4 สมาชิกเมืองพัทยา ยื่นบิ๊กป๊อก ชี้ปัญหาเช่าวงจรปิด 200 ล้าน แนะส่ง อสส.ตรวจสัญญาก่อน
4 สมาชิกเมืองพัทยา ยื่นบิ๊กป๊อก ชี้ปัญหาเช่าวงจรปิด 200 ล้าน แนะส่ง อสส.ตรวจสัญญาก่อน
ปัญหาสมาชิกสภาเมืองพัทยา 4 คนลาออก โดยไม่ระบุสาเหตุเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ทำให้เหลือสมาชิกฯ 4 คน และมีปัญหาในเรื่องการทำงาน ทางผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ยื่นขอปรึกษากระทรวงมหาดไทย และรอคำตอบอยู่ในขณะนี้
ก่อนหน้าสมาชิกฯทั้ง 4 คนลาออก ได้มีการพิจารณาโครงการจ้างเหมาเอกชน เพื่อให้บริการเช่าระบบกล้องวงจรปิด วงเงิน 200 ล้านบาท ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ซึ่งมีความเห็นต่าง เมื่อลงมติ ผลออกมา 4-4 เท่ากัน ประธานฯจึงให้นำเรื่องกลับไปทบทวน
ล่าสุดวันที่ 16 สิงหาคม สมาชิกสภาเมืองพัทยา 4 คนที่ยังเหลืออยู่ ได้ยื่นหนังสือชี้แจงสถานภาพของทั้ง 4 คน ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่ายังปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
พร้อมกันนี้ได้ยื่นหนังสืออีกฉบับ ชี้แจงเกี่ยวกับโครงการจ้างเหมาเอกชนเพื่อให้บริการเช่าระบบกล้องวงจรปิด ผ่านผู้ว่าฯชลบุรี ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย
หนังสือระบุรายละเอียดของโครงการที่มีปัญหาในบางประเด็น และบางประเด็นอาจขัดแนวปฏิบัติของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยแนะนำว่าควรให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจก่อนว่าเป็นสัญญาที่ผูกพันได้หรือไม่
หนังสือดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้
เรื่อง ชี้แจงข้อคิดเห็นโครงการจ้างเหมาเอกชนเพื่อให้บริการเช่าระบบกล้องวงจรปิด
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (เสนอผ่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี)สิ่งที่ส่งมาด้วย : หลักการและเหตุผล (ตารางแผนการเช่ากล้องวงจรปิด 9 ปี)
ด้วยจากการประชุมสภาเมืองพัทยาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2560 เรื่อง ขออนุมัติงบผูกพันการเช่ากล้องวงจรปิด เฟสหนึ่ง สัญญา 3 ปี งบประมาณ 200 ล้านบาท สมาชิกสภาฯ 4 ท่าน ได้อภิปรายถึงข้อห่วงใยและขอให้ฝ่ายบริหารนำ กลับไปทบทวนประเด็นต่างๆ และนำกลับมาเข้าสภาฯ ใหม่โดยด่วน เนื่องจากโครงการนี้ เป็นการผูกพันงบประมาณ 3 ปี และจะทำสัญญาเช่ากล้องอีก 2 เฟส เฟสละ 3 ปี รวมเป็น 9 ปี ในวงเงินงบประมาณที่สูง ทางสภาฯจึงให้ความเห็นและข้อ ห่วงใยเพื่อให้นำกลับไปพิจารณาหาข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
1.สัญญาเฟสหนึ่งนี้จะใช้งบประมาณในปี 2565-2567 โดยจะทำการเปลี่ยนกล้องทดแทนของเดิม ที่มีอายุงาน มากกว่า 7 ปี จำนวน 940 ตัว ในวงเงิน 200 ล้านบาท และจะก่อหนี้ผูกพันเฟสสองในปี 2558-2570 อีก 967 ตัว ในวงเงิน 200 กว่าล้านบาท โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ ผู้ที่ประมูลได้ในเฟสสอง จะต้องรับกล้องเฟสแรก 940 ตัว ไปดูแล โดยตั้งงบประมาณการบำรุงรักษาและเปลี่ยนกล้องและอุปกรณ์ที่เสียไว้ 15 ล้านบาทต่อปี ในปี พ.ศ.2568-2570
ทางสภาฯ พิจารณาเห็นว่าเงื่อนไขที่กล่าวมา จะมีบริษัทเข้ามาร่วมประมูลหรือไม่ หากมีเงื่อนไขที่จะต้องรับภาระกล้องในเฟสแรกของ ปี พ.ศ.2568-2570 ในวงเงิน 15 ล้านบาทต่อปี ได้สอบถามฝ่ายบริหารหากมีปัญหาลักษณะนี้จะทำอย่างไร
ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่า จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการกล้องขึ้นมาใหม่ เพื่อพิจารณาแนวทางและให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการฯ โดยประเด็นนี้ ทางสภาฯเห็นว่าวงเงินที่ตั้งไว้อาจจะมีการเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งจะทำให้วงเงินค่าบำรุงรักษากล้องฯ 941 ตัวไม่คงที่ ทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ทางสมาชิกสภาเมืองพัทยาได้เสนอให้ผู้บริหารปรึกษาหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรับรองว่าสัญญานี้สามารถทำได้ เช่น เสนอสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญา
2.ตั้งแต่สภาฯชุดนี้เข้ามารับตำแหน่ง ได้รับทราบปัญหาเรื่องกล้องวงจรปิดของเมืองพัทยา โดยได้รับรายงานว่า สาเหตุสำคัญนั้น เกิดจากระบบสายสื่อสารชำรุดเสียหาย ทางสภาฯจึงได้อนุมัติงบประมาณในการเปลี่ยนสายสื่อสารให้เป็นสาย Fiber Optics และระบบ wireless mesh หลายครั้ง โดยเฉพาะปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ได้รับเงินอุดหนุนจากส่วนกลางและเงินสมทบ 10 เปอร์เซ็นต์จากเมืองพัทยา รวมเป็นจำนวนเงินประมาณ 50 ล้านบาท
ซึ่งสภาฯเห็นว่าเมืองพัทยาได้ลงทุนในระบบสายสื่อสารใหม่แล้วก็จะสามารถแก้ไขปัญหาให้กล้องวงจรปิดกลับมาใช้งานได้ปกติและให้เริ่มการ สำรวจกล้องตัวไหนที่มีปัญหาหรือครบอายุการใช้งานก็ให้แก้ไขเป็นจุดๆ ไป
3.เมืองพัทยาตั้งแต่เริ่มมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดแต่ละสำนักของเมืองพัทยา ตั้งบลงทุนในการก่อสร้างแต่ละโครงการใส่กล้องวงจรปิดเข้าไปไว้โดยยังไม่ได้มีการบูรณาการและวางแผน ต่างคนต่างดูแลจึงทำให้เกิดปัญหาสะสม กล้อง กระจัดกระจายไปทั่วเมืองพัทยา ซึ่งในยศ พลตำรวจตรี อนันต์ เจริญชาศรี อดีตนายกเมืองพัทยา ได้มีนโยบายให้โอนกล้อง
วงจรปิดทั้งหมดจากทุกสำนักฯ ของเมืองพัทยาเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักยุทธศาสตร์เมืองพัทยา ซึ่งประเด็นนี้ทาง สภาฯเคยให้ข้อคิดเห็นและปัจจุบันยืนยันที่อยากจะให้ผู้บริหาร ได้ว่าจ้างผู้ชำนาญมาศึกษาและวางผังรวมของระบบใหม่ ทั้งหมด (Masts Plan) เพื่อพิจารณาให้รอบคอบ ได้โครงการที่คุ้มค่า เปลี่ยนเฉพาะกล้องและอุปกรณ์ที่จำเป็นจริงๆ ขอให้มีการจ้างสำรวจระบบกล้องวงจรปิดรวมทั้งหมด เพื่อดูว่ากล้องเสียตัวเสียที่กล้อง สายสัญญาณหรือระบบต่างๆ จุดไหน จำเป็นที่จะใช้กล้องรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม จุดไหนสามารถใช้กล้องๆ ที่มีอยู่ได้ การสำรวจจะทำให้ระบบกล้องวงจรปิดของเมืองพัทยามีประสิทธิภาพในงบประมาณที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
4.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เคยท้วงติงเมืองพัทยาว่าการจ้างบริษัทภายนอกมาบำรุงดูแลรักษากล้องไม่สามารถกระทำได้ แต่ในสัญญาเช่าที่จะให้สภาฯอนุมัตินั้น มีค่าบำรุงรักษาอยู่ในสัญญานั้นจะมีปัญหาได้
5.ตามที่ทางฝ่ายบริหารได้แจ้งการใช้งบประมาณการเช่ากล้องวงจรปิดมูลค่า 200 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณ แบ่งจ่ายดังนี้ ใช้งบประมาณปี 2565 เป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท ปี 2566 เป็นจำนวนเงิน 80 ล้านบาท ปี 2567 เป็นจำนวนเงิน 90 ล้านบาท ประเด็นที่สภาฯ สงสัยคือ จะมีการตรวจรับงานแต่ละปีอย่างไร
ทางสภาเมืองพัทยาได้ปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมาโดยตลอด โครงการพัฒนาผ่านงบลงทุนทางสภาฯให้ความเห็นชอบและสนับสนุนในการที่จะให้พัทยาเติบโตสู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและสอดคล้องไปกับนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แต่เนื่องจากโครงการจ้างเหมาเอกชนเพื่อให้บริการเช่าระบบกล้องวงจรปิดยังมีข้อสงสัยตามประเด็นที่ได้นำเรียนมา ทางสภาฯได้มีการอภิปรายในการประชุม และสรุปให้ฝ่ายบริหารไปทบทวน หาข้อมูลเพิ่มเติมและให้กลับมาเสนอใหม่โดยด่วน
จะเห็นว่าสภาฯนั้นมิได้ที่จะปฏิเสธการพิจารณาให้ความเห็นชอบในโครงการดังกล่าว แต่อยากจะให้โครงการนี้ได้ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่าย และประโยชน์สูงสุดต่อการใช้งบประมาณเมืองพัทยา
ปัญหาของสัญญาทั้ง 3 เฟสนั้น โดยเฟสหนึ่งการเช่ากล้องจะสามารถทำได้เพียงเช่ากล้อง ผูกพัน 3 ปี ประเด็นคือสัญญาเช่าจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ เริ่มตั้งแต่วันที่เซ็นสัญญาแล้วเริ่มติดตั้งกล้อง หรือเริ่มตั้งแต่ติดตั้งกล้องเสร็จ และใช้งานได้
ถ้าในสัญญาไม่ได้ระบุว่าเมื่อสัญญาเช่ากล้อง 3 ปีสิ้นสุดลงแล้ว กล้องเป็นของผู้ใด ถ้าในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ กรรมสิทธิ์กล้อง 940 ตัว ยังเป็นของผู้ให้เช่า และผู้ที่ได้รับสัมปทานในเฟสหนึ่งนั้น ไม่ผูกพันกับสัญญาในเฟสสอง ผู้ให้เช่าในเฟสหนึ่งนั้น สามารถถอดกล้อง 940 ตัวคืนได้
ถ้าในสัญญาเฟสหนึ่งระบุว่าเมื่อครบ 3 ปีแล้วกรรมสิทธิ์กล้องตกเป็นของเมืองพัทยา สัญญานี้น่าจะเป็นสัญญา เช่าซื้อ การที่จะเอาสัญญากล้องเฟสหนึ่ง 940 ตัว มาใช้งานในปี พ.ศ.2568-2570 (อายุของกล้องปีที่ 4 ปีที่ 5 ปีที่ 6) มาพ่วงในสัญญาเฟสสองนั้น จะทำได้หรือไม่
ปัญหาของกล้องเฟสหนึ่ง 940 ตัว ปีที่ 7 จะทำอย่างไร เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของเมืองพัทยาและการจำหน่าย กล้องนั้นจะต้องมีอายุการใช้งาน 7 ปี ขึ้นไป และจะทำเป็นสัญญาเช่าอีกไม่ได้
ในสัญญาเช่าเฟสหนึ่งกล้อง 940 ตัว ถ้าภายในสัญญา 3 ปีแรก กล้องเสียจะเปลี่ยนให้ภายใน 72 ชั่วโมง และ กล้อง 940 ตัวนี้ ในปีใช้งานปีที่ 4 ปีที่ 5 ปีที่ 6 ผู้ดูแลรักษากล้อง ถ้ากล้องเสียก็ต้องเปลี่ยนให้อีก เพราะฉะนั้นถ้ากล้องที่เปลี่ยนใหม่นั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเมืองพัทยา อายุการใช้งานของกล้องแต่ละตัวจะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่เปลี่ยนกล้องและจะต้องใช้งานไม่น้อยกว่า 7 ปี
จึงเรียนชี้แจงมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
พลเรือเอก ศรีวิสุทธิ์ รตารุณ
นายอนันต์ อังคณาวิศัลย์
นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี
นายสินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร