พี่-น้อง อายุห่างกันกี่ปีถึงจะดีที่สุด
ช่องว่างระหว่างวัยระหว่างลูกคนโตกับบรรดาน้องๆ นั้น มีส่วนสำคัญกับการเลี้ยงดูและความสัมพันธ์ระหว่างลูกๆ ไม่น้อย ซึ่งจำนวนปีที่ห่างกันก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ
และเพื่อเป็นไกด์ช่วยคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังวางแผนครอบครัว แม่มัมฯ เลยรวบรวมข้อดีข้อเสียของแต่ละวัยมาให้แล้วค่ะ
ต่ำกว่า 2 ปี
ข้อดี
- ผลการวิจัยพบว่า แม่ๆ ที่มีลูกวัยไล่เลี่ยกัน จะจัดการลูกๆ ได้ดีและไว เพราะเด็กๆ มีพัฒนาการที่ใกล้เคียงกัน เล่นของเล่นเหมือนกัน ชอบอะไรคล้ายๆ กัน และมีเพื่อนเล่นในวัยเดียวกันด้วย
2. ความห่างของอายุที่น้อย ทำให้ลูกคนโตไม่ค่อยอิจฉาน้อง แกล้ง หรือทะเลาะกัน อีกทั้งพี่กับน้องจะสนิทกันมากกว่าพี่น้องที่อายุห่างกันมากๆ ด้วย
3. พี่น้องที่อายุห่างกันน้อยจะมีความแตกต่างและเป็นตัวของตัวเองมากกว่า
ข้อเสีย
- การมีลูกอายุห่างกันน้อย อาจส่งผลเสียต่อคุณแม่ คือเสี่ยงเป็นโลหิตจาง คลอดก่อนกำหนด และเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เพราะนอกจากต้องอุ้มท้องเจ้าตัวเล็ก ยังต้องดูแลลูกน้อยวัยกำลังซนไปพร้อมๆ กันด้วย
2. หลังคลอด คุณแม่จะเหนื่อยมาก เพราะต้องดูแลลูกเล็กทั้งสอง ทำให้เสี่ยงเป็นซึมเศร้าหลังคลอด
3. ลูกคนที่สองเสี่ยงเป็นออทิสติกมากกว่า
4. ค่าใช้จ่ายสูง เพราะลูกๆ อยู่ในวัยที่ต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้พร้อมๆ กัน เช่น ผ้าอ้อม คาร์ซีท รถเข็น เป็นต้น
อายุห่าง 2-3 ปี
ข้อดี
- ระยะห่าง 2-3 ปี คือระยะห่างที่ดีที่สุดสำหรับการมีลูกคนที่สอง เพราะแม่ได้พักฟื้นและลดความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ได เช่น คลอดก่อนกำหนด ลูกน้ำหนักน้อย ความผิดปกติแต่กำเนิด เป็นต้น
2. ลูกคนโต สามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว รวมถึงนอนหลับได้ยาวมากขึ้น
3. ลูกคนเล็กสามารถใช้ของต่อจากพี่คนโตได้ ช่วยให้ประหยัดเงิน เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น
4. คุณแม่สามารถรับมือกับลูกเบบี๋ได้ดี มีความมั่นใจมากขึ้น เพราะมีประสบการณ์การเลี้ยงจากลูกคนโตมาแล้ว
5. เมื่อลูกเล็กโตขึ้น จะเล่นกับพี่ด้วยกันสนุกมากๆ
6. ลูกคนโตที่มีน้องอายุห่าง 2 ปีหรือมากกว่า มีแนวโน้มเก่งเรื่องการอ่านและคณิตศาสตร์
ข้อเสีย
- คุณแม่ต้องรับมือกับความงอแงของเบบี๋ และลูกวัยเตาะแตะไปพร้อมๆ กัน
2. ลูกคนโตจะอิจฉาน้องคนเล็ก ที่แม่สนใจแต่น้อง เพราะเขาอยู่ในช่วงพัฒนาการที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางพอดี และเรียกร้องความสนใจจากแม่ค่อนข้างมาก
3. ลูกคนโตที่มีน้องอายุห่าง 2 ปีหรือมากกว่า มีแนวโน้มที่จะมีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ มีปัญหาเรื่องการกิน และการนอน
อายุห่าง 3-4 ปี
ข้อดี
- ระยะห่างระหว่าง พี่-น้อง จำนวนนี้ ดีต่อคุณแม่และลูกมาก เพราะจัดการและรับมือได้ง่ายที่สุด
2. ลูกคนโตจะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เล่นคนเดียวได้ ไม่ติดแม่เหมือนวัยเตาะแตะ อีกทั้งไม่มีปัญหาเรื่องการนอนและการเข้าห้องน้ำด้วย แถมยังเข้าใจอาการเหนื่อยล้าและแพ้ท้องคุณแม่ได้ดีมากขึ้น
3. ลูกคนโต บางบ้านอาจเริ่มเข้าเรียนเนอร์สเซอรี่หรืออนุบาลแล้ว แม่ก็มีเวลาเลี้ยงลูกคนเล็ก ส่วนลูกคนโตก็มีกิจกรรมหรือเล่นสนุกกับที่โรงรียน ช่วยลดความอิจฉาระหว่างพี่น้องได้
4. อายุห่างกัน 4 ปี เหมาะสำหรับลูกคนโตที่สุด เพราะช่วยให้ลูกมีความภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น
ข้อเสีย
- คุณแม่มีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์มากถึง 4 เท่า และเสี่ยงว่าน้ำคร่ำจะแตกก่อนกำหนด
2. พอไม่ได้มีลูกมาหลายปี ทำให้คุณแม่ต้องปัดฝุ่นในการเลี้ยงดูลูกเบบี๋ใหม่อีกครั้ง อาจจะติดๆ ขัดๆ หลงๆ ลืมๆ ไม่ต่างจากแม่มือใหม่เลยทีเดียว รับมือกับการอดหลับอดนอน เลี้ยงลูกวัยเบบี๋ได้ยากกว่าเดิม
อายุห่าง 5 ปี หรือมากกว่า
ข้อดี
- ลูกคนโตสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดี เช่น ใส่เสื้อผ้าเองได้ เข้าห้องน้ำได้ หาขนมกินเองได้ โดยไม่ต้องให้คุณแม่ช่วย และยังไปโรงเรียนเต็มวัน ทำให้คุณแม่ได้เลี้ยงลูกเล็กได้อย่างเต็มที่
2. ยิ่งอายุห่างยิ่งดีต่อสถานะทางการเงินของครอบครัว คุณแม่ไม่ต้องมาเสียเงินค่าเทอมพร้อมๆ กัน สองคน
3. ลูกคนโตจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับน้อง สามารถเล่นด้วยกันได้ดี แถมช่วยเหลือซึ่งกันและได้ด้วย รวมถึงลูกคนเล็กจะมีทักษะการสื่อสารที่ดีมากขึ้น
ข้อเสีย
- คุณแม่มีความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และซึมเศร้าหลังคลอดมากขึ้น
2. คุณแม่อาจตั้งครรภ์ตอนอายุมาก ลูกจึงเสี่ยงเป็นดาวส์ซินโดรมมากขึ้น
3. คุณแม่อาจรู้สึกตัดขาดจากวงสังคมและกลุ่มเพื่อน เพราะต้องเลี้ยงลูกเล็ก
สรุปแล้ว ไม่ว่าคุณแม่จะวางแผนมีลูกกี่คนก็ตาม สุดท้ายแล้วไม่มีช่องว่างระหว่างวัยเท่าใดที่เพอร์เฟ็คต์ที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบ้าน ความพร้อมของร่างกายและจิตใจของพ่อแม่ รวมถึงสถานะทางการเงินของครอบครัว แต่เมื่อมีลูกแล้ว ก็เลี้ยงให้ดีที่สุดเท่าที่สี่มือ สองใจของพ่อและแม่จะทำได้นั่นเองค่ะ