โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 ขั้นตอนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ จากเปิดบัญชีถึงมีหุ้นตัวแรกในพอร์ต

The Momentum

อัพเดต 26 ส.ค. 2562 เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 17.00 น. • รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

In focus

  • สำหรับนักลงทุนมือใหม่ เราแนะนำให้เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นประเภทแคชบาลานซ์ โดยสามารถเลือกโบรกเกอร์โดยพิจารณาจากระดับอัตราค่าธรรมเนียม ไลฟ์สไตล์การเล่นหุ้นของเรา ความสะดวกในการใช้บริการ เปิดบัญชี รวมถึงขอเอกสาร และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงข้อมูลที่อาจต้องจ่ายเงินเป็นสมาชิก หรือการจัดอบรมสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่
  • กระดานซื้อขายหลักทรัพย์ในไทย อาจแบ่งได้เป็นสองตลาดใหญ่คือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งถือเป็นตลาดสำหรับบริษัทใหญ่ ทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาทขึ้นไป และตลาดเอ็มเอไอ (Market for Alternative Investment: MAI) ที่มีชื่อเล่นว่าตลาดใหม่สำหรับบริษัทขนาดกลางที่ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาทขึ้นไป โดยสิ่งที่เราต้องทราบคือกลไกในการซื้อขายหุ้นเบื้องต้น และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่อาจพบในระหว่างการซื้อขายหุ้น
  • หุ้นตัวแรกของเรา ผู้เขียนแนะนำว่าควรเป็นกลุ่มหุ้นบลูชิพ (Blue Chip) หมายถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่ทนแดดทนลมกว่าบริษัทเกิดใหม่ และมีระดับความผันผวนของราคาที่ค่อนข้างต่ำ เช่น หุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50 แต่อย่าไปหวังว่าจะได้กำไรมหาศาล เพราะเป้าหมายของหุ้นตัวแรกคือการทำความเข้าใจพื้นฐานว่าตลาดหุ้นทำงานอย่างไร

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ได้แต่ด้อมๆ มองๆ อยากจะมาลองโต้คลื่นลมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก่อนอื่น ผู้เขียนอยากให้ทำความเข้าใจว่าคุณรับความเสี่ยงได้แค่ไหน (อ่านรายละเอียดได้ใน จะลงทุนทั้งที รู้หรือยังว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน?) เมื่อมั่นใจแล้วว่าพร้อมจะรับทั้งขาดทุนและกำไรจากการซื้อขายหุ้นสามัญ ผู้เขียนขอจูงมือไปดู 3 ขั้นตอนแรกตั้งแต่การเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น เรื่องน่ารู้และคำศัพท์พื้นฐานในตลาดหลักทรัพย์ และวิธีเบื้องต้นเพื่อเลือกหุ้นตัวแรกเข้าในพอร์ตฟอร์ลิโอ

ก่อนจะเริ่มขั้นตอนแรก ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่าการซื้อขายหุ้นสามัญนับว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง และไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่รับไม่ได้หากต้องเสียเงินต้น เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว เตรียมเงินและเอกสารให้พร้อมสำหรับการเปิดบัญชีและเลือกซื้อหุ้นตัวแรกกันครับ

เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นแบบไหนและที่ไหนดี?

บัญชีการซื้อขายหุ้นนั้นจะมีอยู่ 3 ประเภท ซึ่งเหมาะกับกลุ่มบุคคลที่แตกต่างกันออกไป

ประเภทแรกคือบัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance) ซึ่งตรงไปตรงมาคือ มีเงินเท่าไรก็ซื้อขายได้เท่านั้น นั่นหมายความว่าเราจะต้องเอาเงินไปกองไว้ในบัญชีเสียก่อนจึงจะซื้อขายได้นั่นเอง

ประเภทที่สองคือ บัญชีเงินสด (Cash Account) โดยนักลงทุนจะได้รับวงเงินตามระดับความเสี่ยง และจะต้องวางเงินไว้ร้อยละ 15 ของวงเงินที่มีอยู่ เช่น ได้รับวงเงิน 100,000 บาทจะต้องวางเงินไว้ 15,000 บาท แต่สามารถซื้อหุ้นได้ 100,000 บาทนั่นเอง แต่ทั้งนี้ หลังจากทำการซื้อขายสำเร็จ นักลงทุนจะต้องเอาเงินมาจ่ายภายใน 2 วันหลังจากทำการซื้อขาย (T+2) สรุปง่ายๆ บัญชีประเภทนี้คือซื้อขายก่อน จ่ายเงินทีหลัง ไม่ต้องเอาเงินก้อนมาจมในบัญชีนั่นเอง

ประเภทสุดท้ายคือบัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance) หรือบัญชีกู้เงินมาเล่นหุ้นนั่นเอง แน่นอนว่านักลงทุนก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ก้อนนั้นด้วย

ในแง่ของบัญชี สำหรับมือใหม่ที่ยังลงทุนไม่คล่อง ผู้เขียนแนะนำว่าให้เปิดบัญชีแคชบาลานซ์ เพราะไม่ต้องมาปวดหัวกับการหมุนเงินของบัญชีเงินสด ส่วนบัญชีเครดิตบาลานซ์นั้นสำหรับเซียนหุ้น เพราะนอกจากจะหมดตัวง่ายๆ แล้วยังมีหนี้สินตามมาอีกด้วย

ส่วนจะเลือกเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับโบรกเกอร์ไหน ขั้นแรกก็อย่าลืมเช็คชื่อเสียก่อนว่าบริษัทดังกล่าวได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เมื่อมั่นใจแล้วว่าบริษัทนั้นถูกกฎหมาย ผู้เขียนขอแนะนำให้ตอบแบบสอบถามง่ายๆ เพื่อเปรียบเทียบโบรกเกอร์แต่ละเจ้าดังนี้ครับ

นี่คือ 4 เรื่องคร่าวๆ ที่เราควรพิจารณาก่อนจะเปิดบัญชีหุ้นกับโบรกเกอร์ใด หากใครรู้สึกว่าวุ่นวายยุ่งยากและขี้เกียจจะเปรียบเทียบให้ปวดหัว ธนาคารหลากสีที่เราใช้ในชีวิตประจำวันก็อำนวยความสะดวกเปิดบัญชีเล่นหุ้นอยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถไปติดต่อเปิดบัญชีที่เคาน์เตอร์ตามสาขา หรือจะลองหาข้อมูลว่ามีช่องทางสมัครออนไลน์หรือไม่ การใช้ช่องทางที่เราคุ้นเคยย่อมสะดวกสบาย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะได้โบรกเกอร์ที่ดีและเหมาะกับเราที่สุดนะครับ

ความรู้พื้นฐานเพื่อซื้อขายในตลาดหุ้น

ผู้เขียนจำวันแรกที่เริ่มเล่นหุ้นได้ ตอนนั้นเรายังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยซึ่งยังไม่ประสีประสากับตลาดทุนมากนัก กว่าจะเริ่มทำความเข้าใจรายละเอียดของคำและสัญลักษณ์ต่างๆ ก็ใช้เวลาไม่น้อย แต่ในขั้นตอนนี้ เราขอเสนอทางลัดที่สรุปข้อมูลเท่าที่จำเป็นในการซื้อขายหุ้นในตลาดให้สามารถซื้อขายได้อย่างมั่นใจ

อย่างแรก เรามาทำความรู้จักกับตลาดหลักทรัพย์กันเสียก่อน ในประเทศไทยนั้น บริษัทสามารถจดทะเบียนได้กับ 2 ตลาด คือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งถือเป็นตลาดสำหรับบริษัทใหญ่ ทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาทขึ้นไป และตลาดเอ็มเอไอ (Market for Alternative Investment: MAI) ที่มีชื่อเล่นว่าตลาดใหม่ คือตลาดสำหรับจดทะเบียนบริษัทขนาดกลาง หรือทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งสองตลาดจะซื้อขายในกระดานเดียวกัน ก็คือกระดานที่เราเปิดบัญชีตามขั้นตอนแรกนั่นแหละครับ

กระดานซื้อขายหลักทรัพย์ในไทยจะแบ่งรอบซื้อขายเป็นสองช่วง คือช่วงเช้าจะเริ่มตั้งแต่ประมาณ 10.00 – 12.30 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเริ่มประมาณ 14.30 – 16.30 น. โดยจะหยุดเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ อ่านตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผู้เขียนใช้คำว่า ‘ประมาณ’ เหตุผลก็เนื่องจากระบบซื้อขายจะสุ่มเวลาเปิดในช่วงเวลา 5 นาทีเพื่อป้องกันการปั่นราคาเปิดและราคาปิดนั่นเอง

โดยปกติ ระบบการซื้อขายจะดำเนินแบบเรียลไทม์โดยจะจับคู่ธุรกรรมเสนอซื้อและเสนอขายทันที แต่ในช่วงเวลาก่อนการเปิดและปิดตลาด  (Pre Open และ Pre Close) คือช่วง 9.30 น. ถึงราว 10.00 น. 14.00 น. ถึงราว 14.30 น. และ 16.30 น. ถึงราว 16.40 น. จะใช้ระบบการประมูล คือคำสั่งเสนอซื้อและเสนอขายจะค้างอยู่ในระบบ และสุ่มเวลาเพื่อกำหนดราคาปิดหรือเปิดด้วยราคาที่ทำให้เกิดการซื้อขายมากที่สุด ผู้เขียนขอแนะนำเบื้องต้นว่า ช่วงเวลาประมูลอาจไม่เหมาะกับนักเทรดมือใหม่นัก ควรใช้เวลาทำความเข้าใจระบบซื้อขายแบบนี้ก่อนที่ลงมือเทรดครับผม

เรื่องต่อไปคือ Bid หรือราคาเสนอซื้อ และ Offer หรือราคาเสนอขาย ซึ่งก็ตีความตรงไปตรงมา การซื้อขายหุ้นในตลาดก็เหมือนการติดป้ายประกาศว่าเรายินดีจะซื้อหุ้น หรือยินดีจะขยายหุ้นในราคาเท่าไร หากมีนักลงทุนคนอื่นตอบรับในคำเสนอดังกล่าว ก็เป็นอันว่าการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งราคาหุ้นที่แตกต่างกัน ก็จะมีช่วงราคาที่แตกต่างกันไป เช่น หากหุ้นต่ำกว่า 2 บาท ราคาหุ้นก็จะขยับขึ้นลงที่ละ 0.01 บาท แต่หากหุ้นราคา 400 บาทขึ้นไป ราคาหุ้นก็จะขยับขึ้นลงที่ละ 2 บาท

ตารางแสดงข้อมูลช่วงราคาของการซื้อขาย ณ ระดับราคาต่างๆ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ขอเตือนไว้นิดหนึ่งว่าจะซื้อขายหุ้นทีมีขั้นต่ำที่ 100 หุ้นนะครับ หากจะซื้อหุ้นราคาแพงแบบ 400 บาทขึ้นไป นั่นหมายความว่าเงินที่ต้องเตรียมไว้ขั้นต่ำอยู่ที่ 40,000 บาทเลยทีเดียว

อีกเรื่องที่หลายคนอาจสงสัยคือสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ต่อท้ายหุ้น ซื้อเราขอหยิบยกบางตัวมาอธิบายนะครับ

กลุ่มแรกคือเครื่องหมายตระกูลที่ขึ้นต้นด้วย ‘X’ ไม่ว่าจะเป็น XD, XR, XW และอีกสารพัด โดยสัญลักษณ์นี้คือคำเตือนว่า หากนักลงทุนซื้อหุ้นในวันที่เห็นสัญลักษณ์ดังกล่าว จะไม่ได้รับผลตอบแทน เช่น เงินปันผล (XD: Excluding Dividend) สิทธิจองซื้อหุ้น (XR: Excluding Right) และสิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิหรือวอร์แรนต์ (XW: Excluding Warrant) เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิดังกล่าว นักลงทุนต้องหมั่นตรวจสอบปฏิทินหลักทรัพย์ เพื่อทราบว่าหุ้นตัวไหน จะขึ้นเครื่องหมายอะไร ในวันที่เท่าไร

กลุ่มที่สองคือเครื่องหมายเตือนนักลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัญญาณไม่ดีนัก เพราะเครื่องหมายที่อาจพอเห็นอยู่บ้างคือกลุ่มที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งให้หยุดซื้อขายชั่วคราว เช่น H (Trading Halt) และ SP (Trading Suspension) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ถูกพบว่าอาจมีข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นอย่างรุนแรง แต่ไม่ได้ชี้แจงหรือเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือหากบริษัทที่ผิดข้อกำหนดขั้นร้ายแรง ก็อาจขึ้นเครื่องหมาย NC (Non-Compliance) หรือต้องถูกเพิกถอนออกจากตลาดฯ นั่นเอง

สัญลักษณ์เหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เราพบเห็นทุกวันในการซื้อขายหุ้น แต่รู้ไว้ก็ไม่เสียหายนะครับ หากเจอเครื่องหมายอะไรที่ไม่รู้จัก ก็สามารถอ่านข้อมูลได้จากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เลย

เลือกหุ้นตัวแรกอย่างไรดี?

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทยมีอยู่ค่อนพันบริษัท หากจะให้นั่งอ่านข้อมูลที่ละตัวเพื่อเลือกหุ้นที่ตรงใจที่สุด กว่าจะตัดสินใจได้ก็คงหมดกำลังใจกันพอดี สำหรับมือใหม่ ผู้เขียนขอแนะนำว่าหุ้นตัวแรกควรจะเป็นกลุ่มหุ้นบลูชิพ (Blue Chip) หมายถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่ทนแดดทนลมกว่าบริษัทเกิดใหม่ และมีระดับความผันผวนของราคาที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งอาจมองหาได้ในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50 นั่นเอง

ดัชนี SET50 จะเป็นกลุ่มหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) และสภาพคล่องสูงสุดห้าสิบหุ้นในตลาด เรียกได้กว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่และมีการซื้อขายจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่เราคุ้นหูกันดี ไม่ว่าจะเป็นเหล่าธนาคารหลากสี ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และอีกสารพัดที่พูดชื่อไปก็ต้องร้องอ๋อ

สำหรับหุ้นตัวแรก ผู้เขียนแนะนำว่าอย่าไปหวังจะได้กำไรมหาศาล ขอแค่ไม่ขาดทุนก็น่าจะพอไหว เพราะเป้าหมายของหุ้นตัวแรกคือการทำความเข้าใจพื้นฐานว่าตลาดหุ้นทำงานอย่างไร

หากใครยังกล้าๆ กลัวๆ รู้สึกตาลายคล้ายจะเป็นลม และรู้สึกโกรธเคืองผู้เขียนที่มาทิ้งหุ้น 50 ตัวให้เลือกแบบดื้อๆ ขอแนะนำแหล่งข้อมูลอย่าง settrade.com  แหล่งข้อมูลหุ้นที่สามารถดูผลการดำเนินงานได้ใน Factsheet รวมถึงคำแนะนำ บทวิเคราะห์ และราคาเป้าหมายจากสารพัดโบรกเกอร์ในหน้า IAA Consensus ซึ่งพอจะใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจได้ แต่ต้องอ่านอย่างมีวิจารณญาณนะครับ เพราะใช่ว่าคำทำนายของโบรกเกอร์จะเป็นจริงเสียทุกอย่าง

ตัวอย่างหน้า IAA Consensus บนเว็บไซต์ settrade.com ซึ่งจะรวบรวมบทวิเคราะห์จากหลากหลายโบรกเกอร์ คำแนะนำให้ซื้อ (Buy) ถือไว้ (Hold) และขาย (Sell) รวมถึงราคาเป้าหมาย (Target Price) บางโบรกเกอร์ยังใจดีเผยแพร่บทวิเคราะห์ฉบับเต็มให้อ่านกันอีกด้วย

ที่สำคัญ อย่าลืมแนวคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงนะครับ เพราะการทุ่มเงินซื้อหุ้นเพียงหนึ่งตัว ก็ไม่ต่างจากเอาไข่ทุกใบใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว หากบริษัทเติบโตดีกำไรงามก็โชคดีไป แต่หากบริษัทมีปัญหาเมื่อไร นั่นหมายความว่าเราอาจต้องขาดทุนจำนวนค่อนข้างมาก หากเปรียบเทียบกับพอร์ตฟอร์ลิโอที่ลงทุนในหุ้นจากหลายๆ อุตสาหกรรม

ส่วนใครที่ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีที่จะเอาเงินไปซื้อหุ้น เราแนะนำให้ลองเล่น Click2Win ระบบซื้อขายหุ้นจำลองที่อิงราคาจากตลาดจริง ที่เพียงสมัครก็ได้เงินเริ่มต้น 5,000,000 บาท ให้พอรับรู้รสชาติความปีติจากการได้กำไร และความเจ็บปวดเมื่อต้องจำใจตัดขาดทุน

แต่อย่าทดลองเทรดเพลินจนปล่อยบัญชีซื้อขายหุ้นที่เปิดไว้ให้กลายเป็นบัญชีเงินออมทรัพย์นะครับ!

เอกสารประกอบการเขียน

ห้องเรียนนักลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

การซื้อขายตราสารทุน

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...