โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เจมส์-ธีรดนย์” เลือกที่จะเสียใจ ดีกว่าใช้ชีวิตอย่างเสียดาย!

TheHippoThai.com

เผยแพร่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 01.00 น. • THE HIPPO | Another Point Of View

“คนจะเชื่อเราได้ก็คืองาน จะซื้อความเชื่อคนได้ก็คืองาน” คือคำพูดของนักแสดงวัยรุ่น “เจมส์-ธีรดนย์” ผู้ฝากผลงานมาแล้วทั้งบนจอแก้วและจอเงิน วันนี้เขาได้เลือกเส้นทางสายใหม่กับชีวิต นั่นคือเส้นของ “นักร้อง” กับผลงานศิลปินกลุ่มในชื่อ “TRINITY” ภายใต้สังกัด 4NOLOGUE

 

ทุกคนต่างมีกำแพงในชีวิตที่ยากจะก้าวข้าม กับเจมส์เองก็เช่นกัน เพียงแต่กำแพงของเขากลับเป็นเรื่องการร้องเพลงเสียเอง

“จริง ๆ เราเป็นคนชอบดูศิลปินตั้งแต่เด็ก แต่ความสามารถมันแย่ เราไม่ได้เสียงดี ไม่ได้เรียนเต้นแต่เด็ก เบสิกเราค่อนข้างแย่ เรารู้สึกว่าเรามีปมและเกลียดการร้องเพลง”

“มันมาจากตอนซีรีส์ Hormones ที่เราต้องร้องเพลงแล้วมันออกมาแย่ เพราะเราร้องไม่เป็น เหมือนเอาเด็กที่ร้องไม่เป็นเลยไปร้อง ก็เลยรู้สึกแย่กับตรงนั้น แต่ไม่ใช่ว่าโทษ Hormones นะ เพราะจุดนั้นเราก็ทำได้ไม่ดีเอง ก็เลยค่อนข้างมีปม รู้สึกว่าเราไม่เอา เวลาอยู่คนเดียวจะร้องนะ แต่อยู่กับคนอื่นจะเงียบ จนเราได้มาแก้ที่ต้นเหตุคือการเทรนและเพิ่มเบสิกของตัวเองให้มากขึ้น แล้วก็เทรนยาวมาถึงตอนนี้เลย”

“ผมอยากเอาดีด้านเพลงนะ เราแฮปปีเวลาเราได้ร้อง มันเหมือนเราได้เอนเตอร์เทนคนด้วย ถึงวันนึงสมมุติเราได้โอกาสแต่งเพลงที่มันเป็นเพลงเราจริง ๆ คงได้แต่งเพลงที่มันเล่าเรื่องราวของชีวิตผ่านเพลง”

“มันมีทางที่คนเราจะพัฒนากันได้ถ้าเราลุยสุด เราอาจจะไม่ถนัดทางนี้หรือทำทางนี้ได้ดีเท่าการแสดง แต่เรารู้สึกว่าในชีวิตเราเสียใจดีกว่าเสียดาย” นี่คือคำพูดที่ออกมาจากอินเนอร์ของผู้ชายคนนี้ “คือเราอยากทำแล้วถ้าเราไม่ได้ทำคงรู้สึกแย่กับตัวเอง ตอนนั้นก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะยังไง ช่วงก่อนตัดสินใจคือเราไปเทศกาลดนตรี Coachella แล้วพอเราไปเราได้เห็นโชว์หลาย ๆ อย่างแล้วรู้สึกกว่าโลกมันกว้างใหญ่”

และการได้ไป Coachella นี่เองทำให้เจมส์แนวแน่กับเส้นทางของตัวเองมากขึ้น เพราะได้เห็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปวงหนึ่งจากฝั่งเอเชียได้แสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกนี้ นั่นคือ 4 สาวจาก Blackpink

“จุดที่ Inspired ผมมาก ๆ คือ Blackpink เออ…วันนึงศิลปินเอเชียเขาสามารถไปดังที่อเมริกาได้ คนสามารถร้องตามได้โดยที่ไม่ใช่ภาษาหลักของเขา ทำไมคนฝรั่งถึงร้องเพลงของเขาได้ เพลงมันทำให้คนรวมกันได้ เขาพิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่าง ผมดูที่ Coachella แล้วก็ไปดู The Forum ที่แอลเอด้วย”

“มันเป็นจุดที่เรารู้สึกว่าคนเอเชียก็ทำได้ คนไทยก็ทำได้ แต่เราไม่กล้าทำจนสุดขนาดนั้นหรือเปล่า? เพราะเรากลัวว่าคนจะไม่ซัพพอร์ตหรือเปล่า? ถ้าเราทำแล้วมองแต่ผลลัพธ์อย่างเดียวมันก็ไปไม่ถึงตรงนั้นครับ จริง ๆ มันเกิดความคิดว่าอยากร้องเพลงตั้งแต่ก่อนไป Coachella แล้ว แต่การไปทำให้ตัดสินใจลุยครับ”

 

ในความคิดของเจมส์ การร้องเพลงคือความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่งของชีวิต การร้องเพลงสำหรับเขาไม่เหมือนกับงานแสดงที่มีการเทค การร้องเพลงบนเวทีคือความสดที่ไม่สามารถเริ่มใหม่

“การร้องเพลงหนักกว่า การร้องเพลงมันสด มันไม่มีเทคหนึ่ง เทคสอง เทคสาม” เขาเล่า “เซอร์ไพรส์ตัวเองเหมือนกัน ไม่คิดว่าเราจะมาถึงตอนนี้ แต่มันก็ดีนะ…เรายังไม่ได้อยู่ในวัยที่ต้องคิดว่าชีวิตต้องมีอันนี้อย่างนี้ เอาอะไรก็เอา! ให้ชีวิตซิกแซกไปเลย แต่ถึงจุด ๆ หนึ่งเราคงอยากใช้ชีวิตเป็นเส้นตรงแหละ แต่วัยนี้มันต้องบวกนะผมว่า”

“เมื่อเราอยู่บนเวทีคนก็อาจจะได้เห็นบุคลิกเราที่ชัดขึ้น มันเป็นที่ที่เราเป็นตัวเองได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่างกับการเป็นนักแสดง ผมชอบทั้งคู่นะ…แต่การเป็นนักแสดงคนอาจจะติดภาพเราจากสิ่งที่เราแสดงในเรื่อง แต่พอคนเจอตัวจริงคนก็จะ ‘อ๋อ…เราเป็นอย่างนี้’ แต่พาร์ทศิลปินคือเขาตามเราที่เราเป็นเราเลย อย่างเราเป็นคนที่ชอบแต่งตัวจัดมาก ๆ แต่งในชีวิตประจำวันไม่ได้นอกจากมีงาน บางงานก็แต่งจัดไม่ได้ แต่พอเราอยู่บนเวทีเราจะแต่งอะไรก็ได้ ผมเลยชอบมาก”

“เราก็แฮปปีทั้งสองอย่าง” เจมส์พูดถึงความสุขกับทั้งโลกนักแสดงและนักร้องในฐานะศิลปินคนหนึ่ง “ความเป็นศิลปินของเราก็คือทำทุกอย่างให้คนเชื่อจริง ๆ สิ่งที่คนไม่เชื่อก็คือคนที่เป็นนักร้องไปเล่นละคร คนดูก็จะพูดว่า ‘โอ้นักร้องคนนี้นี่นา’ เพราะว่าเขาทำให้เชื่อไม่ได้  หรือว่านักแสดงที่มาร้องเพลงแล้วมันครึ่ง ๆ กลาง ๆ เลยทำให้คนเชื่อไม่ได้อีกเช่นกัน ซึ่งมันก็ไม่ผิด แต่เรารู้สึกว่าเราจะทำให้ดีทุก ๆ อย่าง…โฟกัสที่ต้นเหตุ เทรนและฝึกให้มันดีที่สุด”

“ผมคาดหวังกับตัวเองว่าเราจะพัฒนาพอให้คนเชื่อให้ได้ การทำงานในวงการนี้คนชอบร้อยคน เกลียดอาจจะเป็นพัน คนไม่ได้เชื่อเราทั้งประเทศ เราเล่นดีแทบตาย ได้หรือไม่ได้รางวัลอะไร ไปไกลแค่ไหน…คนไม่เชื่อก็คือไม่เชื่อ คนจะเชื่อเราได้ก็คืองาน” เขาเน้นเสียง “จะซื้อความเชื่อคนได้ก็คืองาน ตัวตน ทัศนคติ ทำไมเขาไม่เชื่อสิ่งที่เรากำลังทำ? เพราะเราไม่เก่ง  ฉะนั้นเราต้องเก่งเพื่อพิสูจน์ให้เขาเชื่อในตัวเรา สิ่งที่ผมอยากทำให้ได้คือ ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเพื่อพิสูจน์ตัวเอง”

คำถามสำคัญคือ…แล้วเจมส์มองอนาคตของตัวเองไว้อย่างไร?

“ไป Coachella” เขาตอบแทบจะทันที “อย่างที่บอกครับ…มันเป็นเทศกาลกลางแจ้งเหมือน Big Mountain แต่เมืองนอกสองทุ่มมันยังสว่าง บรรยากาศมันดีมากโดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตก มันเติมพลังมาก ๆ

“สุดท้ายผมอยากไปเล่นเพลงในที่ที่ใหญ่มากขึ้น อยากให้คนอินกับเพลงเรา อินกับสิ่งที่เราพยายามทำมา ทุกอาชีพแหละ…เวลามีคนอินกับสิ่งที่เราทำมันจะเติมเต็มเราอยู่แล้ว จริง ๆ ถ้าถึงวันนั้นได้มันคงแฮปปีมาก แล้วก็คงกลับไปสร้างบ้านกินบาร์บีคิวอาทิตย์ละครั้งครับ”

ถ้าอยากรู้ว่าหลังจากที่ได้ทลายกำแพงแห่งการร้องเพลงที่ฝังใจนานลงไปแล้วเจมส์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองไปได้อย่างไร ก็ต้องไปชมกันได้ใน MV เพลง “Haters Got Nothing” ที่ยอดวิวใน Youtube นั้นเรียกได้ว่าถล่มทลายเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...