โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใจไม่แข็งอย่าดู! เทคโนโลยีวีอาร์ช่วยพาแม่ ‘กลับมาพบหน้า’ ลูกสาวที่ตายจากไปอีกครั้ง

The Bangkok Insight

อัพเดต 23 ก.พ. 2563 เวลา 03.28 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. 2563 เวลา 03.28 น. • The Bangkok Insight

การเผชิญกับความโศกเศร้าเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจ แต่เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นในชีวิตจริง และหากเป็นการสูญเสียลูกที่ยังอยู่ในวัยเด็ก ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากเกินจะทำใจได้

คุณแม่คนหนึ่งในเกาหลีใต้ ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง (virtual reality) หรือวีอาร์ ช่วยให้เธอรับมือกับการสูญเสียลูกสาววัย 7 ขวบ โดย นา-ยอน ลูกสาวคนที่ 3 ของ จัง จี-ซุง จากไปอย่างกะทันหันเมื่อ 4 ปีก่อน เพราะป่วยด้วยโรคเลือดที่แพทย์ยังไม่พบหนทางรักษา

ทีมงานผลิตรายการโทรทัศน์ใช้เวลา 8 เดือน ทำสารคดีนำเสนอเรื่องราวเสมือนจริงของสองแม่ลูก โดยได้สร้างภาพ 3 มิติของ นา-ยอน และใช้เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหว (motion capture technology) บันทึกการเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดงเด็กคนหนึ่ง เพื่อนำไปใช้สร้างท่าทางการเคลื่อนไหวของ นา-ยอน และเสียงของเธอขึ้นมาใหม่

นอกจากนี้ยังได้ออกแบบสวนเสมือนจริงตามแบบสวนที่ทั้งแม่และลูกเคยไปด้วยกันมาก่อนในชีวิตจริง

https://www.youtube.com/watch?v=uflTK8c4w0c&feature=emb_logo

สารคดีเรื่องนี้มีชื่อว่า "Meeting You" ออกอากาศเป็นครั้งแรกทางช่องเอ็มบีซี (MBC) และมีชาวเกาหลีใต้หลายล้านคนได้ชมสารคดีเรื่องนี้แล้ว

ฉากที่สะเทือนอารมณ์มากที่สุดคือตอนที่แม่และลูกสาว "ได้พบหน้ากัน" ซึ่งภาพเสมือนจริงของ นา-ยอน ที่ถูกสร้างขึ้นได้วิ่งไปหา จัง จี-ซุง แล้วพูดว่า "แม่ แม่ไปอยู่ไหนมาคะ คิดถึงหนูบ้างไหม"

สารคดีเรื่องนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงทั้งในแง่มุมทางจิตวิทยา และศีลธรรม จากการนำบุคคลอันเป็นที่รักที่จากไปแล้วให้ "ได้กลับมาพบหน้ากันอีก" ซึ่งหลังจากที่มีการโพสต์คลิปวิดีโอความยาว 10 นาที ทางยูทูบ โดยมีคนเข้าชมแล้วมากกว่า 14 ล้านครั้ง และมีผู้แสดงความคิดเห็นมากกว่า 20,000 ข้อความ

บางคนรู้สึกว่าการทำเช่นนี้ช่วยบรรเทาความโศกเศร้า แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยคิดว่าทำให้ไม่อาจทำใจจากความสูญเสียได้ บางคนยังกล่าวหาเอ็มบีซีว่า หาประโยชน์บนความทุกข์ของแม่ที่กำลังเศร้าโศก และเห็นว่าประสบการณ์เช่นนี้ จะยิ่งทำให้แม่ยิ่งทุกข์กว่าเดิม

บางคนตั้งคำถามว่าการทดลองทำแบบนี้จะเรียกได้ว่าเป็น "สวรรค์หรือนรก" กันแน่

แต่สำหรับ จัง จี-ซุง แล้วเธอบอกว่า มันช่วยเยียวยาเธอได้ โดยหลังจากที่เสียลูกไปเธอได้สักชื่อของ นา-ยอน ไว้บนร่างกาย และวางภาพของลูกสาวไว้ทุกมุมในบ้าน เธอยังสวมสร้อยคอที่มีเถ้ากระดูกของลูกสาวบรรจุอยู่ข้างในด้วย

เธอเล่าว่า เธอฝันถึงนา-ยอน และในฝันนั้นลูกดูเศร้าหมอง แต่ตอนที่เธอได้พบลูกสาวในโลกเสมือนจริง ลูกสาวยิ้มแย้มสดใส

บีบีซี ภาคภาษาเกาหลี พูดคุยกับนักจิตวิทยา ซึ่งเห็นว่าการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเยียวยา อาจช่วยให้ จี-ซุง รับมือกับอาการบอบช้ำทางจิตใจจากการสูญเสียลูกสาวก่อนวัยอันควรได้

"มันช่วยได้มากสำหรับคนที่ต้องเผชิญกับความเศร้าโศกอย่างคาดไม่ถึง ทำให้มีโอกาสได้กล่าวคำอำลา หลังจากที่ต้องรับความรู้สึกปวดรวดร้าวอย่างไม่ทันตั้งตัว" โก ซุน-กยู นักจิตวิทยาจากสถาบันสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัยเกาหลี กล่าว

ด้าน ดง-กวี อี จากมหาวิทยาลัยยอนเซ กล่าวกับบีบีซีว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเสมือนจริง หรือวีอาร์ และเทคโนโลยีความจริงเสมือน หรือ เออาร์ (augmented reality) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผสานโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือนจริง มาใช้รักษาผู้มีอาการผิดปกติจากความวิตกกังวลต่าง ๆ ความกลัว อาการสมองเสื่อม และภาวะซึมเศร้าอยู่แล้ว

ในอังกฤษเองมีการใช้เทคโนโลยีวีอาร์จำลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่จัดขึ้นในปี 1953 มาใช้เพื่อกระตุ้นความทรงจำของคนไข้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อม เพราะการที่ผู้สูงอายุเหล่านั้น ได้ย้อนความทรงจำกลับไปยังอดีต ช่วยปลุกความทรงจำที่ฝังลึกให้ฟื้นคืนมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ศ.ดง-กวี อี กล่าวว่า การทดลองใช้วีอาร์จัดการกับความเศร้าโศก จำเป็นต้องศึกษาว่ามีผลข้างเคียง เช่น ทำให้รู้สึกถึงความสูญเสียหนักไปกว่าเดิมหรือไม่
กล่าวคำลาครั้งสุดท้าย

อี ฮยุน-ซอก ผู้อำนวยการของโครงการทำสารคดีนี้กล่าวกับบีบีซี ภาคภาษาเกาหลีว่า ทีมงานดำเนินการอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่การวางแผนไปจนเสร็จสมบูรณ์ ข้อมูลทุกอย่างล้วนสะท้อนมาจากความทรงจำของ จัง จี-ซุง ที่มีต่อลูกสาว

ในช่วงท้ายของสารคดี นา-ยอน ได้มอบดอกไม้ให้แม่ ก่อนที่จะนอนลงแล้วบอกว่า เธอเหนื่อยมาก และบอกว่าจะรักแม่ตลอดไป

ทั้งสองคนกล่าวคำอำลา แล้ว นา-ยอน ก็หลับไป จากนั้นเธอก็กลายเป็นผีเสื้อสีขาวที่ค่อย ๆ บินจากไป

ที่มา :  BBC Thai

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...