การชุมนุมประท้วงของนักเรียน คนรุ่นใหม่สมัยคุณปู่ หลังการปฏิวัติ 2475
The Momentum
อัพเดต 10 มี.ค. 2563 เวลา 19.26 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 19.26 น. • ปกรณ์เกียรติ ดีโรจนวานิชIn focus
- การปฏิวัติ2475 ไม่แต่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น แต่ยังได้วางรากฐานทางความคิดให้กับราษฎร และราษฎรในเวลานั้นก็ไม่ได้ซื่อบื้อไม่สนใจการเมืองอย่างที่นักประวัติศาสตร์สำนักAnti-คณะราษฎร ยกขึ้นมาตอบโต้
- ในไทยพบว่ามีการเริ่ม‘สไตรค์ ครั้งแรกๆ ในปลายสมัยรัชกาลที่5 ซึ่งในงานเรื่อง ‘กุลีลากรถกับประวัติศาสตร์แรงงานไทย’ ของ พรรณี บัวเล็ก ได้กล่าวไว้ว่า มีการสไตรค์หยุดงานกันบ่อยครั้งจากชาวจีนที่เข้ามาเป็นแรงงานในไทยในเวลานั้น
- การสไตรค์ครั้งแรกของนักเรียนหลังปฏิวัติ 2475 เกิดขึ้นโดยนักเรียนญิงจากโรงเรียน ‘สตรีวิทยา’ เพื่อกล่าวโทษ พระนิพิฐนิติสาสน์(เชย สิงหเสนี) ข้าราชการกระทรวงธรรมการ ที่พูดจาดูถูกนักเรียนสตรีวิทยา ปรากฏในหนังสือพิมพ์สยามหนุ่ม ฉบับวันที่19 สิงหาคม2475
นับตั้งแต่มีการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม2475 และเรื่องราวของคณะราษฎรกลับมาเล่าใหม่อีกครั้งในสังคมไทย คำถามข้อหนึ่งที่มักถูกตั้งขึ้นเสมอคือ‘ราษฎร/ประชาชน’ หายไปไหน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักประวัติศาสตร์สำนัก‘Anti-คณะราษฎร’ มักใช้คำถามนี้โจมตี ลดทอนคุณค่า‘การปฏิวัติ2475’ เพื่อบอกเป็นนัยว่า การปฏิวัติของคณะราษฎรเป็นการยึดอำนาจของคนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
ในตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีงานวิชาการหลายชิ้นที่ศึกษา‘การปฏิวัติ2475’ อย่างลงลึกและแตกประเด็นไปมากมาย ทั้งศิลปะ–สถาปัตยกรรมคณะราษฎร, การเคลื่อนไหวของราษฎรในระบอบใหม่, หรือแม้กระทั่งการโต้กลับการปฏิวัติของฝ่ายอนุรักษนิยม งานหลายชิ้นได้ตอบคำถามและตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ลดทอนการปฏิวัติ2475 ไปมากแล้วว่า การปฏิวัติคณะราษฎรไม่แต่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น แต่ยังได้วางรากฐานทางความคิดให้กับราษฎร และราษฎรในเวลานั้นก็ไม่ได้ซื่อบื้อไม่สนใจการเมืองอย่างที่นักประวัติศาสตร์สำนักAnti-คณะราษฎร ยกขึ้นมาตอบโต้
ในบทความนี้ ผู้เขียนขอขยายประเด็นประวัติศาสตร์คนตัวเล็กตัวน้อยหลังวันปฏิวัติ2475 โดยมุ่งเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของราษฎรผ่านเรื่องการชุมนุมของคณะนักเรียนหลังการปฏิวัติ2475 ที่จะช่วยเปิดพื้นที่ศึกษาและสร้างความเข้าใจใหม่ต่อการปฏิวัติ2475 มากขึ้นไปอีก
“ไล่เจ้าเข้าป่า เอาหมาครองเมือง” คำบรรยายแห่งยุคสมัยจากปากคำของชนชั้นสูงหลังการปฏิวัติ
ข้อความแรกของคำประกาศคณะราษฎรกล่าวไว้ว่า“ราษฎรทั้งหลายพึงรู้ไว้เถิดว่าประเทศนี้เป็นของราษฎร” อันเป็นหัวใจหลักของการปฏิวัติ2475 ถือเป็นคำที่สั่นสะเทือนมโนสำนึกของชนชั้นสูงและเจ้านายบางกลุ่มที่สูญเสียสถานะของตนหลังคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ในขณะที่ถ้อยคำ“ไล่เจ้าเข้าป่า เอาหมาครองเมือง” ที่ปรากฏในบันทึกของหม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล สะท้อนให้เห็นถึงทัศนะการมองยุคสมัยของชนชั้นสูงแบบโลกาวินาศ เพราะระเบียบทางสังคมแบบสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกพลิกกลับ ความเป็น ‘เจ้านาย’ และ‘ชนชั้นสูง’ หมดคุณค่าในสังคมหลังการปฏิวัติ เพราะรัฐบาลคณะราษฎรให้คุณค่าแก่ความเสมอภาคของประชาชน ดังนั้นการมีลำดับชั้นทางสังคม การถือยศถืออย่างจึงไม่ใช่คุณค่าที่สังคมหลังการปฏิวัติยึดถือ ส่งผลให้ เจ้านายและชนชั้นสูง ที่แต่เดิมมีตำแหน่งแห่งที่ในสังคมจากการมียศมีอภิสิทธิ์ถูกเบียดขับออกไป และเปิดทางให้กับประชาชนหมู่มากได้เข้ายึดกุมพื้นที่ทางสังคมแทน
นัยของประโยค“ไล่เจ้าเข้าป่า เอาหมาครองเมือง” จึงแสดงให้เห็นถึงความสั่นสะเทือนของชนชั้นสูงและเจ้านายที่ปรับตัวไม่ทันกับการที่โครงสร้างทางการเมืองสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เจ้านายหรือชนชั้นสูงถูกเบียดขับออกไปจากโครงสร้างอำนาจให้อยู่ในป่าอันเป็นสถานที่แห่งความชั่วร้าย และหมาที่มีนัยของเดรัจฉานซึ่งชนชั้นสูงใช้มองประชาชน“หมาครองเมือง” จึงเป็นคำบรรยายอันเคียดแค้นของชนชั้นสูงที่ทนไม่ได้ เมื่อเห็นประชาชนกำลังเข้ายึดครองเมืองอันเป็นสถานที่แห่งความเจริญ กล่าวให้ถึงที่สุด ประโยคเปรียบเปรยจิกกัดและเคียดแค้นคำนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในยุคสมัยการปฏิวัติ ประชาชนกลายเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง และมีอำนาจมากเสียจนเจ้านายชนชั้นสูงต้องหลีกทางให้
‘สไตรค์’ คำศัพท์การเมืองของชนชั้นล่างไทย
ราษฎรไม่สนใจการเมือง, คนไทยเพิ่งตื่นตัวทางการเมือง ข้อครหาของนักประวัติศาสตร์สายAnti-คณะราษฎร เป็นเรื่องที่ผิดจากข้อมูลในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปมาก เพราะแท้ที่จริงแล้ว การเมืองเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของผู้คน เพียงแต่ในระบอบการเมืองหนึ่งๆ มีปัจจัยหรือเงื่อนไขหลายอย่างที่เป็นตัวกำหนดการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ในการปกครองแบบจารีต เราอาจเห็นความเคลื่อนไหวของประชาชนผ่านกบฏไพร่, ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์(ซึ่งมีอายุสั้นมาก) เราก็จะเห็นการก่อการของคณะ ร.ศ. 130, กบฏผู้มีบุญในภาคอีสาน, การถวายฎีกา แม้กระทั่งการสไตรค์หยุดงาน
คำว่า ‘สไตรค์’ เป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ‘Strike’ ซึ่งเป็นศัพท์การเมืองยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ใช้เรียกการนัดหยุดงานของกรรมกรในโรงงานเพื่อเรียกร้องหรือกดดันรัฐบาลและเจ้าของโรงงานให้ปรับปรุงแก้ไขนโยบายบางอย่าง การสไตรค์เกิดขึ้นได้เนื่องจากในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม กรรมกรกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต ฉะนั้นการที่กรรมกรนัดหยุดงานพร้อมกันจึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกิจการของนายทุนและระบบเศรษฐกิจ การสไตรค์จึงเป็นอาวุธสำคัญของชนชั้นล่างในการต่อรองกับนายทุนและรัฐบาล
ในไทยพบว่ามีการเริ่ม‘สไตรค์ ครั้งแรกๆ ในปลายสมัยรัชกาลที่5 ซึ่งในงานเรื่อง ‘กุลีลากรถกับประวัติศาสตร์แรงงานไทย’ ของ พรรณี บัวเล็ก ได้กล่าวไว้ว่า มีการสไตรค์หยุดงานกันบ่อยครั้งจากชาวจีนที่เข้ามาเป็นแรงงานในไทยในเวลานั้น การสไตรค์หยุดงานของแรงงานเกิดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่5 จนถึงหลังการปฏิวัติ2475 จึงทำให้ศัพท์การเมือง เรื่องการ ‘สไตรค์’ ของกรรมกร ถูกใช้อย่างต่อเนื่องในรายงานตามหน้าหนังสือพิมพ์และกลายเป็นคำที่ใช้ติดปากของคนไทยสมัยนั้น ว่าหมายถึงการชุมนุมของราษฎรหรือกรรมกร แม้ความหมายดั้งเดิมของมันจะหมายถึงการนัดหยุดงานของกรรมกรในโรงงานก็ตาม
การ ‘สไตรค์’ ครั้งแรกของ‘คนรุ่นใหม่’ หลังการปฏิวัติ 2475
จากที่กล่าวมาข้างต้น การสไตรค์หยุดงานถือว่าไม่ใช่ของใหม่ในสังคมหลังการปฏิวัติ 2475 เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชนชั้นล่างในเมือง(ชาวจีน) ใช้การ สไตรค์เป็นอาวุธในการต่อรองกับนโยบายที่ไม่เป็นธรรมของนายทุน ขุนนาง และชนชั้นสูง แต่ยังไม่เคยปรากฏว่ามีราษฎรกลุ่มอื่นๆ ใช้การสไตรค์เป็นเครื่องมือด้วยเช่นกัน
จนกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้2 เดือน หนังสือพิมพ์สยามหนุ่ม ฉบับวันที่19 สิงหาคม2475 ลงข่าวเรื่องการเดินขบวนของนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยาโดยต้นเรื่องการเดินขบวนครั้งนี้ เกิดขึ้นจากข้าราชการกระทรวงธรรมการ พระนิพิฐนิติสาสน์(เชย สิงหเสนี) ได้พูดจาดูถูกนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยาในที่ประชุมเรื่องเพิ่มชั้นเรียนของโรงเรียนสตรีวิทยา โดยพระนิพิฐนิติสาสน์ได้กล่าวหานักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยาว่า
“การที่นักเรียนพยายามยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นการตะเกียกตะกายเกินกว่าภาวะของตน ความจริงหน้าที่ของผู้หญิงก็มีแต่การเหย้าการเรือน การที่กระทรวงธรรมการได้ให้การศึกษามาได้เพียงเท่านี้ก็เป็นการดีเกินอยู่แล้ว ไม่ควรทำตาแหกตาปลิ้นตะเกียกตะกายขึ้นไปอีก ไม่นึกหรือว่าทางบ้านกะปิจะเป็นหนอน ฯลฯ”
ข้อความดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยาเป็นอย่างมาก ทำให้กลุ่มนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยาราว10 คน รวมตัวกันเดินขบวนไปกระทรวงธรรมการเพื่อเรียกร้องให้เอาผิดกับพระนิพิฐนิติสาสน์ โดยกลุ่มนักเรียนหญิงได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดมุ่งหมายในการเดินขบวนครั้งนี้ไว้ว่า
“เรื่องนี้พวกดิฉันได้รับความไม่เป็นธัมม์ จำเป็นต้องพยายามให้ได้รับความยุตติธัมม์จนได้ ฉะนั้นแม้ท่านผู้ปกครองจะดุว่าประการใดก็จะยอมรับโทษ”
แม้ผู้เขียน จะไม่ได้สืบข้อมูลต่อว่า การเดินขบวนเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยาจบลงเช่นใด แต่เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนให้เห็นความตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะเมื่อระบอบการเมืองเปิด ให้คุณค่ากับความเสมอภาค ความเป็นมนุษย์ การเดินขบวนเรียกร้องทางการเมืองจึงเปิดกว้างให้กับประชาชน ซึ่งแตกต่างจากสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่แม้จะมีการสไตรค์ของกรรมกรเป็นระยะๆ แต่ก็ถูกปราบปรามด้วยกำลังอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมของกลุ่มนักเรียนสตรีวิทยา อาจเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีครั้งแรกของไทยในระบอบใหม่อีกด้วย
ในเดือนถัดมาก็ได้มีกลุ่มนักเรียนอัสสัมชัญก่อการสไตรค์ (คำเดิมคือ ‘สไตร๊ค’) หยุดเรียนเพื่อให้โรงเรียนเปลี่ยนวัดหยุดเรียนและขอให้รับนักเรียนที่ถูกไล่ออกให้เข้าเรียนตามเดิม โดยการก่อการครั้งนี้มีนักเรียนโรงเรียนเซนต์กาเบรียลเข้าร่วมด้วย
การก่อการสไตรค์ของนักเรียนอัสสัมชัญเข้มข้นขึ้นเมื่อกลุ่มนักเรียนได้ขอให้ นาย ซุนต๋อง ตันติเวชกุล เป็นคนกลางในการเจรจากับกระทรวงธรรมการและคณะราษฎรช่วยกดดันโรงเรียนให้ทำตามข้อเรียกร้องของนักเรียน โดยกลุ่มนักเรียนราว65 คนได้เดินทางไปยังบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี แต่ได้รับการปฏิเสธและขอร้องให้กลับเข้าเรียนตามปกติ
เมื่อไม่ได้ตามที่ร้องขอกลุ่มนักเรียนอัสสัมชัญได้ขยายการเคลื่อนไหวมากขึ้นโดยในวันรุ่งขึ้นได้จัดกลุ่มเดินขบวนกันไปที่สวนลุมพินี โดยที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจวางกำลังป้องกันตั้งแต่ปากตรอกโอเรียนเตลสโตร์ถึงสะพานสีลม อย่างไรก็ดีนายมังกร สามเสน ซึ่งเป็นพ่อค้านายทุนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ปรากฏตัวและพูดกับนักเรียนอัสสัมชัญที่ชุมนุมที่สวนลุมพินีว่า
“การพร้อมใจกันหยุดงานเป็นการกระทำของกรรมกรไม่ใช่สมบัตินักเรียน” และนายซุนต๋องได้แถลงว่า “ครูจะปฏิบัติตามความประสงค์ของนักเรียนทุกประการไม่ได้ เมื่อต้องการเรียนอีก จงให้ผู้ปกครองไปมอบหมายตัวต่อครูเป็นคนๆ ไป”
แต่กลุ่มนักเรียนที่มาร่วมชุมนุมไม่ยอม โดยนายสมจิตต์ได้ลุกขึ้นยืนถามนักเรียนที่มาชุมนุมด้วยกันว่า“ใครยอมบ้าง นักเรียนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ยอม ไม่เรียน แล้วนายสมจิตต์ได้แจกกระดาษลงนามนักเรียนแก่หัวหน้าห้องทุกๆ ห้องแล้วต่างแยกกันไป”
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การสไตรค์ของนักเรียนอัสสัมชัญได้จบลงแบบเงียบๆ แต่ได้ทำให้โรงเรียนอัสสัมชัญต้องหยุดสอนไปเป็นเวลาหลายวัน เหตุการณ์นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความรู้สึกร่วมไปกับระบอบการเมืองใหม่และมีสำนึกในทางการเมืองแบบใหม่จึงได้มีการชุมนุมเดินขบวนกันจนต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมีดูแลสถานการณ์
พาดหัวหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับวันที่ 9 มกราคม 2476 รายงานข่าวเรื่องนักเรียนจีนโรงเรียนป้วยเอง (หรือโรงเรียนเผยอิง ก่อการสไตรค์)
ต่อมาใน เดือนมกราคม2476 (ปฏิทินเก่า) ได้เกิดการสไตรค์หยุดเรียนของนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นนักเรียนโรงเรียนจีนป้วยเอง ราว400 คน พร้อมใจกันหยุดเรียนก่อการสไตรค์ นำเอาป้ายประกาศติดตามผนังโรงเรียน เรียกร้องให้ไล่ครูใหญ่และครูรอง2 คน ออกจากตำแหน่ง โดยกลุ่มนักเรียนเห็นว่าครูใหญ่มีความประพฤติไม่เหมาะสม เช่น พูดจาว่าร้ายนักเรียนชาย พูดจาเสียดสีนักเรียนหญิง รวมทั้งปลดครูบางคนออกแบบไม่มีเหตุผล
ในการสไตรค์ครั้งนี้ กลุ่มนักเรียนได้มีการระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย โดยการให้นักเรียนรุ่นใหญ่เป็นกองรักษาการณ์ และเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเป็นพยานในการชุมนุมสไตรค์ของนักเรียน
เมื่อกลุ่มนักเรียนเริ่มรวมตัวกันหนาแน่นขึ้น ทางโรงเรียนจึงได้ส่งผู้แทนมาเจรจากับกลุ่มนักเรียนที่ก่อการสไตรค์ กลุ่มนักเรียนโรงเรียนจีนป้วยเอ้ง จึงได้ทำหนังสือยื่นให้แก่ นายตันซิวเม้ง นายกกรรมการจัดการโรงเรียนพาณิชย์จีน เพื่อให้ดำเนินการปลดครูทั้ง3 สามคนออกไป ผู้แทนของโรงเรียนรับเรื่องไว้และบอกแก่กลุ่มนักเรียนว่าจะให้คำตอบภายในวันที่11 มกราคม2476 อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการไม่ยอมปลดเพราะเกรงว่าจะเสียระบบการปกครองระหว่างครูกับนักเรียน
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ กลุ่มนักเรียนจีนจึงงัดไม้ตายออกมาใช้คือการเตรียมทำหนังสือถึงกระทรวงธรรมการ(หรือกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ให้ลงมาตรวจสอบ และขอพบพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีด้วย
ต่อมาในเย็นวันที่11 มกราคม2476 หัวหน้าคนหนึ่งของกลุ่มนักเรียนโรงเรียนจีนป้วยเอง ถูกตำรวจตามจับตัวถึงบ้าน โดยคณะครูโรงเรียนเป็นผู้แจ้งความ แต่โชคดีที่นักเรียนคนดังกล่าวไม่ได้อยู่บ้าน การสไตรค์ ยังสามารถดำเนินต่อไปได้
เช้าวันถัดมา กลุ่มนักเรียนโรงเรียนจีนป้วยเอง ได้เดินทางมารอบฟังคำตอบของทางคณะกรรมการโรงเรียน แต่กลับพบกำลังตำรวจที่ทางโรงเรียนเรียกมาขัดขวางไม่ให้กลุ่มนักเรียนเข้าโรงเรียน และคณะครูโรงเรียนได้พยายามบังคับให้นักเรียนเข้าห้องเรียนโดยการใช้กำลังบังคับ ซึ่งมีเพียงนักเรียนรุ่นเล็กเท่านั้นที่ยอมเข้า พวกนักเรียนรุ่นใหญ่ยังคงประท้วงกันต่อไป
รายงานข่าวเรื่องนักเรียนโรงเรียนป้วยเองก่อการสไตรค์ได้รับการติดตามจากหนังสือพิมพ์อยู่เรื่อยๆ ในวันที่ 19 มกราคม 2476 เป็นเวลา 10 วันแล้วที่นักเรียนจีนยังก่อการสไตรค์อยู่
ในช่วงของการสไตรค์อันดุเดือดของนักเรียนจีนนั้น ได้มีการแจกใบปลิวกล่าวหา นายตันซิวเม้ง นายกกรรมการโรงเรียนด้วยว่าเป็นพวก ‘นาซีจีน’ (Blue Shirts Society) ซึ่งถูกส่งเข้ามาเผยแพร่ลัทธินี้ในสยาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเริ่มจับตาอย่างเข้มงวดมากขึ้นป้องกันเหตุการณ์บานปลาย
การสไตรค์ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่18 มกราคม2476 คณะผู้แทนนักเรียนโรงเรียนจีนป้วยเอง10 คนได้ลงนามในหนังสือคำร้องขอความยุติธรรม และนำไปยื่นให้พระยาพหลพลหยุหเสนา ที่วังปารุสกวัน โดยรอคำตอบจากพระยาพหลฯ ภายในวัน23 มกราคม2476
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเรื่องดังกล่าวจะเงียบหายไป โดยหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ฉบับวันที่21 มกราคม2476 ได้รายงานข่าวสั้นๆ ไว้ว่า โรงเรียนป้วยเองเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติแล้ว โดยมีนักเรียนเข้าเรียนเกือบครบ ขาดแต่พวกนักเรียนคณะก่อการซึ่งทางโรงเรียนก็ไม่มีความประสงค์จะรับเข้าเรียนต่อไปแล้ว พร้อมทั้งทางโรงเรียนยังชี้แจงอีกว่าข้อกล่าวหาที่คณะนักเรียนประกาศไว้นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะโรงเรียนพร้อมชี้แจงให้คำตอบแก่นักเรียนเสมอ หากนักเรียนต้องประพฤติตัวให้สุภาพ แต่ที่ผ่านมานักเรียนไม่ยอมมาพบทางโรงเรียนจึงไม่มีโอกาสชี้แจง
ภาพถ่ายหมู่นักเรียนโรงเรียนป้วยเอง ในพิธีเปิดโรงเรียนเมื่อ พ.ศ. 2463 ภาพจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_22371
จะเห็นได้ว่า แม้การก่อการสไตรค์ของนักเรียนจีนโรงเรียนป้วยเองจะจบลงที่ความพ่ายแพ้ของกลุ่มนักเรียนที่ไม่สามารถกดดันให้คณะผู้บริหารโรงเรียนหรือรัฐบาลทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มตนเองได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ชี้ให้เห็นความสนใจตื่นตัวทางการเมืองจากประชาชน เพราะเมื่อระบอบการเมืองเปิดกว้าง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชนจึงทำได้มากขึ้นโดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นข้อดีของระบอบการเมืองประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถเปล่งเสียงดังให้กับผู้มีอำนาจได้รับรู้ถึงความทุกข์ร้อนของพวกเขา
ท้ายสุด การก่อการสไตรค์ของคณะนักเรียนหลังการปฏิวัติ2475 อาจเป็นเพียงเรื่องเล่าเกร็ดเล็กน้อยในประวัติศาสตร์การเมืองหน้าใหญ่ของไทย แต่ก็ช่วยสะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนตัวเล็กตัวน้อยที่หยัดยืนกล้าประจันหน้ากับอำนาจที่ไม่เป็นธรรมและกู่ร้องเปล่งเสียงความต้องการของตน แม้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ก็ตาม
แต่สิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผู้เขียนได้ร้อยเรียงขึ้นนี้ คือการยืนยันและตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ปราศจากข้อเท็จจริงที่ว่า ‘ราษฎรไทยไม่สนใจการเมือง’ ‘คนไทยเพิ่งจะตื่นตัวทางการเมือง’ เพราะข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ที่เปล่งเสียงออกมานี้ได้ช่วยยืนยันแล้วว่า‘ไม่เป็นความจริง’
อ้างอิง
พรรณี บัวเล็ก. กุลีลากรถกับประวัติศาสตร์แรงงานไทย. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพฯ: พันธกิจ, 2546.
พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น. พิมพ์ครั้งที่3. กรุงเทพฯ: มติชน, 2557.
“โรงเรียนจีนป้วยเอ็งเปิดสอนเปนปกติแล้ว” ไทยใหม่(21 มกราคม2476).
“คณะกรรมการโรงเรียนจีนจะไม่ยอมตามคำขอร้องนักเรียนที่จะให้ปลดครูใหญ่ออก.” ประชาชาติ(10 มกราคม2476).
“นักเรียนจีนกับครูยังตกลงกันไม่ได้” ประชาชาติ(15 มกราคม2476).
“นักเรียนจีนร้องทุกข์ต่อเจ้าคุณพหลฯ” ประชาชาติ(19 มกราคม2476).
“นักเรียนจีนราว400 คนก่อการสไตรค์.” ประชาชาติ(9 มกราคม2476).
“นักเรียนป้วยเองจะร้องทุกข์ต่อธรรมการ เพราะกรรมการร.ร. ไม่รับพิจารณาคำขอร้อง.” ประชาชาติ (12 มกราคม2476).
“นักเรียนสตรีวิทยาไปหาพระยาประมวญฯ.” สยามหนุ่ม(20 สิงหาคม2475).
“นักเรียนอัสสัมชัญไม่เข้าห้องเรียน.” สยามหนุ่ม(10 กันยายน2475).
“พระนิพิฐฯไม่ใช่พระพิพิธฯ.” สยามหนุ่ม(22 สิงหาคม2475,).
“พระพิพิธฯ ประชุมนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา.” สยามหนุ่ม(19 สิงหาคม2475).