โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลาดหุ้นไทย โฟลว์ต่างชาติขายสุทธิต่ำสุดรอบ 7 เดือน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ส.ค. 2563 เวลา 11.44 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 10.53 น.

ตลาดหุ้นไทย เดือน ก.ค.สัญญาณเงินลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่ำสุดรอบ 7 เดือน ต่ำระดับหมื่นล้านบาทเดือนแรกอยู่ที่ 9,938 ล้านบาท ดัชนีปิดที่ 1,328.53 จุด ลดลง 0.8% จากเดือนก่อน และลดลง 15.9% จากสิ้นปีก่อน อยู่ในระดับที่สูงกว่า MSCI ASEAN ด้านกิจกรรมไอพีโอฟื้นหลังคลายโควิด คาดสิ้นปียังเข้าเป้า 30-40 บริษัท มูลค่าระดมทุนเฉลี่ยต่อปีรวม 2-2.5 แสนล้านบาท ภากร ชี้ผลปรับ ครม.ประยุทธ์ 2/2 ทำให้ความไม่ชัดเจนมีความชัดเจนขึ้น

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเดือน ก.ค.2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นเดือนที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเข้ามาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีน ที่เพิ่มขึ้น ความกังวลการระบาดของโรคโควิดระลอก 2 ในหลายประเทศทั่วโลก รวมไปถึงเริ่มมีการทยอยเปิดตัวเลขทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ไตรมาส 2 และการรายงานผลประกอบการของบริษัทต่างๆ อย่างไรก็ดีดัชนีหลักทรัพย์ไทย (SET INDEX) ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก สิ้นเดือน ก.ค.ดัชนีปิดที่ 1,328.53 จุด ลดลง 0.8% จากเดือนก่อน และลดลง 15.9% จากสิ้นปีก่อน ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่า MSCI ASEAN ที่ลดลง 19.4% จากสิ้นปีก่อน

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรมเทียบกับสิ้นปี พบว่า มีบางอุตสาหกรรมปรับตัวดีกว่า SET INDEX โดยรวม ซึ่งมี 2 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น (YTD) อยู่ในแดนบวก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค และในบางหมวดธุรกิจที่ได้รับอานิสงค์จากการฟื้นตัวหลังเริ่มมีการคลายการล็อคดาวน์ อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ นอกจากนี้เป็นเดือนแรกที่เริ่มเห็นสัญญาณหุ้นกลุ่มขนาดกลางและเล็กที่อยู่นอก SET100 และ mai ที่เริ่มได้รับอานิสงส์หลังมาตรการคลายล็อกดาวน์ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น

ด้านมูลค่าการซื้อขาย(วอลุ่ม) เฉลี่ยต่อวันรวมใน SET และ mai อยู่ที่ 64,010 ล้านบาทต่อวัน อยู่ในระดับเทียบเท่าที่เทียบเท่ากับปีก่อน ส่งผลให้ (YTD) ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 มีวอลุ่มต่อวันรวมอยู่ที่ 67,972 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนักลงทุนรายย่อยยังคงมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 อยู่ที่ 48.03% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังเป็นการขายสุทธิตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) อยู่ที่ 225,674 ล้านบาท แต่หากดูในแต่ละเดือนการขายของนักลงทุนต่างชาติทยอยลดลงต่อเนื่อง ในเดือน พ.ค.มีการขายสุทธิ 31,580 ล้านบาท ต่อมาในเดือน มิ.ย.ขายสุทธิ 22,381 ล้านบาท และในเดือน ก.ค.เป็นเดือนแรกที่มูลค่าขายสุทธิต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือนอยู่ที่ 9,938 ล้านบาท

นอกจากนี้ในเดือน ก.ค.เริ่มมีกิจกรรมไอพีโอ (IPO) กลับมาอีกครั้งหลังจากหยุดไปจากช่วงโควิด-19 โดยมีหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนซื้อขายใหม่ 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ 1.บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (STGT) และ 2.บมจ.ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี (SICT) มีมูลค่าระดมทุนรวม 15,043 ล้านบาท อีกทั้งมีมูลค่าการซื้อขายรวม 81,441 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6.46% ของมูลค่าการซื้อขายรวมของเดือนนี้ ซึ่งโดยภาพรวมแล้วตลาดหุ้นไทยยังครองแชมป์ในอาเซียนและกลับมาค่อนข้างเร็ว

“หุ้นไอพีโอที่เข้ามาในช่วงนี้ราคาร้อนแรง เป็นเพราะเป็นหุ้นที่สอดคล้องวิถีใหม่หลังโควิด อย่าง STGT ก็เป็นผู้ประกอบการถุงมือยางของสาธารณสุข หรือจะเป็นทั้ง SICT และ IIG ที่เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่ประเทศไทยกำลังต้องการ”

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวว่า การระดมทุนในบริษัทจดทะเบียนหรือ IPO ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จะมีเข้ามาประมาณ 30-40 บริษัท และมีขนาดเฉลี่ยต่อปีรวม 2-2.5 แสนล้านบาท แต่สำหรับปีนี้อาจจะมีการดีเลย์ในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าไอพีโอจากนี้ไปเริ่มตั้งแต่ไตรมาสนี้ก็คงจะมีออกมาอย่างต่อเนื่องตามโฟลว์ที่เข้ามาขอจดทะเบียนที่สำนักงาน ก.ล.ต. และคาดว่าจะเข้ามาโดยเฉลี่ยประมาณเท่าเดิม

เทรนด์การระดมทุนช่วงนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละบริษัทมีการขยายตัวต้องการเงินทุนมากน้อยแค่ไหน อาจจะเห็นบางอุตสาหกรรมที่เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเข้ามาระดมทุน เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ New Normal World หรือจะเป็นธุรกิจแบบ traditional อาทิ บรรจุภัณฑ์ ขนส่ง โลจิสติกส์ เป็นต้น

ปัจจุบันตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) มีมูลค่าไอพีโอเข้ามา 333,302 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการระดมทุนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในแต่ละปีไปแล้วจากหุ้นขนาดใหญ่ CRC เพียงแต่จำนวนดีลอาจจะยังไม่มากเท่าในแต่ละปีก่อนหน้านี้ที่มีการเข้ามาระดมทุน อย่างไรก็ดีช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นดีลไอพีโอที่มีหลากหลายขนาด หลายอุตสาหกรรมเข้ามามากขึ้น

ส่วนประเด็นการปรับ ครม.ประยุทธ์ 2/2 ทั้งคณะรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ทำให้ความไม่ชัดเจนมีความชัดเจนขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นบุคคลที่เข้ามารับตำแหน่งเห็นได้ชัดเจนว่ามีประสบการณ์ตรงกับตำแหน่งที่ได้เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งจะช่วยเรื่องความมั่นใจในการบริหารประเทศต่อไปได้ ประกอบการมีการแต่งตั้งผู้ว่า ธปท.คนใหม่ จะทำให้เห็นทีมที่เข้ามาเป็นทีมที่เรามั่นใจและไว้ใจ

“ตอนนี้ภาคเศรษฐกิจกำลังมีการปรับตัว ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลประกอบการ บจ.ไตรมาส 2 ได้รับรู้ตั้งแต่ไตรมาส 1 แล้วและค่อยๆ ซึมซับมาแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ต้องติดตามคือการฟื้นตัวจะเป็นอย่างไรของแต่ละภาคอุตสาหกรรมแต่ละประเทศ จะช้าหรือเร็วเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าภาพในไตรมาส 2”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...