โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 วิธีดึงความเชื่อมั่นในตัวเองกลับมาหลังเลิกรากับใครสักคน - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

TOP PICK TODAY

เผยแพร่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 17.00 น. • เพจบันทึกนึกขึ้นได้

เป็นเรื่องน่าเศร้าอยู่เหมือนกันนะ

ถ้าหลังจากที่เลิกกับใครสักคนแล้ว  

เราเศร้า เจ็บ เสียใจยังไม่พอ  

ยังมาต้องรู้สึกไม่ดีกับตัวเองอีก 

 

ผมเองก็เคยเป็น รวมทั้งเห็นคนใกล้ตัวหลายคน 

ที่กลายเป็นใครก็ไม่รู้ หลังจากที่ผิดหวังกับรักครั้งล่าสุด  

จากคนที่เคยมั่นใจในตัวเอง ทำทุกอย่างได้อย่างสบายๆ  

ไม่กลัวที่จะออกไปข้างนอก ชอบสังสรรค์  

เรียนดี ผลงานดี กลับกลายเป็นคนเก็บตัว 

หมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่กล้าแม้จะเริ่มบทสนทนากับใคร 

คิดแค่ว่าตัวเองมันไม่ดีพอ  

 

“ผมเคยเชื่อว่าเรามีคุณค่า จากการถูกให้ค่าโดยใครสักคน 

และในวันที่ใครคนนั้นเดินจากผมไป 

มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่มีคุณค่าอะไรหลงเหลืออยู่เลย”

 

ซึ่งถ้าคุณกำลังอ่านอยู่ตอนนี้  

แล้วรู้สึกเหมือนกับสิ่งที่ผมกำลังเขียนออกไป  

ผมก็อยากจะบอกกับคุณว่า  

สิ่งที่คุณกำลังรู้สึก ว่าตัวเองมีไม่มีคุณค่าอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว 

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้คุณรู้สึกแบบนั้น  

ความรู้สึกอาจจะบอกว่าใช่  

แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้นหรอก

 

เพราะความคิดเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ  

 

แต่ว่าความคิดลบๆ ที่ชอบมาลดคุณค่าของเราเหล่านี้  

ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับเราเมื่อต้องอกหักหรือความสัมพันธ์ล้มเหลว 

มันมีอะไรมากกว่านั้นที่ทำลายคุณได้อีก  

 

มากกว่าการถูกหักหลัง  

มากกว่าการถูกนอกใจ  

มากกว่าการถูกใครสักคนเดินจากไป  

 

สิ่งที่แย่ที่สุดเมื่อเกิดขึ้นกับเรา 

หลังการจากไปของใครสักคน 

ไม่ใช่การลดคุณค่าของตัวเอง 

 

“แต่มันคือการสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวคุณเองไป 

คุณไม่เชื่ออะไรก็ตามที่ตัวเองเคยเป็น เคยคิดแล้ว”

 

นั่นแหละคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่เกิดขึ้น  

 

สิ่งที่มันหายไปจากการเลิกกับใครสักคน 

อาจเป็นคุณค่าที่เรารู้สึกว่ามันหายไป 

แต่มองลงไปให้ลึกกว่านี้  

 

สิ่งที่มันหายไป ไม่ใช่คุณค่า 

แต่เป็น ความเชื่อ ต่างหากที่หายไป 

เชื่อว่าเรามีคุณค่า  

เชื่อว่าเรามีอะไรในตัวเองมากกว่านั้น 

 

เมื่อความเชื่อตรงนั้นหายไป 

ทำให้เราไม่สามารถป้องกันตัวเองจากความคิด Toxic ที่เกิดขึ้น  

เราเผลอทำสิ่งที่พอเราทำมันไปแล้ว เรามานึกเสียใจทีหลัง 

เพราะความเสียใจ ความเชื่อที่ว่าเราไม่สามารถกลับมามีคุณค่าแบบเดิมได้แล้ว 

ทำให้เราพยายามกลับไปติดต่อแฟนเก่า  

คุณพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณค่านั้นกลับมา ตามดูชีวิตเค้า ทั้งๆ ที่เราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ควร 

 

เมื่อคุณยอมประนีประนอมทุกตรรกะ และเหตุผลของคุณ ทุกความเชื่อมั่นที่คุณเคยมีกับตัวเอง 

ไปกับการที่จะได้รับการตอบรับไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจากแฟนเก่า 

 

มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เมื่อการรับรู้คุณค่าในตัวเราต่ำลง 

สิ่งที่เราทำมันลงไป เริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ  

ซึ่งมันส่งผลต่อ สุขภาพ ความสุข และการเป็นอยู่ของคุณในวันถัด  ๆ ไป  

และแน่นอน มันเป็นอุปสรรคสำคัญในการที่เราจะเยียวยาตัวเอง  

และฟื้นฟูจิตใจของเราด้วย 

 

ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ทำให้ตัวเองเสียใจหรอก

ไม่มีใครอยากเป็นคนที่หักหลังตัวเอง  

ไม่มีใครที่อยากมานั่งคิดทีหลังว่า เออ เราไม่น่าทำมันลงไปเลย 

 

แต่จะทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเองกลับมาได้อย่างไร

คุณลองสำรวจแล้วทำแบบนี้ดู

 

1.

เราต้องดึงสติของตัวเองกลับมาก่อนว่า 

เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังเจอกับอะไร  

แล้วเรากำลังจะผ่านมันไปยังไง  

 

เมื่อเราตั้งสติกับตัวเองได้ว่า  

เห้ย นี่เราเอาเวลาทั้งหมดที่เรามีไปกับการตามสิ่งที่ไม่มีวันกลับมา 

ให้ไปกับคนที่ไม่ได้ให้คุณค่ากับเราอีกแล้ว 

 

เราต้องเริ่มเอ๊ะ กับทุกอย่างที่เรากำลังเป็น กำลังทำ 

เอ๊ะ ทำไมต้องไปดูด้วยว่าเค้าทำอะไรอยู่ 

เอ๊ะ ทำไมเค้ายังตอบกลับเรามา 

เอ๊ะ ทำไมเราต้องอยากไปเจอเค้า 

เอ๊ะ ทำไมเราถึงรู้สึกว่าเราเอาพลังในการทำให้ตัวเองมีค่า 

ไปไว้ที่เค้าจนหมด 

 

การเอ๊ะ กับทุกพฤติกรรมของเรา  

คือสิ่งแรกในการที่เราจะเรียกความเชื่อมั่นของตัวเองกลับมา  

 

 

2.

เราต้องรู้ไปถึง พฤติกรรมที่ทำให้เราเสพติดการทำให้คุณค่าของตัวเองลดลง 

 

คล้ายๆ คนที่ติดยาเสพติดนั่นแหละ

บางครั้งเราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรลงไป  

แต่เรารู้ว่า เออ พอทำมันไปแล้ว เรารู้สึกดี 

 

ทุกครั้งที่เราพยายามติดต่อเค้าไป แล้วเค้าตอบกลับมา 

ทุกครั้งที่เค้าเหงา แล้วเรียกเราไปหา  

แล้วเราเลือกที่จะไป  

 

ลองนึกถึงหลายๆ เหตุการณ์ที่ทำให้เราเสพติดการกลับไปหาเขา 

จริงอยู่ การได้กลับไปพบเค้า ได้ไปนอนกับเค้า ได้อะไรสักอย่างกับเค้านิดเดียว 

ก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว  

 

แต่ความสุขเหล่านั้น คือความสุขชั่วคราว  

ที่ตัวเราเองก็รู้ว่า ลึกๆ นั้น มันเหมือนมีดที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง 

รอคอยให้เราเลียน้ำผึ้งจนหมด แล้วขั้นตอนถัดไป ก็คือการถูกมีดบาดลิ้นจนเลือดไหล

 

เรียนรู้ที่จะรู้สึกตัวเมื่อเรากำลังจะทำพฤติกรรมที่ทำให้เราเสพติด  

ตั้งสติที่จะเลือกว่า เราจะเชื่อความรู้สึกของตัวเองว่าการกลับไปครั้งนี้ อาจทำให้เรามีความสุขเหมือนเดิมก็ได้ 

หรือเชื่อว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่จะต้องใช้เขาเพื่อทำให้เรากลับมาอีกความสุขได้อีก 

 

 

3.

มองหาการสนับสนุนจากคนรอบข้าง 

 

ไม่มีใครผ่านมันไปได้ด้วยตัวเอง

เพราะบางความเจ็บปวดก็เกินกว่าที่ตัวเองจะเยียวยาตัวเองได้ 

 

การที่คุณคิดว่า ความเจ็บปวดที่มากมายในใจตอนนี้จะหายไปได้เองสักวัน 

นั่นจะยิ่งทำให้คุณลงหลุมความรู้สึกแย่ลึกลงไปเรื่อยๆ  

 

เพราะตอนนี้เรากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อในตัวเอง 

เพราะฉะนั้น เราควรมีใครสักคนมาคอยเตือนสติเรา  

คอยให้การสนับสนุนทางด้านอารมณ์ ในวันที่เราดาวแบบไม่ไหวจริงๆ 

 

บางครั้งผมเลือกที่จะหันไปหาพ่อแม่

เล่าให้เค้าฟัง บางทีชอบคิดไปเองว่าเค้าจะด่า พอแต่เล่าอออกไปจริงๆ เขาก็ฟังแล้วก็ปลอบเรานะ 

 

แต่ถ้าสำหรับบางคนที่คนในครอบครัวไม่ใช่ทางเลือก 

ลองเล่าเรื่องของเราให้เพื่อนที่ไว้ใจสักคนฟัง 

เป็นการระบาย บรรเทา และบำบัดกันแบบที่ไม่ตัดสินกัน  

 

ค่อยเป็นค่อยไป

อย่าอยู่กับตัวเองมากเกินไป ในวันที่เราเองก็ไม่มั่นใจกับความคิดของตัวเอง 

 

 

4.

หากิจกรรมที่ทำให้เรากลับมาคุยกับตัวเอง  

 

ถามตัวเองว่า อะไรที่เราอยากได้จากแฟนเก่า 

คุณค่า ความเข้าใจ การเอาใจใส่ ความรัก หรืออะไรก็แล้วแต่ 

แล้วลองถามตัวเองอีกทีว่า เราจะให้สิ่งนั้นกับตัวเองแทนที่แฟนเก่าของเราได้ยังไง  

 

ผมสัมผัสได้นะ ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณอาจจะรู้สึกว่า 

เข้าใจนะว่า พูดง่าย แต่ใครจะไปมีอารมณ์ทำอะไรแบบนั้น  

ก็บอกอยู่ว่า ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรเลย แค่รู้สึกอยากกลับไปหาแฟนเก่า 

แค่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า 

 

ผมจะบอกความลับอะไรบางอย่างให้คุณรู้

 

ความรัก มันไม่ใช่ความรู้สึก 

 

เราอาจจะอารมณ์ดี แล้วทำตัวดีๆ กับใคร  

แต่เวลาเราอารมณ์ไม่ดี เราก็ไม่อยากคุยกับใคร 

 

ความรักไม่ใช่แบบนั้น 

ลองนึกถึงพ่อแม่ หรือตัวคุณเองเวลารักใครสักคน 

บางครั้งคนรัก ก็ไม่ได้ทำตัวน่ารัก และเราก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่อยากทำอะไรดีด้วย 

บางที ลูกก็น่ารำคาญ และซนจนพ่อแม่ปวดหัว  

 

แต่เราก็ยังทำตัวดีกับแฟน ดูแลเขา 

พ่อแม่ยังทำทุกอย่างให้ลูกเค้าเติบโต  

แม้ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่พร้อมจะทำให้ในทุกๆ วัน 

 

นั่นแหละที่เราเรียกว่าความรัก 

 

ซึ่งถ้าคุณเข้าใจสิ่งที่ผมพูดออกไป 

ถ้าคุณรักตัวเอง 

ไม่ว่าคุณจะมีอารมณ์หรือไม่  

สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือต้องทำ 

เพราะมันคือความรัก 

ไม่ใช่อารมณ์อยากหรือไม่อยากทำ 

 

แต่ถ้ายังรู้สึกว่าทำขั้นตอนนี้ไม่ได้  

ผมแนะนำให้คุณกลับไปที่ข้อก่อนหน้าก่อน

ให้ใครอีกคนเป็นคนช่วยคุณให้ตอบคำถามต่าง ๆ ที่คุณคิด 

มอบความรักให้กับคุณ 

 

แต่แน่ใจด้วยนะครับว่า คนคนนั้นจะไม่ใช่แฟนเก่า 

 

และเมื่อคุณเริ่มที่จะค่อย ๆเข้าใจสิ่งที่คุณเป็น 

คุณแน่วแน่กับตัวเองว่าคุณจะดูแลตัวเองด้วยความรักและความเคารพตัวตนของตัวเอง 

ค่อยปรับพฤติกรรมต่าง ๆ นั่นแหละที่การเยียวยาตัวเองได้เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ แล้ว 

 

และขั้นตอนสุดท้าย  

 

5.

เมื่อเราเริ่มรับรู้ความรู้สึกว่าอยากที่จะกลับมาดูแลตัวเอง 

 

วางแผนเลยที่จะออกไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ 

หากิจกรรมที่จะทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น 

ออกไปหาเพื่อน ไปยิม ไปวิ่ง ไปทำกิจกรรมที่มันสอดคล้องกับความต้องการของคุณ 

ตามที่เราได้ถามตัวเองไปหมดแล้ว 

 

 

คุณค่าของตัวเองจะกลับมาเมื่อเราปรับพฤติกรรมของตัวเอง

การพูดกับตัวเองว่า รักตัวเองสิ รักตัวเองสิ แค่นั้นมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

 

ป่วยต้องกินยา ป่วยต้องรักษา  

เราไม่สามารถนอนอยู่เฉยๆ ใช้ชีวิตเหมือนเดิมแล้วอาการป่วยทั้งหมดจะหายไปได้ 

 

เช่นเดียวกับการรู้สึกดีกับตัวเอง

นอน ส่องกระจกแล้วพูดว่า ชั้นรักแกนะทุกเช้า 

ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้น  

เพราะถ้าอาบน้ำเสร็จแล้วยังขับรถไปหาแฟนเก่าอยู่ 

 

ลองเอาทั้ง 5 ขั้นตอน ที่ผมเล่าให้อ่านไปปรับกับตัวเองดูนะครับ 

 

คุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียวนะครับในสถานการณ์แบบนี้ 

คุณมีผมที่เคยผ่านมันมาแล้ว แล้วสามารถมานั่งเขียนให้คุณได้อ่านในตอนนี้ 

 

ค่อยๆ ผ่านมันไป

อย่าเพิ่งเร่งรีบกับมัน 

 

ขอให้กลับมาเชื่อมั่นในตัวเองได้อีกครั้งนะครับ 

ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก เพจบันทึกนึกขึ้นได้ ได้บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...