โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ญี่ปุ่นทำอย่างไร เมื่อมีเด็กจำนวนมากไม่ยอมไปโรงเรียน

Khaosod

อัพเดต 28 ธ.ค. 2562 เวลา 11.44 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 11.44 น.

ญี่ปุ่นทำอย่างไร เมื่อมีเด็กจำนวนมากไม่ยอมไปโรงเรียน – BBCไทย

ที่ญี่ปุ่น มีเด็กจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ยอมไปโรงเรียน มีคำเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ฟูโตโกะ” (futoko) แต่การที่สิ่งนี้กำลังกลายเป็นปัญหาจึงก่อให้เกิดคำถามว่าฟูโตโกะ เกิดจากระบบ การศึกษาของญี่ปุ่นเอง หรือเป็นปัญหาที่ตัวนักเรียน

ยูตะ อิโตะ วัย 10 ขวบ รอจนถึงวันหยุดปิดเทอมช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว กว่าที่เขาจะตัดสินใจบอกพ่อและแม่ว่า เขาไม่อยากจะไปโรงเรียนอีกต่อไปแล้ว

Children playing in Tamagawa Free School

เขาฝืนใจไปโรงเรียนประถมแห่งนี้นานหลายเดือน และบ่อยครั้งที่ไม่ยอมไปโรงเรียนเลย เขาถูกแกล้งและทะเลาะกับเพื่อนร่วมชั้นเป็นประจำ

พ่อแม่ของเขามีทางเลือก 3 ทาง คือ ให้ยูตะเข้ารับคำปรึกษาที่โรงเรียนโดยหวังว่าอะไร ๆ จะดีขึ้น หรือจัดการศึกษาให้ที่บ้าน หรือไม่ก็ส่งเขาเข้าโรงเรียนอิสระ พ่อแม่ของยูตะเลือกทางเลือกสุดท้าย

ตอนนี้ ยูตะใช้เวลาที่โรงเรียนนี้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แล้วเขาก็มีความสุขขึ้นมาก

เด็กนักเรียนประถมในญี่ปุ่น (แฟ้มภาพ)

ยูตะเป็นฟูโตโกะคนหนึ่งจากเด็กจำนวนมากของญี่ปุ่น ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นให้นิยามคำนี้ไว้ว่า หมายถึง เด็กที่ไม่ยอมไปโรงเรียนนานกว่า 30 วัน ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพหรือการเงิน

มีการแปลความหมายของคำว่าฟูโตโกะเป็นภาษาอังกฤษหลายคำ ตั้งแต่ การขาดเรียน หนีโรงเรียน กลัวโรงเรียน หรือไม่ยอมไปโรงเรียน

หลายสิบปีมานี้ทัศนคติในเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไป โดยนับถึงปี 1992 การไม่ไปโรงเรียน หรือโตโกเกียวชิ (tokokyoshi) ซึ่งหมายถึงการต่อต้าน ถือเป็นอาการป่วยทางจิตอย่างหนึ่ง แต่ในปี 1997 คำที่เป็นกลางอย่างฟูตูโกะซึ่งหมายถึงการขาดเรียนถูกนำมาใช้

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. รัฐบาลประกาศว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาต้นที่ไม่ยอมไปโรงเรียน มีจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงปี 2018 มีเด็ก 164,528 คน ที่ไม่ยอมไปโรงเรียนนาน 30 วันขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 144,031 คน ในปี 2017

สุนัขอยู่ในชั้นเรียนร่วมกับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนอิสระทามากาวะ

มีความเคลื่อนไหวให้จัดตั้งโรงเรียนอิสระในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อรับมือกับจำนวนฟูโตโกะที่เพิ่มมากขึ้น โรงเรียนประเภทนี้เป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีหลักการเรื่องความเป็นอิสระและปัจเจกบุคคล

โรงเรียนประเภทนี้เป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับแทนการศึกษาภาคบังคับและการจัดการศึกษาที่บ้าน เพียงแต่เด็กจะไม่ได้รับวุฒิรับรองการศึกษา

จำนวนเด็กที่เข้าเรียนโรงเรียนทางเลือกหรือโรงเรียนอิสระแทนที่จะเข้าโรงเรียนธรรมดาทั่วไปพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปี จาก 7,424 คน ในปี 1992 เป็น 20,346 คนในปี 2017

การออกจากโรงเรียนกลางคันอาจส่งผลกระทบในระยะยาวได้ และมีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ฮิกิโกะโมริ (hikikomori) หรือการไม่เข้าสังคม ขังตัวเองไว้แต่ภายในบ้าน

แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้นก็คือ การฆ่าตัวตายของนักเรียนในปี 2018 ซึ่งมีจำนวน 332 ครั้ง ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 30 ปี

ตั้งแต่ปี 2016 จำนวนนักเรียนฆ่าตัวตายเริ่มเพิ่มขึ้นสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องผ่านกฎหมายป้องกันการฆ่าตัวตายพร้อมกับออกคำแนะนำพิเศษแก่ทางโรงเรียนต่าง ๆ

โรงเรียนอิสระ ตั้งกฎของตัวเอง

แล้วทำไมเด็กญี่ปุ่นจำนวนมากจึงไม่ยอมไปโรงเรียน

การสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการพบว่า สภาพแวดล้อมของครอบครัว ปัญหาส่วนตัวกับเพื่อน และการกลั่นแกล้ง ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญ

โดยทั่วไป มีการแจ้งเหตุลาออกจากโรงเรียนกลางคันว่า เข้ากับเพื่อน ๆ หรือคนอื่นไม่ได้ หรือบางครั้งก็มีปัญหากับครู เช่นเดียวกับกรณีของ โทโมเอะ โมริฮาชิ

“หนูเข้ากับคนหลายคนไม่ได้” เด็กหญิงวัย 12 ขวบ กล่าว “ชีวิตที่โรงเรียนมันไม่มีความสุขเลย”

โทโมเอะมีอาการไม่พูดในบางสถานการณ์ (selective mutism) ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเธออยู่ในที่สาธารณะ

“ตอนอยู่นอกบ้านหรือห่างจากครอบครัว หนูพูดไม่ได้” เธอเล่า

เธอรู้สึกว่าการทำตามกฎต่าง ๆ ของโรงเรียนในญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก

“ห้ามใส่กางเกงรัดรูปที่มีสีสัน ห้ามย้อมผม กำหนดสีของยางรัดผม แล้วก็ห้ามสวมยางรัดผมที่ข้อมือ” เธอเล่า

เด็กผู้หญิงในชุดเครื่องแบบนักเรียน 2 คน

โรงเรียนจำนวนมากในญี่ปุ่นมีกฎควบคุมรูปลักษณ์ภายนอกของนักเรียนแทบทุกอย่าง บังคับให้นักเรียนย้อมผมสีน้ำตาลของตัวเองให้เป็นสีดำ หรือการที่ไม่อนุญาตให้สวมกางเกงรัดรูปหรือเสื้อคลุม แม้แต่ในช่วงอากาศหนาว โรงเรียนบางแห่งถึงกับกำหนดสีชุดชั้นในให้นักเรียนด้วย

กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในโรงเรียนถูกนำมาใช้ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เพื่อรับมือกับความรุนแรงและการกลั่นแกล้งกัน แต่ต่อมาเริ่มมีการผ่อนคลายกฎดังกล่าวลงในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ก็กลับมาเข้มงวดขึ้นอีกครั้งเมื่อไม่นานนี้

กฎเกณฑ์เหล่านี้รู้จักกันในชื่อว่า “กฎดำ” สะท้อนถึงคำที่เคยถูกใช้เรียกบริษัทที่เอารัดเอาเปรียบพนักงานของตัวเอง

ตอนนี้ โทโมเอะ ไปโรงเรียนอิสระทามากาวาในกรุงโตเกียว เช่นเดียวกับยูตะ ที่นี่นักเรียนไม่ต้องสวมเครื่องแบบ เลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ ตามแผนที่ตกลงร่วมกันระหว่างทางโรงเรียน ผู้ปกครองและนักเรียน มีการส่งเสริมให้นักเรียนทำตามความสนใจและทักษะของตัวเอง

มีห้องที่มีคอมพิวเตอร์สำหรับเรียนภาษาญี่ปุ่นและคณิตศาสตร์ มีห้องสมุดที่มีหนังสือและการ์ตูนญี่ปุ่น

นักเรียนเลือกกิจกรรมที่อยากทำในโรงเรียนอิสระ

บรรยากาศดูเป็นกันเองมาก เหมือนกับครอบครัวขนาดใหญ่ นักเรียนอยู่ร่วมกันในพื้นที่ส่วนรวมเพื่อพูดคุยหรือเล่นด้วยกัน

“จุดประสงค์ของโรงเรียนนี้คือการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็ก” ทากาชิ โยชิกาวา ครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้เล่า

ทักษะเหล่านั้นเกิดขึ้นผ่านการออกกำลังกาย เล่นเกม หรือเรียนหนังสือ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะไม่ตื่นตระหนกเมื่ออยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก

โรงเรียนแห่งนี้เพิ่งย้ายที่ตั้งไปยังสถานที่ใหม่ที่มีบริเวณกว้างขึ้น และมีเด็กราว 10 คน ไปเรียนในแต่ละวัน

มีเด็กราว 10 คนมาเรียนที่โรงเรียนอิสระทามากาวาในแต่ละวัน

นายโยชิกาวา เปิดโรงเรียนอิสระแห่งแรกรับนักเรียนในปี 2010 ในอพาร์ตเมนต์ 3 ชั้นในย่านฟูชู ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยในกรุงโตเกียว

“ผมคาดว่า จะมีเด็กอายุมากกว่า 15 ปีมาเข้าเรียน แต่จริง ๆ แล้ว เด็กที่มา มีอายุเพียง 7-8 ขวบเท่านั้น” เขาเล่า

“ส่วนใหญ่เป็นเด็กเงียบและมีอาการไม่พูดบางสถานการณ์ เมื่อไปโรงเรียน พวกเขาก็ไม่ทำอะไร”

นายโยชิกาวา เชื่อว่า ปัญหาด้านการสื่อสารเป็นต้นเหตุที่ทำให้เด็กส่วนใหญ่ไม่ยอมไปโรงเรียน

ทากาชิ โยชิกาวา เปิดโรงเรียนอิสระแห่งแรกในปี 2010

เส้นทางในการเข้ามาทำงานด้านการศึกษาของนายโยชิกาว่านั้นไม่ธรรมดา เขาลาออกจากการทำงานเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่บริษัทแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตอนมีอายุ 40 ปีเศษ หลังจากที่เขาตัดสินใจว่า ไม่อยากจะไต่เต้าในเส้นทางอาชีพเดิมอีกต่อไป

พ่อของเขาเป็นแพทย์ และชอบที่จะรับใช้สังคมเช่นเดียวกับเขา เขาจึงกลายเป็นนักสังคมสงเคราะห์และพ่ออุปถัมภ์

ประสบการณ์นี้ทำให้เขาได้เห็นถึงปัญหาที่เด็ก ๆ เผชิญ เขาตระหนักว่า มีเด็กจำนวนมากทุกข์ทรมานเพราะความยากจน หรือตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงภายในครอบครัว และปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลต่อการเรียนของเด็ก ๆ อย่างมาก

ศ.เรียว อูชิดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยนาโกยา กล่าวว่า ปัญหาส่วนหนึ่งที่เด็กนักเรียนเผชิญคือชั้นเรียนมีขนาดใหญ่

“ในชั้นเรียนมีนักเรียนราว 40 คน ซึ่งใช้เวลาด้วยกันตลอดปี อะไรหลาย ๆ อย่างจึงเกิดขึ้นได้” เขากล่าว

ศ.อูชิดะ กล่าวว่า มิตรภาพคือหัวใจสำคัญในการเอาชีวิตรอดในญี่ปุ่น เพราะความหนาแน่นของประชากรสูง ถ้าคุณเข้ากันกับคนอื่นหรือร่วมงานกับคนอื่นไม่ได้ คุณก็จะเอาตัวไม่รอด สิ่งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้บริการขนส่งสาธารณะและพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ ซึ่งล้วนมีความแออัด

มิตรภาพคือกุญแจสำคัญในการเอาตัวรอดในโรงเรียน

แต่สำหรับนักเรียนหลายคนความจำเป็นในการปรับตัวคือปัญหา พวกเขารู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ในชั้นเรียนที่มีคนจำนวนมาก ต้องทำทุกอย่างด้วยกันกับเพื่อนร่วมชั้นในพื้นที่เล็ก ๆ

“การรู้สึกอึดอัดในสถานการณ์เช่นนั้นเป็นเรื่องปกติ” ศ.อูชิดะ กล่าว

ในญี่ปุ่น เด็ก ๆ จะอยู่ร่วมชั้นเรียนเดิมหลายปี ถ้ามีปัญหาในชั้นเรียนเกิดขึ้น การต้องไปโรงเรียนก็เป็นเรื่องที่สร้างความเจ็บปวดได้

“ในกรณีนี้ ความช่วยเหลืออย่างที่ได้จากโรงเรียนอิสระ มีความหมาย” ศ.อูชิดะ กล่าว “ในโรงเรียนอิสระพวกเขาไม่ได้ใส่ใจความเป็นกลุ่มก้อนมากนัก แต่ให้คุณค่ากับความคิดและความรู้สึกของนักเรียนแต่ละคนมากกว่า”

Children playing in Tamagawa Free School

แม้โรงเรียนอิสระจะให้ทางเลือก แต่ก็ยังมีปัญหาหลายอย่างในระบบการศึกษาแบบนี้ ศ.อูชิดะ เห็นว่า การไม่ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความแตกต่างหลากหลายถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลายคนเห็นด้วย

ขณะนี้กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึง “กฎดำ” และสภาพแวดล้อมในโรงเรียนของญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น

คอลัมน์ในหนังสือพิมพ์โตเกียวชิมบุน (Tokyo Shimbun) ระบุว่า โรงเรียนเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความแตกต่างหลากหลายของนักเรียน

เมื่อเดือน ส.ค. กลุ่มรณรงค์ “โครงการแบล็ก โกโซกุ โอ นากูโซ!” [เรามากำจัดกฎดำกันเถอะ!] ได้ยื่นคำร้องออนไลน์ไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีคนร่วมลงชื่อมากกว่า 60,000 คน ขอให้สอบสวนกฎที่ไม่มีเหตุผลของโรงเรียน ซึ่งจังหวัดโอซากาได้สั่งให้โรงเรียนมัธยมทุกแห่งทบทวนกฎดังกล่าวและมีโรงเรียนราว 40% ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎของโรงเรียน

ศ.อูชิดะ กล่าวว่า ในขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ ดูเหมือนจะยอมรับการไม่ยอมไปโรงเรียนว่าไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นแนวโน้มอย่างหนึ่ง เขาเห็นว่า จะเป็นการยอมรับไปโดยปริยายว่าเด็กไม่ใช่ปัญหา แต่การที่พวกเขาแสดงออกเช่นนั้นเพราะระบบการศึกษาไม่สามารถให้สภาพแวดล้อมที่อบอุ่นแก่เด็กได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...