โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลัทธิอนาคตวงศ์ : ต้นตอการตัดหัว-เผาตัวถวายเป็นพุทธบูชา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ธ.ค. 2566 เวลา 03.50 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2566 เวลา 17.07 น.
บุญเรือง นก ลัทธิอนาคตวงศ์

“ลัทธิอนาคตวงศ์” : ต้นตอการตัดหัวเผาตัวถวายเป็นพุทธบูชาสมัย “กรุงศรีอยุธยา”

จากข่าวอดีตพระสงฆ์จากจังหวัดหนองบัวลำภู สร้างกิโยตินเพื่อตัดหัวตัวเองถวายเป็นพุทธบูชา จนสร้างความแปลกประหลาดปนสยองขวัญให้กับคนไทยไม่น้อย แต่เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ย้อนกลับไปในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อกว่า 200 ปีก่อน ก็เคยมีหลายคนกระทำเรื่องในทำนองดังกล่าวเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเช่นกัน

ในบทความ “ลัทธิอนาคตวงศ์ : พุทธศาสนาประชานิยมยุคต้นรัตนโกสินทร์” ในวารสารดำรงวิชาการ (ปีที่ 8 ฉบับที่ 2) เขียนโดยศรัณย์ ทองปาน ได้ยกเหตุการณ์การบูชา “ด้วยเลือดด้วยเนื้อ” ของตน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และอธิบายถึงสาเหตุที่มาของคติความเชื่อดังกล่าวไว้

บุคคลหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ “นายบุญเรือง” เผาตัวตายที่วัดอรุณฯ ในสมัยรัชกาลที่ 1 ราว พ.ศ. 2333 โดย นายบุญเรือง, นายทองรัก และขุนศรีกัณฐัศ สามสหายผู้มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา พากันไปยังพระอุโบสถวัดครุทธาราม ตั้งสัตยาธิฐานเสี่ยงดอกบัวอ่อนคนละหนึ่งดอก บูชาพระพุทธเจ้าว่า“ถ้าผู้ใดจะสำเรจแก่พระโพธิญาณในอนาคตกาลแล้ว ขอให้ดอกบัวของผู้นั้นจงบานเหนประจักษโดยแท้” วันรุ่งขึ้นปรากฏว่าดอกบัวของนายบุญเรืองบานเพียงดอกเดียว เช่นนั้นนายบุญเรืองจึงมุ่งถวายชีวิตของตนเพื่อพระพุทธศาสนา

พงศาวดารบันทึกเหตุการณ์ต่อจากนั้นว่า “ตั้งแต่นั้นมานายบุญเรืองก็มาอาไศรยอยู่ที่การเปรียญเก่า ณ วัดแจ้ง ตั้งสมาทานพระอุโบสถศีลฟังพระธรรมเทศนา เอาสำลีชุบน้ำมันเปนเชื้อพาดแขนทั้งสองค่างจุดเพลิงบูชาต่างประทีบทุกวัน ๆ ครั้งถึง ณ วันศุกร์ เดือนสาม ขึ้นแปดค่ำ เวลากลางคืนประมาณทุ่มเสศ นายบุญเรืองฟังพระธรรมเทศนาจบแล้ว ก็นุ่งห่มผ้าชุบน้ำมันเดินออกมาน่าการเปรียญ นั่งพับเพียบพนมมือตั้งสติรักษาจิตรระงับสงบดีแล้วจุดเพลิงเผาตัวเข้า เมื่อเปลวไฟวูบท่วมตัวนั้น นายบุญเรืองร้องประกาศแก่คนทั้งปวงว่าสำเรจความปราฐนาแล้ว…”

ขณะที่นายบุญเรืองกำลังเผาตัวตาย ปรากฏว่ามีคนยืนดูประมาณ 500-600 คน เศษ บ้างก็ร้องสาธุการ บ้างโยนผ้าเข้าไปในกองไฟเพื่อเป็นการบูชา เมื่อไฟสงบลงจึงนำศพใส่โลงและสวดพระอภิธรรม 3 คืน เสร็จจึงนำไปฌาปนกิจที่ทุ่งนาวัดหงษ์ มีเรื่องเล่าต่อว่าเมื่อเผาศพนั้น ปลาในท้องนาประมาณ 11-12 ตัว กระโดดเข้ามาตายในกองไฟด้วย และเมื่อไฟดับก็เห็นอัฐิของนายเรืองเป็นสีเขียว ขาว เหลือง ขาบ สร้างความแปลกประหลาดให้กับผู้คน จนที่สุดจึงนำอัฐิใส่โกศนำเก็บไว้ที่วัดอรุณฯ

หลังจากเหตุการณ์นายบุญเรืองเผาตัวตายที่วัดอรุณฯ อีก 27 ปีต่อมา ใน พ.ศ. 2360 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 “นายนก” ผู้มีความมุ่งหมายที่จะบรรลุเป็นพระโพธิญาณอีกคนหนึ่ง ก็ได้กระทำการเผาตัวตาย ณ สถานที่แห่งเดียวกันนี้เอง และภายหลังได้มีการสร้างรูปนายบุญเรืองและนายนกเป็นหินสลักไว้ที่วัดอรุณฯ พร้อมกับสร้างจารึกบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมด

จากเหตุการณ์ทั้งสองนี้ ศรัณย์ ทองปาน อธิบายไว้ว่ามีสาเหตุมาจากคติความเชื่อเรื่อง “พระอนาคตวงศ์” ซึ่งแพร่หลายตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา มาแล้ว พระอนาคตวงศ์หรือที่เรียกในคัมภีร์ว่า “ทสโพธิสัตตุนิทเส” หรือ “ทศโพธิสัตตุปัตติกถา” สันนิษฐานว่ารจนาขึ้นในอาณาจักรล้านนา มีเนื้อหาว่าด้วยพุทธประวัติของพระอนาคตของพระพุทธเจ้า 10 พระองค์

พระพุทธเจ้าเหล่านั้นล้วนมีชาติกำเนิดที่แตกต่างหลากหลาย บ้างเป็นกษัตริย์ บ้างเป็นขุนนาง บ้างเป็นสัตว์เดรัจฉาน หากแต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะร่วมกันคือ การบำเพ็ญกุศลในระดับอุกฤษฎ์ (ระดับสูงสุด) ด้วยความเด็ดขาดและรุนแรง เช่น เชือดศีรษะหรือจุดไฟไว้บนศีรษะเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา, ยอมถูกประหารชีวิตเพื่อให้ได้ถวายไทยทานแก่พระพุทธเจ้าก่อนผู้ใด, ยกโอรสธิดาให้ยักษ์กินเป็นทาน หรืออย่างในพระชาติที่เป็นพญาช้าง ก็อุทิศงาข้างหนึ่งสร้างโลง อีกข้างทำเป็นแจกัน และใช้ศีรษะเป็นที่ประชุมเพลิงศพของพระอรหันต์

เรื่องพระอนาคตวงศ์ ได้ส่งผลให้ผู้คนในยุคนั้นยึดถือเอาการสละชีวิตเพื่อบูชาพระรัตนตรัย แลกเอาพระนิพพาน คงถือเป็นบุญกิริยาอันใหญ่หลวง และเป็นเรื่องน่าเลื่อมใสศรัทธา นอกจากกรณีของนายบุญเรืองและนายนก ปรากฏว่ายังมีเหตุการณ์ทำนองนี้อีก เช่น มีสตรีบางคงไปสักการะพระพุทธบาทที่สระบุรี นำน้ำมันเทลงในอุ้งมือ ปั้นดินเป็นขาหยั่งร้อยด้ายตั้งกลางใจมือ จุดไฟแทนตะเกียงบูชาพระพุทธบาท ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกันกับการกระทำของนายบุญเรืองที่ว่า“เอาสำลีชุบน้ำมันเปนเชื้อพาดแขนทั้งสองค่างจุดเพลิงบูชาต่างประทีบทุกวัน ๆ”

ไม่เพียงแต่ชาวบ้านสามัญชน ในหมู่ชนชั้นสูงก็มีเรื่องทำนองนี้เช่นกัน นั่นคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 1 ดังมีบันทึกว่า ช่วงบั้นปลายพระชนม์ทรงพระประชวรหนัก เสด็จฯ มาวัดมหาธาตุ รับสั่งจะนมัสการลาพระพุทธรูป แล้วทรงพยายามเอาพระแสงแทงพระองค์เองเพื่อถวายพระ แต่มีผู้เข้าห้ามและแย่งพระแสงไปได้ทันเสียก่อน

บำเพ็ญ ระวิน ผู้รวบรวม “ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร์ ภาค 3 พระอนาคตวงศ์” กล่าวไว้ว่า “อนาคตพุทธะทำให้ผู้ที่มีศรัทธานำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นและเข้าสู่โพธิญาณ กลายเป็นความจงรักภักดี จนกลายเป็นลัทธิไปก็มี” ขณะที่ ศรัณย์ ทองปาน กล่าวว่า“ความศรัทธาในพระอนาคตพุทธเจ้านี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นพุทธศาสนา ‘ลัทธิอนาคตวงศ์’ ซึ่งน่าจะเป็นพุทธศาสนากระแสหลัก หรือเป็นพุทธศาสนา ‘ประชานิยม’ (Popular Buddhism) ยุคต้นรัตนโกสินทร์”

ศรัณย์ ทองปาน อธิบายว่าคติความเชื่อจาก“ลัทธิอนาคตวงศ์” เข้มข้นมากในสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงตำหนิและประกาศเตือนถึงผู้คนที่ยังยึดคติความเชื่อนี้ว่าไม่ควรกระทำเป็นอันขาด ดังความว่า

“ได้ฟังคำเล่าลือ แลได้ฟังพระสงฆ์บางรูปที่ไม่ได้เล่าเรียนศึกษาพระไตรปิฎกธรรมให้รู้จริงมาเทศนาเลอะ ๆ ลาม ๆ ใกล้จะเสียจริต พรรณาสรรเสริญว่าเป็นบุญเป็นกุศลมาก แล้วหลงใหลเห็นตามไป เหมือนอย่างเผาตัวบูชาพระรัตนตรัยแลเชือดคอเอาศีรษะบูชาพระ เชือดเนื้อรองเลือดใส่ตะเกียงตามบูชา…

ตั้งแต่นี้สืบไปอย่าให้ใครเผาตัวบูชาพระ ตัดศีรษะบูชาพระ เชือดเนื้อรองโลหิตตามตะเกียงบูชาพระเลยเป็นอันขาด เพราะว่าเปนการขัดต่อราชการแผ่นดิน… ผู้ซึ่งได้รู้เห็นแลจะนิ่งดูดายเสียไม่ห้ามปราม หรือจะพลอยเห็นว่าได้บุญได้กุศลนั้นไม่ได้ ถ้าผู้ใดได้รู้เห็นแล้วดูดายเสีย ไม่ว่ากล่าวห้ามปรามแย่งชิงเครื่องศัสตราวุธ… จะให้ผู้นั้นเสียเบี้ยปรับตามรังวัด…”

ในสมัยรัชกาลที่ 4 นี้เองที่แนวคิดหรือกระแส “เหตุผลนิยม” ของพุทธศาสนาสมัยใหม่แบบธรรมยุติกนิกายแพร่หลาย ทำให้“ลัทธิอนาคตวงศ์” ลดความสำคัญลงไป แต่มิได้หายไปจนหมดสิ้น ยังทิ้งร่องรอยและแพร่หลายอยู่บ้างในบางท้องถิ่น กระทั่งต่อมาในยุคหลัง คติความเชื่อดังกล่าวก็ถูกลืมเลือนและหมดความสำคัญลงสิ้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 เมษายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...