แจ้ง 7 ข้อหา เจ้าของเต็นท์รถมือสอง หลังโดนร้องปัญหาเพียบ พบรถผิด 29 คัน เหยื่อแห่แจ้งความ
จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 บุกเข้าตรวจค้นเต็นท์รถมือสองแห่งหนึ่ง ย่านถนนกาญจนาภิเษก กทม. หลังมีผู้ร้องเรียนว่าเต็นท์รถดังกล่าวหลอกลวงผู้บริโภค เบื้องต้นพบว่ารถในเต็นท์มีทั้งหมด 83 คัน และพบว่ามีจำนวนหนึ่งมีปัญหา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
อ่านข่าว ตำรวจ 191 บุกค้นเต็นท์รถดังย่านกาญจนาภิเษก หลังโดนร้องเรียนปัญหาเพียบ
ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 22 ส.ค. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. ได้เดินทางไปที่เต็นท์รถดังกล่าว เพื่อสอบปากคำ น.ส.ทัศนีย์ เช้าเจริญประกิจ อายุ 38 ปี เจ้าของเต็นท์ด้วยตนเอง โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก่อนที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ จะเปิดเผยว่า จากการยึดรถในเต็นท์ทั้งหมดจำนวน 83 คัน ตรวจสอบพบรถยนต์ที่เข้าข่ายกระทำความผิดในเบื้องต้น จำนวน 23 คัน ประกอบด้วยรถที่ไม่ชำระภาษี 18 คัน และรถที่ไม่ติดแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีอีก 5 คัน นอกจากนั้นยังพบรถยนต์ 1 คัน ใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอม ซึ่งรถทั้งหมดนี้จะต้องตรวจสอบหาที่มาที่ไปอย่างละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง ว่าได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยต่ออีกว่า สำหรับคดีนี้ น.ส.ทัศนีย์ อ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ในเบื้องต้นมีผู้เสียหายกว่า 60 ราย ที่ร้องทุกข์มาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้จึงจำเป็นจะต้องทำการตรวจสอบ โดยทุกภาคส่วนที่เดินทางมาปฏิบัติงานในวันนี้จะต้องทำความจริงให้ปรากฏ แต่ในเบื้องต้นพบความผิดที่สามารถดำเนินการกับ น.ส.ทัศนีย์ เจ้าของเต็นท์ได้แล้ว จำนวน 7 ข้อหา ทั้งตามหมายจับ ตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค ตามประมวลกฎหมายอาญา ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ และ ตาม พรบ.ค้าของเก่า
“สำหรับข้อหาที่ถูกแจ้งความร้องทุกข์ คือ 1.เอาไปเสียซี่งเอกสารของผู้อื่น โดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน,ทำให้เสียทรัพย์ 2.ไม่มีฉลากสินค้าหรือมีฉลากแต่ฉลากสินค้านั้นไม่ถูกต้อง 3.เป็นผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้วไม่จัดให้มีหลักฐานการรับเงินที่ถูกต้อง 4.ฉ้อโกงประชาชน 5.ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม 6.นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และ 7.ค้าของเก่าโดยใบอนุญาตขาดอายุ ซึ่งผู้ต้องหารายนี้จะถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.หลักสอง ดำเนินการตามกฎหมาย และหากมีการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเพิ่มก็จะดำเนินการกับผู้นั้นด้วย” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าว
ต่อมาเมื่อเวลา 17.30 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ พร้อมคณะได้เดินทางไปที่ สน.หลักสอง หลังมีข้อมูลว่าผู้เสียหายที่ทราบข่าวต่างพากันเดินทางไปแจ้งความจำนวนมาก เบื้องต้นพบผู้เสียหายทั้งชายและหญิง รวม 13 คน พากันหอบเอกสารที่เกี่ยวข้องเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ทัศนีย์ เจ้าของเต็นท์รถ ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน
จากการสอบถาม น.ส.กัลยา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี อาชีพมัคคุเทศก์ หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนเดินทางไปจองรถยนต์มือสองยี่ห้อเชพโรเลต แคปติว่า จากเต็นท์ดังกล่าว โดยมี น.ส.ทัศนีย์ เป็นผู้รับเรื่อง ให้ตนวางมัดจำเอาไว้ จำนวน 5,000 บาท แต่พอถึงวันไปทำสัญญาซื้อและรับสินค้า รถคันที่เต็นท์นำมาให้กลับมีสเป็คไม่ตรงตามรุ่นที่ตกลงกันไว้แต่แรก ตนจึงขอเงินมัดจำคืนหลายครั้ง แต่ น.ส.ทัศนีย์ ก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้เงินคืน โดยอ้างว่าจะพยายามหารถรุ่นที่ตรงตามข้อตกลงมาให้ กระทั่งเห็นข่าวว่าตำรวจบุกเข้าจับ น.ส.ทัศนีย์ เอาไว้แล้วจึงตัดสินใจเดินทางมาแจ้งความกับตำรวจ