการณ์คลี่คลายก็กลับมาเปิดใหม่ เปิด ๆ ปิด ๆ เป็นช่วง ๆ เพื่อให้บริการสอดคล้องกับมาตรการของภาครัฐ

ปีที่ผ่านมาลูกค้าลดลงไปเกินครึ่ง แต่ก็ยังพอมีรายได้อยู่บ้าง สรุปปีที่ผ่านมามีรายได้ราว 1,200 ล้านบาท แต่การกลับมาระบาดในรอบ 2 รอบ 3 ยอมรับว่าผลกระทบที่ตามมาหนักมาก ล่าสุดการล็อกดาวน์แม้อาจจะไม่กระทบกับสุกี้ตี๋น้อย โดยตรงมากนัก เนื่องจากเราไม่มีสาขาอยู่ในห้าง หรือศูนย์การค้า เนื่องจากสุกี้ตี๋น้อยไม่มีบริการดีลิเวอรี่ หรือสั่งกลับบ้าน คำสั่งห้ามนั่งทานอาหารในร้าน จึงเท่ากับว่ารายได้เป็นศูนย์ จึงต้องปรับแผนหารายได้เพื่อประคับประคองธุรกิจ ด้วยการเพิ่มช่องทางขายดีลิเวอรี่เข้ามา

“ยอมรับว่าเป็นอะไรที่ยาก เพราะไม่เคยทำมาก่อน ทั้งในแง่ของการเข้าร่วมแพลตฟอร์มต่าง ๆ การพัฒนาเมนูเพื่อรองรับผู้บริโภคในช่องทางแบบนี้ ที่ต้องเน้นเรื่องราคาที่คุ้มค่า รวมถึงแผนการสต๊อกการบริหารวัตถุดิบ ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะประกาศมาตรการออกมา เราสต๊อกวัตถุดิบไว้มาก บางส่วนนำมาขายดีลิเวอรี่ได้ อะไรที่มีอายุสั้นต้องทิ้ง นั่นคือค่าใช้จ่ายที่ตามมา”

ผู้บริหารร้านสุกี้ตี๋น้อยบอกด้วยว่า สำหรับพนักงานที่ปัจจุบันมีประมาณ 2,000 คน บริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่อเดือนสูงเฉลี่ย 25 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากช่องทางปกติจะหายไปกว่า 70% แต่เนื่องจากสุกี้ตี๋น้อยอาจจะโชคดี ที่พอจะมีสภาพคล่องเก็บอยู่บ้าง ยืนยันว่าไม่มีนโยบายปลดหรือจ้างออก แต่จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เรื่องของโอที เบี้ยขยัน อาจจะต้องชะลอไว้ก่อน เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ ซึ่งจะต้องมีการสื่อสารให้พนักงานเข้าใจ

ตอนนี้ต้องปรับด้วยการให้สลับกันมาทำงาน ทั้งฝ่ายบริการหน้าร้าน และการซัพพอร์ตระบบหลังบ้าน วิธีนี้แม้ไม่เติบโตและขาดทุนบ้าง แต่ยังสามารถช่วยเหลือพนักงานได้

“ตอนนี้ต้องมอนิเตอร์ข่าวทุก ๆ ชั่วโมง เพราะประกาศของรัฐบาลมีผลต่อการทำงาน การตัดสินใจ โดยเฉพาะการสต๊อกวัตถุดิบที่เป็นของสดที่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เพราะต้องคุยกับซัพพลายเออร์ที่ส่งของให้ ในมุมมองผู้ประกอบการ หากทางการจะออกมาตรการอะไรมาควรมีการแจ้งล่วงหน้าบ้าง และต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจนเพื่อให้ธุรกิจเจ็บตัวน้อยที่สุด”

ผู้บริหารสุกี้ตี๋น้อยยอมรับว่า การปรับตัวครั้งนี้ต้องยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะช่องทางดีลิเวอรี่และการซื้อกลับบ้านยังเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับช่องทางปกติ ทำแล้วจะกำไรหรือขาดทุนก็ต้องยอมรับ ขณะเดียวกันในแง่ของการทำการตลาดก็จะต้องหากลยุทธ์ต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าที่จะสั่งไปทานที่บ้าน ซึ่งก็ไม่ง่าย เพราะโดยธรรมชาติของการกินแบบบุฟเฟต์นั้น ต้องนั่งกินในร้านจึงจะได้ปริมาณที่คุ้มค่ามากกว่า

จึงคิดเมนูสุกี้ขึ้นมาใหม่ 2 เซต ด้วยการนำเอาเมนูซิกเนเจอร์ อาทิ เนื้อวัว หมู ลูกชิ้น ซีฟู้ด ชุดผัก และน้ำจิ้ม เป็นชุดพร้อมทาน ราคาเริ่ม 129-210 บาท และมีเมนูอื่น ๆ ที่เป็นแบบ a la carte โดยยังคงคอนเซ็ปต์อร่อยคุ้มเหมือนมาทานที่ร้าน โดยขายผ่านหน้าร้านเป็นหลัก ส่วนดีลิเวอรี่ก็เข้าร่วมแฟลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้ง Gojek, Grab, Lineman เป็นต้น เป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า

อีกด้านหนึ่งก็สื่อสารและทำการตลาดผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก โดยมีการจัดกิจกรรมแจกของรางวัลเพื่อช่วยสร้าง engagement และช่วยสื่อสารแบรนด์ให้เข้าถึงฐานลูกค้าครอบคลุมมากขึ้น ตอนนี้มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคน และได้รับกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดี

สำหรับทิศทางในอนาคต “นัทธมน” ย้ำว่า อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปยังมีแผนจะขยายสาขาต่อเนื่อง จริง ๆ แล้วตามแผนเดือนกรกฎาคมนี้ต้องเปิด 1 สาขา และเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ปีนี้ คือ 10 สาขา โดยเฉพาะการมองไปตลาดในต่างจังหวัด ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมทานอาหารบุฟเฟต์ที่ราคาเข้าถึงง่าย แต่พอเจอสถานการณ์โควิดที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ จึงต้องกลับมาประเมินสถานการณ์วันข้างหน้าใหม่และต้องเลื่อนแผนออกไปก่อน หรือการขยายสาขาไปต่างจังหวัดก็จะต้องกลับมาดูความพร้อมในเรื่องของการขนส่ง โลจิสติกส์ก่อน ซึ่งก็คงไม่ใช่ปีนี้ ตอนนี้ต้องเน้นการประคับประคอง การบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

พร้อมกันนี้ “นัทธมน” ยังทิ้งท้ายด้วยว่า อยากจะขอให้ภาครัฐช่วยนำวัคซีนทางเลือกเข้ามา และเร่งฉีดให้เร็วและครอบคลุมที่สุด เพราะความเชื่อมั่นโดยรวมมีผลกับทุก ๆ ธุรกิจ และวัคซีนจะเป็นกุญแจที่ช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น อีกด้านหนึ่งเมื่อมีมาตรการล็อกดาวน์ การเยียวยาที่เกิดควรต้องเข้าถึงประชาชนและธุรกิจอย่างทั่วถึง

“ท้ายที่สุด สถานการณ์จะดีขึ้นหรือเลวร้ายลง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล เราได้แต่หวังว่าธุรกิจร้านอาหารคงไม่หนักไปมากกว่านี้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...