โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ยุวกษัตริย์ รัชกาลที่ 5" ความไม่แน่นอนการสืบราชสมบัติ การเมืองใต้อำนาจ "สมเด็จช่วง"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 ส.ค. 2565 เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 27 ส.ค. 2565 เวลา 00.47 น.
ภาพประกอบข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์กรุงปารีส เมื่อเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์เสวยราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 5 โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ (เอกสารต้นฉบับของสะสม คุณไกรฤกษ์ นานา)

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 มีกิจกรรมสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา หัวข้อ “ยุวกษัตริย์ รัชกาลที่ 5” โดยศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เป็นวิทยากร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชัชพล ไชยพร ดำเนินการเสวนา จัดเมื่อเวลา 13.30-16.30 ณ ห้องโถงมติชนอคาเดมี (ชมคลิปการเสวนาท้ายเรื่อง)

สำหรับข้อมูลเบื้องต้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ทรงได้รับการศึกษาทั้งแบบสมัยใหม่และตามแบบโบราณ คือทรงเรียนวิชายุทธศาสตร์โบราณทั้งหลาย เช่น วิชาบังคับช้าง บังคับม้า ขณะเดียวกันก็ทรงเรียนวิชาภาษาอังกฤษกับแหม่มแอนนาเช่นกัน ขณะที่วิชาการเมืองการปกครองต่าง ๆ ก็มีรัชกาลที่ 4 เป็นผู้ทรงสอนด้วยพระองค์เอง การณ์นี้จึงคล้ายว่า รัชกาลที่ 4 ทรง “วางแผน” ให้รัชกาลที่ 5 เป็นพระมหากษัตริย์สืบไปเบื้องหน้าอย่างนั้นหรือ แท้จริงแล้วอาจมิได้เป็นอย่างนั้น?

อ. ธงทอง อธิบายว่า การสืบพระราชสมบัตินับแต่โบราณมาล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งมีความผันแปรและไม่แน่นอนซึ่งเห็นได้จากกรณีการถวายพระราชสมบัติให้รัชกาลก่อน

“พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ท่านมีความคิดชัดเจนมากเลย ว่าการเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่ใช่เรื่องของการสืบราชย์สมบัติหรือเรื่องของสวรรค์มอบให้เป็น แต่ว่าเป็นเพราะ… เจ้านายและขุนนางยอมให้เป็น… การเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ท่านมีประสบการณ์มาตั้งแต่รอบแรกที่ท่านไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ได้เป็นเพราะเจ้านายและขุนนางไม่ให้เป็น” อ. ธงทองกล่าว

และเนื่องด้วยบริบทแล้ว หากรัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะ “วังหน้า” และเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 จะต้องได้ครองราชย์ก่อนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทำให้รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พระราชวังนันทอุทยาน” ขึ้น มีพระราชดำริว่าเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว และหากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระองค์ พระราชโอรสพระราชธิดามิอาจประทับอยู่ในวังหลวงต่อไปได้ จึงมีพระราชดำริให้มาประทับที่พระราชวังนันทอุทยาน

แต่เหตุการณ์นั้นมิได้เป็นดังที่ตั่งพระทัยไว้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเสียก่อน

แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จในการสืบราชสมบัติ แต่ อ. ชัชพล ชี้ว่า รัชกาลที่ 4 ทรงมุ่งหวังที่จะให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ครองราชย์ต่อจากพระองค์ สะท้อนจากในพระราชพิธีโสกันต์สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนพระราชยานคานหาม ซึ่งเป็นพระราชยานสำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น แทนที่จะประทับพระราชยานกงสำหรับเจ้านายชั้นพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า

นอกจากนี้ ในพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเรื่องตอนหนึ่งที่เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า รัชกาลที่ 4 หมายมอบพระราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ความว่า

“เวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งให้เลื่อนกรมเจ้านายครั้งนั้น เสด็จประทับที่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อทรงสั่งแล้วมีพระราชดำรัสให้หาเจ้านายทั้ง 4 พระองค์นั้นเข้าไปเฝ้า ณ ที่รโหฐานตรงหน้าพระพุทธรูป แล้วมีพระราชดำรัสว่าจะทรงปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระมหามณีรัตนปฎิมากรว่า เจ้านายซึ่งจะเป็นกรมขุน 4 พระองค์นี้ ถ้าใครได้ครองราชย์สมบัติต่อไปจะไม่ทรงรังเกียจเลย เจ้านาย 3 พระองค์ ต่างกราบทูลถวายปฏิญาณว่ามิได้ทรงคิดมักใหญ่ใฝ่สูง ตั้งพระหฤทัยแต่จะสนองพระเดชพระคุณช่วยทำนุบำรุงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอให้ได้รับราชสมบัติสืบไป”

เจ้านาย 4 พระองค์นั้นคือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ์, พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ, พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมขุนพินิตประชานาถ

กระทั่งเมื่อความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้น เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงประชวรด้วยไข้ป่าหรือมาลาเรียหลังจากเสด็จหว้ากอเพื่อทอดพระเนตรเหตุการณ์สุริยุปราคาตามที่ได้ทรงคำนวณไว้อย่างแม่นยำ ขณะที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ก็ประชวรโรคเดียวกันด้วย ครั้นเมื่อรัชกาลที่ 4 คงทราบพระทัยดีว่าจะทรงมีพระชนม์อยู่ได้อีกไม่นาน จึงทรงเรียกเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มาปรึกษาเกี่ยวกับกิจการในภายภาคหน้า ทรงมีพระราชดำรัสให้ถวายพระราชสมบัติแก่บุคคลที่เหมาะสมตามสมควร แต่มิได้กำชับโดยตรงว่าให้ถวายพระราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ และเสด็จสวรรคต วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411

และเมื่อนั้นก็ถึงการณ์แห่งความทุกข์ยากของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ยุวกษัตริย์ในพระชนมายุเพียง 15 พรรษา

เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เสด็จมาถวายน้ำสรงพระบรมศพก็มิได้ถวายเพราะทรง “เป็นลม” เสียก่อนจนต้องกลับไปประทับที่พระตำหนักสวนกุหลาบ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ประชวรหนักจนเป็นที่กังวลว่าจะเสด็จสวรรคตอีกพระองค์หนึ่งหรือไม่ จนคุณหญิงพัน ภรรยาของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ถึงกับออกปากพูดว่า “นี่พ่อจะอยู่ไปได้อีกสักเท่าไหร่?”

ต่อมาเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้เรียกประชุมเจ้านายและขุนนางเพื่อคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมจะครองราชย์สืบต่อ ผลคือในที่ประชุมเห็นควรเป็นเอกฉันท์ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ถัดไป จากนั้นได้ปรึกษาการเลือก “วังหน้า” ซึ่งได้ลงความเห็นว่าควรถวายบวรราชสมบัติแด่ พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ

แต่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพทรงไม่เห็นด้วยเพราะผู้ที่จะแต่งตั้ง “วังหน้า” ได้คือพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ไม่พอใจ ถามว่า “ที่ไม่ยอมนั้นอยากเป็นเองหรือ” พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพจึงตรัสตอบว่า“จะให้ยอมก็ต้องยอม” การประชุมจึงเป็นอันตกลงกัน และหลังจากนั้นก็เป็นที่เล่าลือกันว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพไม่เสด็จออกจากวังที่ประทับของพระองค์อีกเลยเนื่องจากการปะทะกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ในครั้งนี้

อ. ธงทองได้ยกความจากพระนิพนธ์ของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร มาอธิบายถึงอำนาจของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่า “…อันที่จริงน่าจะเชื่อได้ว่า ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินมิได้คิดมุ่งร้ายต่อต่อพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระเยาว์อยู่ แต่เนื่องด้วยครองอำนาจการเมืองไว้ในเมืองเป็นเวลานาน จึงเป็นการยากที่จะยอมสูญเสียความเป็นใหญ่นั้นไปแม้แต่เพียงส่วนน้อย ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินนั้นมีความเฉลียวฉลาดมาก…เป็นรัฐบุรุษที่มีเล่ห์เหลี่ยมสุขุมมาก…”

อ. ธงทองตั้งข้อสังเกตว่า การที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศเป็นวังหน้านั้น เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว เพราะหากรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคตได้ไม่นานจากได้รับพระราชสมบัติ จะไม่มีผู้ที่เหมาะสมไปกว่านี้เพราะพระราชโอรสพระองค์อื่นในรัชกาลที่ 4 ยังทรงพระเยาว์มาก

เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงครองราชย์โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการนั้น พระองค์ทรงเล่าถึงความยากลำบากเมื่อต้นรัชกาล ตามความในพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ความว่า

“ในเวลานั้น อายุพ่อเพียง 15 ปีกับ 10 วัน ไม่มีมารดา มีญาติฝ่ายมารดาก็ล้วนแต่โลเลเหลวไหลก็มิได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งราชการอันใดเป็นหลักฐาน ฝ่ายญาติข้างพ่อ คือเจ้านายทั้งปวงก็ตกอยู่ในอำนาจสมเด็จเจ้าพระยา และต้องรักษาตัวรักษาชีวิตอยู่ด้วยกันทั่วทุกองค์ ที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อการอันใดเสียก็มี โดยมากฝ่ายข้าราชการถึงว่ามีผู้ที่ได้รักใคร่สนิทสนมอยู่บ้าง ก็เป็นแต่ผู้น้อยโดยมาก ที่เป็นผู้ใหญ่ไม่มีกำลังสามารถอาจจะอุดหนุนอันใด

ฝ่ายพี่น้องซึ่งร่วมบิดาหรือที่ร่วมทั้งมารดาก็เป็นเด็กมีแต่อายุต่ำกว่าพ่อลงไปไม่สามารถจะทำอะไรได้ทั้งสิ้น ส่วนตัวพ่อเอง ยังเป็นเด็กอายุเพียงเท่านั้น ไม่มีความสามารถรอบรู้ในราชการอันใดที่จะทำการตามหน้าที่แม้แต่เพียงเสมอเท่าที่ทูลกระหม่อมทรงประพฤติมาแล้วได้ ยังซ้ำเจ็บเกือบจะถึงแก่ความตายอันไม่มีผู้ใดสักคนเดียว ซึ่งจะเชื่อว่ารอด ยังซ้ำถูกอันตรายอันใหญ่คือทูลกระหม่อมเสด็จสวรรคตในขณะนั้นเปรียบเหมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมติกษัตริย์ เหลือที่จะพรรณนาถึงความทุกข์อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านั้น

และความหนักของมงกุฎอันเหลือที่คอจะทานไว้ได้ ทั้งมีศัตรูซึ่งมุ่งหมายอยู่โดยเปิดเผยรอบข้าง ทั้งภายในภายนอกหมายเอาทั้งในกรุงเองและต่างประเทศ ทั้งโรคภัยในกายเบียดเบียนแสนสาหัส”

แต่พระองค์ก็สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ความยากลำบากเหล่านั้นมาได้ โดยสรุปได้ว่า ทรงเริ่มจากการรักษาพระองค์ให้หายประชวรเสียก่อน ทรงปฏิบัติพระองค์ด้วยความจริงใจต่อเจ้าจอมทั้งหลายรวมถึงบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ที่เป็นพระเจ้าน้องยาเธอพระเจ้าน้องนางเธอต่าง ทรงไม่คิดถึงเรื่องเก่าแต่ความหลังที่เคยมีปัญหา ทรงอ่อนน้อมต่อพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ ทรงยกย่องพระบรมวงศานุวงศ์ให้มีวาสนาเสอมความดีที่ได้กระทำ หากกระทำผิดก็ต้องว่าตามความผิด ทรงดูแลข้าราชการทั้งหลายทั้งปวง และทรงไม่อาฆาตผู้ที่วางตนเป็นศัตรูต่อพระองค์

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2413 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา และในปีถัดมาเสด็จประพาสอินเดีย ซึ่งการเสด็จประพาสทั้งสองครั้งได้มอบแรงบันดาลพระทัยหลายประการจากธรรมเนียมและวิทยาการของชาวตะวันตก ซึ่งได้ทรงนำมาปรับใช้ในสยามหลายอย่าง เช่น เครื่องแต่งกาย (สีกากีและราชประแตน) กิจการรถไฟ การชลประทาน การรับประทานอาหารบนโต๊ะ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะการเมืองและการปกครองที่ทรงพยายามปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้าน

กระทั่งเมื่อทรงผนวชและได้ลาสิกขาบท ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 พระองค์ก็มิได้มีฐานะเป็น “ยุวกษัตริย์” อีกต่อไป ซึ่งเมื่อถึงเวลานี้เป็นเวลาอันสุกงอมที่จะทรงปกครองบ้านเมืองด้วยพระองค์เองแล้ว และจะทรงนำประเทศสู่การเป็นรัฐสมัยใหม่ในการต่อกรกับจักรวรรดินิยมตะวันตกที่เป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงต่อสยาม

ช่วงท้ายของการเสวนา คำถามจากผู้เข้าร่วมเสวนาถามว่าอำนาจของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์หลังรัชกาลที่ 5 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เป็นอย่างไร อ. ธงทองตอบว่า เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้พยายามผ่อนภาระของท่านลงไป แต่ไม่ได้ละทิ้งแต่ทีเดียว เพราะเมื่อมีเหตุวิกฤตการณ์วังหน้า รัชกาลที่ 5 ก็มีหนังสือส่งมาแจ้งข่าวและปรึกษากับท่านอยู่ ท่านผ่อนภาระโดยการมาพำนักที่จังหวัดราชบุรี เพราะหากอยู่ในกรุงเทพฯ ก็คงหนีไม่พ้นผู้คนที่ไปมาหาสู่ท่านอย่างเสมอ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

คลิกชมการเสวนาช่วงที่ 1

คลิกชมการเสวนาช่วงที่ 2

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 กันยายน 2562

youtube
youtube
youtube
youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...