โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : "มาราธอน" ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับนักวิ่งส่งสารจนตัวตาย ของพวกกรีกโบราณ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ม.ค. 2563 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2563 เวลา 03.07 น.

เชื่อกันว่าประวัติของอะไรที่เรียกว่าการ “วิ่งมาราธอน” นั้น เชื่อมโยงอยู่กับเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของพวกกรีกโบราณ นั่นก็คือเรื่องของชายคนที่ชื่อว่า “ฟิดิปปิเดส” (Pheidippides)

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นในสงครามครั้งใหญ่ระหว่างพวกกรีกกับราชวงศ์อาคิมินีดแห่งเปอร์เซีย (มีบันทึกเก่าแก่กล่าวถึงการทำสงครามระหว่างทั้งสองชนชาติที่ว่า ระหว่างช่วงประมาณ 2,550-2,400 ปีมาแล้วอยู่หลายหน และหนนี้ก็เป็นหนึ่งในจำนวนเหล่านั้น) เมื่อระหว่าง 492-490 ปีก่อนคริสตกาล จนสุดท้ายพวกกรีกก็ได้รับชัยชนะที่เมืองมาราธอน (Marathon)

แต่โลกเมื่อหลายพันปีที่แล้วยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารทางไกลอย่างโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ตนะครับ ดังนั้น การส่งข่าวดีอย่างนี้ก็จึงต้องใช้ “ผู้ส่งสาร” วิ่งไปบอกข่าวที่ศูนย์กลางของชาวกรีกอย่างเมืองเอเธนส์

ฟิดิปปิเดสจึงต้องวิ่งโดยไม่หยุดพักเป็นระยะทางราว 40-42 กิโลเมตร จากเมืองมาราธอนจนถึงเอเธนส์ เพื่อที่จะไปกล่าวคำว่า “สวัสดี พวกเราชนะแล้ว” ก่อนที่จะล้มพับแล้วสิ้นชีวิตลงตรงนั้นด้วยความเหนื่อยในพลันนั้นเอง

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรนักที่ชื่อของเมืองมาราธอนจะกลายเป็นชื่อของการแข่งขันวิ่งระยะไกล ในเมื่อมีตำนานอันชวนสลดหดหู่ของพ่อหนุ่มฟิลิปปิเดส เพราะสงครามในครั้งนั้นเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ในชื่อของ “สงครามแห่งเมืองมาราธอน” (The Battle of Marathon) อยู่ในโลกตะวันตก

 

ที่จริงแล้วจะเรียกฟิลิปปิเดสว่าพ่อหนุ่ม ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะจากบันทึกของพวกกรีกในสมัยหลังจากสงครามเมืองมาราธอนหลายร้อยปีนั้น ก็มักจะระบุเอาไว้ไม่ต่างกันนักว่า เขามีอายุถึง 40 ปีแล้วในขวบปีที่สิ้นชีวิตลงเพราะการวิ่งส่งสารของชัยชนะที่เมืองมาราธอน

และนี่ก็ไม่ใช่ข้อขัดแย้งเดียวเกี่ยวกับเรื่องของฟิลิปปิเดส เพราะอันที่จริงแล้วตำนานที่ว่าด้วยชัยชนะที่เมืองมาราธอนนั้น เอกสารของพวกกรีกก็ไม่ได้บันทึกเอาไว้ตรงกันเสียหมด

ดูเหมือนว่า บันทึกเก่าแก่ที่สุดที่เล่าเรื่องของฟิลิปปิเดสจะอยู่ในหนังสือเรื่อง “ประวัติศาสตร์” (The Histories) ของผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์โลกอย่างเฮโรโดตุส (Herodotus, 484-425 ปีก่อนคริสตกาล) โดยหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 440 ปีก่อนคริสตกาล คือเขียนขึ้นหลังการสิ้นสุดลงของสงครามแห่งเมืองมาราธอนเพียง 50 ปีเท่านั้น

แต่เฮโรโดตุสไม่ได้เล่าว่าฟิลิปปิเดสวิ่งส่งข่าวจนกระทั่งตัวตายหรอกนะครับ ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเฮโรโดตุสนั้นเล่าว่า ฟิลิปปิเดสเป็นผู้วิ่งจากเมืองเอเธนส์เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากพวกสปาร์ตันให้มาช่วยรบกับพวกเปอร์เซีย ซึ่งก็ว่ากันว่าระยะทางนั้นไกลถึง 240 กิโลเมตร แต่ฟิลิปปิเดสก็สามารถวิ่งจนไปถึงได้ภายในเวลาเพียงแค่วันกว่าๆ และเมื่อส่งข่าวเรียบร้อยแล้วเขาก็วิ่งกลับไปยังเมืองเอเธนส์ในทันที

เฮโรโดตุสไม่ได้บอกว่า การวิ่งในระยะทางที่ดูจะโหดร้ายยิ่งกว่าการวิ่งจากเมืองมาราธอนไปยังเอเธนส์นั้นทำให้ฟิลิปปิเดสเสียชีวิตลง แถมเขายังไม่ได้บอกด้วยว่า ฟิลิปปิเดสเป็นคนวิ่งส่งข่าวในคราวสงครามแห่งเมืองมาราธอน

และอันที่จริงแล้ว ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเฮโรโดตุสเล่มนี้ก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวของนักวิ่งส่งสารที่ตายจากการส่งข่าวชัยชนะที่เมืองมาราธอนเสียด้วยซ้ำไปนะครับ ทั้งๆ ที่หนังสือเล่มเดียวกันนี่แหละ ที่เป็นคลังข้อมูลหลักเรื่องสงครามกรีก-เปอร์เซียในยุคต่อๆ มา

ดูเหมือนว่าเรื่องราวอันสุดแสนจะโรแมนติกของนักวิ่งที่ต้องสิ้นชีวิตลงเพราะการส่งข่าวชัยชนะที่เมืองมาราธอนจะปรากฏขึ้นครั้งแรกในงานที่ว่า “ความรุ่งโรจน์ของเอเธนส์” (On the Glory of Athens) ของนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกอย่างพลูทาร์ก (Plutarch, ค.ศ.46-120) แต่ชื่อของนักวิ่งที่ตายนั้นยังไม่ใช่ฟิลิปปิเดส แต่เป็นเธอร์สิปปุส (Thersippus) หรืออูเคลส (Eukles)

พลูทาร์กได้อ้างว่า เรื่องราวดังกล่าวเขาอ้างอิงมาจากข้อเขียนในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล (คือช่วงระหว่าง 400-300 ก่อนการประสูติของพระคริสต์ ซึ่งก็เป็นช่วงหลังสงครามแห่งเมืองมาราธอนราว 100-200 ปี) ของเฮราคลิเดส ปอนติกอส (Herakleides Pontikos) ซึ่งเราไม่พบต้นฉบับหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แต่ถ้าเป็นจริงตามที่พลูทาร์กอ้างไว้ งานของปอนติกอสก็จะเป็นเอกสารชิ้นแรกสุดที่กล่าวถึงเรื่องนี้

(ผมไม่แน่ใจนักว่าปอนติกอสเป็นใคร? แต่ในช่วงเวลาเดียวกับงานที่พลูทาร์กอ้างถึงนั้น ในกรีซมีปราชญ์ที่สำคัญอีกคนหนึ่ง ที่ชื่อคล้ายๆ กันคือ เฮราคลิเดส ปอนติคุส [Heraclides Ponticus, 390-310 ปีก่อนคริสตกาล] แต่ปอนติคุสโด่งดังในฐานะของนักดาราศาสตร์ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์)

หลังจากยุคของพลูทาร์ก ก็ได้มีกวี ควบตำแหน่งนักวาทศิลป์ช่างเสียดสีชาวอัสสิเรียนอย่างลูเชียน แห่งซาโมซาตา (Lucian of Samosata) อย่าง “คำพูดสุดท้ายด้วยความยินดี” (A Slip of the Tongue in Greeting, ผมขออนุญาตแปลชื่อหนังสือเล่มนี้ด้วยการใช้คำที่ไม่ตรงตัวกับภาษาอังกฤษ เพราะการส่งสารก่อนตายของฟิดิปปิเดสนั้น ไม่ใช่การพูดแล้วลิ้นพันกันจนออกเสียงผิด หรือการพลั้งปาก อย่างความหมายตรงตัวของ slip of tongue ในภาษาไทยแน่) ที่เขียนขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 2

และก็เป็นลูเชียนคนนี้นี่เองที่ยกตำแหน่งพระเอกที่ตายเพราะการส่งสาร เรื่องชัยชนะที่เมืองมาราธอนให้กับฟิลิปปิเดส

แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วนะครับว่า ลูเชียนเขาเป็นกวี ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ การที่เขาจะสับสนว่า นักวิ่งที่ส่งสารชัยชนะของพวกกรีกที่เมืองมาราธอนเป็นฟิลิปปิเดสแทนนั้น จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากอะไรนัก และก็ด้วยความที่บทกวีของลูเชียนน่าจะเข้าถึงได้ง่ายกว่างานประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นของพลูทาร์ก หรือเฮโรโดตุสนี่แหละ ที่ทำให้คนในยุคหลังเข้าใจว่า ฟิลิปปิเดสคือนักวิ่งที่ส่งสารจนตายในหน้าที่ไปกันหมด

 

ยุโรปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการนำงานของลูเชียนขึ้นมาแปลใหม่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เรื่องของฟิลิปปิเดสกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

จนกระทั่งกวีชื่อดังชาวเมืองผู้ดีในยุคนั้นอย่างโรเบิร์ต บราวนิ่ง (Robert Browning, ค.ศ.1812-1889) ได้นำเอาเรื่องราวอันแสนสะเทือนใจและโรแมนติกตามอย่างที่นิยมกันในสมัยนั้นของฟิลิปปิเดสมาร้อยเรียงขึ้น

จนกลายเป็นบทกวีใหม่ เมื่อเรือน ค.ศ.1879 ซึ่งก็เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก

และก็เป็นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เองเช่นกัน ที่ได้เริ่มมีการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ.1896 ที่ประเทศกรีซ (อันที่จริงแล้วมีประวัติการจัดกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่มาก่อนหน้านั้นแล้ว เพียงแต่ไม่ถูกนับว่าเป็นการจัดอย่างเป็นทางการ)

เพราะแม้แต่ชื่อ “โอลิมปิก” เองก็ยังเป็นชื่อของการจัดแข่งขันกีฬาของพวกกรีกโบราณ ที่มีความเกี่ยวข้องกับเทพปกรณัมของพวกเขาอย่างแยกกันไม่ค่อยจะขาดเลยนะครับ

นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ชื่อมิเชล บรีล (Michel Breal, ค.ศ.1832-1915) ซึ่งเป็นสหายคนหนึ่งของตัวตั้งตัวตีในการจัดกีฬาโอลิมปิกอย่างปิแอร์ เดอ กูเบอร์แต็ง (Pierre de Coubertin, ค.ศ.1896-1925) ได้แนะนำให้กูเบอร์แต็งจัดแข่งวิ่งระยะไกล 40 กิโลเมตร จากภายในเมืองเอเธนส์ เข้าไปสู่สนามกีฬาหลักที่ใช้ในการจัดงานคือ พานาเธนาอิก สเตเดี้ยม (Panathenaic Stadium)

โดยได้ผูกโยงเรื่องราวเข้ากับชัยชนะของพวกกรีกที่เมืองมาราธอน และแน่นอนว่ารวมถึงเรื่องของฟิลิปปิเดสด้วย ดังนั้น เขาจึงกำหนดระยะทางวิ่งกันไว้ที่ 40 กิโลเมตร

กูเบอร์แต็งซึ่งนอกจากจะเป็นผู้วางรากฐานให้กับกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่แล้ว ยังเป็นนักประวัติศาสตร์อีกด้วย จึงไม่รอช้าที่จะนำเอาไอเดียของบรีลมาผนวกเข้าเป็นส่วนสำคัญของกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ครั้งแรก

และนี่ก็จึงเป็นที่มาของความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ในประวัติของการวิ่งมาราธอนนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...