รู้ไหม ก่อนจะเป็นสีน้ำเงิน “สีฟ้า” คือสีของชนชั้นสูงมาแต่โบราณ?
ในทางมานุษยวิทยาภาษานั้น “การแบ่งสี” นั้นเป็นประเด็นศึกษาเชิงเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรมเสมอ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ในแต่ละวัฒนธรรมมีคำเรียกสีไม่เหมือนกัน กล่าวคือมันไม่ใช่เรื่อง “ธรรมชาติ” เลยที่ระบบการแบ่งสีของมนุษย์จะเหมือนกันทั้งโลก
.
และสีเจ้าปัญหาที่สุดคือ “สีฟ้า” (blue) ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังพบว่าในหลายๆ ชนเผ่า ไม่มีคำเรียกสีฟ้า
.
และถ้าเราขุดลึกลงไปอีก จะพบว่า “สีฟ้า” เป็นสีที่หายากมากๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่แทบไม่ปรากฏในธรรมชาติ
.
ก่อนจะมีคำว่า “สีฟ้า”
โดยพื้นฐานมนุษย์จะมีคำเรียกสีตามสิ่งที่เห็นในธรรมชาติ และคำแรกๆ ที่เกิดก็คือสีขาวกับดำ สีที่ตามมาก็คือสีแดงที่เป็นสีของเลือด สีเหลือง สีเขียวที่เป็นสีของพืชต่างๆ ในธรรมชาติ
.
แต่มี “สีฟ้า” นี่แหละที่ไม่มีตามธรรมชาติ ไม่มีดอกไม้อะไร “สีฟ้า” ในธรรมชาติ และก็ไม่มีสัตว์อะไรที่ “สีฟ้า” เช่นกัน
.
ส่วน “ท้องฟ้า” หรือ “ท้องทะเล” น่ะเหรอ มีการบันทึกชัดเจนว่าคนสมัยโบราณไม่ได้มองเห็นมันเป็น “สีฟ้า” เช่นในบทประพันธ์คลาสสิกของโฮเมอร์ในยุคกรีกโบราณ มีการกล่าวถึงสีขาวและดำบ่อยมาก มีกล่าวถึงสีแดงและเหลืองประปราย แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏเลยคือ “สีฟ้า”
.
และถ้าไปดูข้อเขียนในยุคเดียวกัน ก็จะพบเลยว่า “สีฟ้า” เป็นสิ่งที่ไม่มีในสารบบ และ “ท้องฟ้า” และ “ท้องทะเล” จะถูกบรรยายเป็นสี “เหล็ก” และ “ทองแดง” มากกว่า
.
คือ “สีฟ้า” ไม่ใช่สีในสารบบของคนทั่วๆ ไป ดังนั้นมันเลยไม่มีคำเรียก และเอาจริงๆ อารยธรรมแรกๆ ที่สร้าง “สีฟ้า” ขึ้นมาได้คืออารยธรรมอียิปต์โบราณราวๆ 6,000 ปีก่อน และเทคนิคการผลิตสีแบบนี้ก็เลยเริ่มพัฒนามาตั้งแต่นั้น
.
ทั้งนี้ สีที่ “ผิดธรรมชาติ” นี้ก็แพงมากๆ ในการจะสร้าง และทำให้มันถูกจำกัดใช้อยู่แต่ในรั้วในวังหลายพันปี และนี่ก็เลยเป็นเหตุผลว่า “สีฟ้า” เลยเป็นสีของ “ชนชั้นสูง” มาจนถึงปัจจุบัน และก็เนื่องจากมันไม่ใช่สีที่คนทั่วๆ ไปจะเห็นได้บ่อย ดังนั้นมันก็เลยไม่มีคำเรียกสีนี้มาอย่างยาวนาน
.
ถามว่า ถ้าไม่มีคำเรียก แล้วเขาจะเรียก “สีฟ้า” นี้ว่าอะไร?
นักวิชาการยุคหลังค่อนข้างจะเห็นตรงกันว่า ก็น่าจะคล้ายๆ สังคมชนเผ่าบางสังคมที่ทุกวันนี้ก็ไม่มีคำว่า “สีฟ้า” และพวกเขาจะเห็น “สีฟ้า” เป็นเฉดหนึ่งของ “สีเขียว” และเรียกรวมเป็น “สีเขียว” ไปเลย
.
และความที่ “สีฟ้า” เป็นสีที่แพงมากๆ พวกจิตรกรในช่วงยุคกลางและสมัยใหม่ตอนต้นจะมีโอกาสใช้สีฟ้าได้ก็ต่อเมื่อพวกอภิชนที่อุปถัมภ์ซื้อให้เท่านั้น เรียกได้ว่าคนธรรมดาหมดสิทธิ์ และสีแบบนี้ก็จะถูกจำกัดไว้แต่ในรูปวาดที่สำคัญๆ เท่านั้น
.
หรืออีกนัยหนึ่งแล้ว “สีฟ้า” ถ้าไม่ได้อยู่บนเสื้อผ้าจริงๆ ของชนชั้นสูง มันก็จะไปปรากฏในรูปวาดที่แสดงถึงความหรูหราและยิ่งใหญ่ที่คนมีทรัพยากรเท่านั้นจะสร้างมันมาได้
.
ซึ่งเอาจริงๆ “ความแพง” ของ “สีฟ้า” ก็ขึ้นอยู่กับเฉดสีด้วย สีฟ้าแบบโคตรฟ้า ฝรั่งเขาจะมีคำเรียกว่าสี Ultramarine (คนไทยคงเห็นเป็นสี “น้ำเงิน”) และสีนี้แพงที่สุดในยุคเรเนซองส์ เนื่องจากต้องเอาหินหายากมาบดเพื่อให้ได้สีนี้ ซึ่งแพงขนาดไหน ก็เอาเป็นว่ายอดจิตรกรยุคนั้นอย่างไมเคิลแองเจโลไม่มีปัญญาจะซื้อมาใช้น่ะครับ
.
และความแพงของสีฟ้านี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนยุโรปเจอ “ชามสังคโลก” ลาย “สีฟ้า” ของจีนแล้วตื่นเต้นมาก เพราะในยุโรป “สีฟ้า” แบบนี้แพงมาก แต่ในจีน กลับเอามาทำเป็นชามใช้กินข้าวกัน และมันก็เลยทำให้ “ชามสังคโลก” กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของจีนไปยังยุโรปตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 ซึ่งแน่นอน คนมีปัญญาใช้ก็คือเหล่าชนชั้นสูงนี่เอง
.
“สีฟ้า” ของประชาชน
ในภาษายุโรป “สีฟ้า” เริ่มปรากฏในช่วงศตวรรษที่ 14 ก่อนมาเป็นคำที่ใช้ทั่วไปและสะกดว่า Blue แบบทุกวันนี้ในช่วงศตวรรษที่ 16
.
ซึ่งจริงๆ แล้วในช่วงนั้น “สีฟ้า ถึงจะเป็นสีที่แพงมากๆ เวลาอยู่ในรูปวาดหรือถ้วยชาม แต่ในแง่ของ “สีย้อมผ้า”ช่วงนั้นมันเริ่มเป็นสีปกติแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ มีการพยายามพัฒนาเฉดสีใหม่ๆ ที่แพงขึ้น เช่น Indigo ซึ่งก็คือ “สีคราม” ในภาษาไทยนั่นเอง
.
Indigo เป็นสีที่เกิดจากการย้อมด้วยสีธรรมชาติจากพืช และแพร่หลายพอสมควรในเอเชีย (ในไทยเราก็จะเห็นการย้อมสีนี้จาก “เสื้อม่อฮ่อม”) แต่ในยุโรป เราไม่รู้จักสีนี้กัน และพอมีการค้าและรู้จักสีนี้ มันก็เลยกลายเป็นของแพงหายากในยุโรป ไม่ได้ต่างจากพวกชามสังคโลก หรือพูดอีกแบบ ถ้า “สีฟ้า”ธรรมดาเป็นของ “ชาวบ้าน” ไปแล้ว ชนชั้นสูงก็เลยหนีไปใช้ “สีฟ้า”เฉดใหม่ๆ ที่ชาวบ้านใช้ไม่ถึงเพื่อแสดงชนชั้น และการใช้ Indigo เพื่อแสดงชนชั้นก็ชัดมากในช่วงศตวรรษที่ 17-18 ในยุโรป
.
และพอมาถึงศตวรรษที่ 19 เมื่อวิทยาศาสตร์ในแขนงเคมีเฟื่องฟูสุดๆ สิ่งหนึ่งที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาอย่างบ้าระห่ำก็คือ “สีฟ้า” ที่สมัยก่อนต้องได้มาจากวัตถุดิบธรรมชาติราคาแพง พอมาในยุคนี้ หลายๆ สีที่เคยแพงระดับคนที่อยากจะใช้ไม่มีปัญญาใช้ ก็ล้วนสามารถจะสังเคราะห์ขึ้นมาได้ในห้องแล็บแล้ว
.
และมันก็มี “บริษัทสารเคมี” จำนวนมากพร้อมจะผลิตสารพัดสีที่เกิดใหม่ขึ้นมาป้อนเข้าสู่ตลาดให้ใครมีเงินก็ซื้อได้ตามวิถีสังคมทุนนิยมที่เริ่มชัดเจนยุคนั้น
.
และนับแต่นั้นเป็นต้นมา คนก็เลยเริ่มลืมไปว่า “สีฟ้า” นั้นเคยเป็นสีหายากของมนุษยชาติ ที่ในอดีต มีแต่คนในรั้วในวังเท่านั้นจะมีปัญญาเข้าถึง
.
อ้างอิง
- Google Arts & Culture. The Secret History of the Color Blue. https://bit.ly/3dexhnY
- My Modern Met. The History of the Color Blue: From Ancient Egypt to the Latest Scientific Discoveries. https://bit.ly/3g6uM92
Artsy. The 6,000-Year History of Blue Pigments in Art. https://bit.ly/2PPies9 - IFlScience. Did Ancient People Really Not See The Color Blue? https://bit.ly/3sjZlLa
- Online Etymology Dictionary. Blue. https://bit.ly/3uMsjEV